จากพิธีกรสุดแซ่บที่คุ้นเคยกับงานบันเทิง สู่บทบาทใหม่ในฐานะหนึ่งในผู้ดำเนินรายการ “สถานีประชาชน” รายการที่ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียง รับฟังปัญหา และร่วมค้นหาทางออกให้ประชาชน การเข้ามาของ อ.ยิ่งศักดิ์ จงเลิศเจษฎาวงศ์ ทำให้รายการที่อยู่คู่กับไทยพีบีเอสมายาวนานมีสีสันและภาษาที่ตรงไปตรงมามากขึ้น เมื่อจับคู่กับ “แป้ง – ธิดารัตน์ อนันตรกิตติ” ผู้ประกาศข่าวและผู้สื่อข่าวภาคสนามมากประสบการณ์ ทั้งสองต้องทำงานบนโจทย์สำคัญคือ การสร้างสมดุลระหว่าง “ข้อเท็จจริง” กับ “ความเข้าใจผู้คน” โดยยังคงหัวใจของสื่อสาธารณะเอาไว้ นั่นคือการรับฟังปัญหาและพยายามผลักดันให้เกิดทางออกที่เป็นรูปธรรม
สำหรับ อ.ยิ่งศักดิ์ บทบาทนี้ไม่ใช่งานที่วางแผนเอาไว้เลย ตรงกันข้าม ก่อนหน้านี้เจ้าตัวกำลังคิดถึงการวางมือจากงานโทรทัศน์ หลังทำงานในวงการมายาวนานกว่า 40 ปี ตั้งใจกลับไปใช้ชีวิตเรียบง่ายที่เชียงใหม่ เปิดร้านกาแฟเล็กๆ ที่บ้าน ทว่าบทสนทนากับไทยพีบีเอสกลับเปลี่ยนเส้นทางชีวิตอีกครั้ง
“สถานีประชาชน” จึงกลายเป็นงานที่เข้ามาโดยไม่ได้ตั้งใจ และเป็นภารกิจที่แตกต่างจากงานโทรทัศน์ที่เคยทำมาอย่างชัดเจน

แผนชีวิตที่เปลี่ยนไป และคุณค่าของวัยที่ได้ทำเพื่อคนอื่น
เหตุผลที่ทำให้ อ.ยิ่งศักดิ์ ตัดสินใจรับงานนี้ ไม่ได้อยู่ที่ความท้าทายของรายการ หากอยู่ที่สองสิ่งสำคัญ หนึ่งคือรายการไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมือง และสองคือเป็นงานที่สร้างประโยชน์ให้ประชาชนได้โดยตรง ขณะเดียวกันคำว่า “สื่อสาธารณะ” ก็มีความหมายอย่างมาก สำหรับคนที่อยู่ในวงการสื่อมาหลายทศวรรษอย่างอาจารย์
“รายการสถานีประชาชนไม่เคยอยู่ในแผนชีวิตมาก่อน และก็ไม่เคยคิดด้วยว่าตัวเองจะแปลงตัวเองมาทำงานตรงส่วนงานนี้ ฉันจะไปช่วยอะไรเขา แต่ถ้าเป็นประโยชน์กับประชาชนโดยตรงนี่อาจารย์ชอบ เพราะฉันแก่มากแล้วนะ 70 กว่าเนี่ย เลยคิดว่าถ้าเรายังมีโอกาสทำอะไรก็ได้ให้เป็นประโยชน์กับคนนู้นคนนี้ มันก็เป็นสิ่งดี เหมือนเราคืนให้กับสังคมก่อนวันที่จะจากโลกนี้ไป และที่ผู้หลักผู้ใหญ่ที่นี่พูดก็คือคำว่าสื่อสาธารณะ อาจารย์มาเป็นสื่อสาธารณะ คำนี้มันมีความหมายกับอาจารย์มาก รู้สึกว่าคำว่าสื่อสาธารณะเป็นอะไรที่สูงส่งมากกับตัวเอง”
จากความลังเลในวันแรกว่า รายการที่เต็มไปด้วยเรื่องร้องเรียนและความเดือดร้อนของผู้คนจะสนุกได้อย่างไร กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการค้นพบว่า งานโทรทัศน์ในช่วงเวลานี้ของชีวิต อาจไม่ได้ต้องการความสนุกเพียงอย่างเดียว แต่อาจต้องการ “ความหมาย” มากกว่านั้น

“จัดจ้าน” ได้ แต่ต้องอยู่บนพื้นฐาน “ข้อเท็จจริง”
ภาพจำของ อ.ยิ่งศักดิ์ คือพิธีกรที่มีลีลาจัดจ้าน กล้าถาม กล้าพูด และใช้ภาษาที่ตรงกับความรู้สึกของผู้ชม แต่เมื่อมาอยู่บนพื้นที่ของ “สถานีประชาชน” ความจัดจ้านนั้นต้องถูกวางอยู่บนเส้นที่ละเอียดอ่อนกว่าที่เคย เพราะนี่ไม่ใช่รายการบันเทิง หรือการหยิบประเด็นมาชงให้สนุก หากแต่เป็นเรื่องจริงของคนที่กำลังเดือดร้อน อ.ยิ่งศักดิ์ จึงต้องเปลี่ยนวิธีการทำงาน จากการใช้ลีลาเพื่อสร้างสีสัน มาเป็นการใช้ลีลาเพื่อทำให้คำถามชัดขึ้น ทำให้เรื่องที่ซับซ้อนเข้าใจง่ายขึ้น และทำให้เสียงของประชาชนดังขึ้น โดยไม่ก้าวข้ามข้อเท็จจริง
“สถานีประชาชนเป็นรายการที่ต้องเอาความจริง คือความเดือดร้อนของคน เอามาวาง คือเล่นไม่ได้ อาจจะแค่ใส่จริต อ้าว จริงเหรอคะ ไปร้องเรียนตั้ง 4-5 ที่ ทำไมตำรวจเขาไม่สนใจเหรอคะ คือได้แค่เนี้ย จะไปเคลียร์ให้ฟุ้งใหญ่โตไม่ได้ค่ะ แต่สถานีประชาชนวันนี้ยังซอฟต์เกินไปสำหรับจริตของเรา เราอยากพูดตรงยิ่งกว่านี้อีกด้วยซ้ำ ขอค่อยๆ ได้ไหม ถ้าประชาชนรับได้ เสียงตอบรับยังคงขึ้นแบบทุกวันนี้ อาจารย์จะแรงกว่านี้ค่ะ อย่างเช่น พูดแบบนี้มันบ้าหรือเปล่าเนี่ย คนดีๆ เขาไม่พูดกันนะคะ ประสาท คำอย่างนี้เมื่อก่อนในสถานีประชาชนหลุดไปไม่ได้เลย มันเป็นคำต้องห้าม
“อาจารย์เป็นคนเดียวที่วันนี้มาอยู่ช่องนี้แล้วกล้าใช้ภาษาที่แรงที่สุดแล้วมั้ง ดีใจตรงที่ยังไม่โดนคอมเพลนมาก กลายเป็นว่าฉันเป็นคนที่กล้ามาเปิดสไตล์การสื่อสารแบบนี้กับคุณผู้ชม บางทีต่อให้พูดหยาบ แต่อาจารย์เป็นคนมีมารยาทนะ เดี๊ยนกราบขอประทานโทษนะคะคุณผู้ชม อาจจะเป็นคำไม่ไพเราะ ขี้ไม่ออก เยี่ยวไม่ออก เป็นบางคนอาจจะอุ๊ยตายแล้วทำไมหยาบ แต่ถ้าเป็นชาวบ้าน เออ แกพูดตรงว่ะ กูเข้าใจเลย กูนึกภาพออกเลย คือมันเป็นความรู้สึก แล้วแต่มุมมอง แต่ตัวอาจารย์เองมองตัวเองค่ะ เดี๊ยนมีเจตนาที่ทำให้เกิดความเข้าใจง่าย ขอใช้ว่า ภาษาของอาจารย์ออกมาจากเจตนาของใจค่ะ”

ยากที่สุดคือการค้นหา “ความจริง”
หลังจากเข้ามาเป็นน้องใหม่ของรายการได้เดือนกว่า อ.ยิ่งศักดิ์ มองเห็นวิธีการทำงานของรายการว่า ก่อนที่เรื่องหนึ่งจะถูกนำเสนอ ทีมงานต้องลงพื้นที่เก็บข้อมูล ตรวจสอบเอกสาร หลักฐาน และข้อเท็จจริง รวมถึงค้นหาผู้เกี่ยวข้องที่สามารถให้คำตอบหรือมีอำนาจในการแก้ไขปัญหา ไม่ว่าจะเป็นทนายความ อัยการ นักกฎหมาย หรือหน่วยงานรัฐ เพราะในโลกที่ข้อมูลข่าวสารไหลเร็ว การมีคนเล่าเรื่องให้ฟังเพียงคนเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป รายการต้องรู้ว่าเรื่องนั้นจริงแค่ไหน ต้องพยายามขมวดปมให้ได้ว่าปัญหาคืออะไร ใครเกี่ยวข้อง และเมื่อประชาชนร้องเรียนแล้ว “ขั้นต่อไป” คืออะไร สังคมจะเดินหน้าต่ออย่างไร
“เมื่อก่อนมองรายการนี้คือยากที่สุด แต่พอมานั่งทำงานจริงๆ อาจารย์มองว่าไม่มีอะไรยากแล้ว เพราะสิ่งที่อาจารย์ได้มาก่อนเดินเข้ารายการ มันคือข้อมูล มันคือความจริงที่ทีมงานไปเก็บ ไปสืบ ยากที่สุดคือความจริง แล้วจบรายการปุ๊บ ประชาชนคนดูได้อะไร ไม่ใช่ได้ฟุ้งกระจายไปหมด แต่หาหลักการดำเนินต่อไม่ได้ เราต้องขมวดปมให้ได้ว่า วันนี้ที่มาพูดคุยกัน 7-8 เรื่อง ทุกคนคุยกันเต็มโต๊ะเนี่ย 1 2 3 แก้ไขยังไงกันต่อ
“จริงๆ อาจารย์ก็เสี่ยง เพราะรายการนี้เราต้องอยู่ตรงกลางมากเลย มันเป็นรายการที่เข้าข้างใครไม่ได้ มันคือความจริงเท่านั้น พอพูดความจริง คนที่เป็นคนไม่จริงเขาก็เกลียด ทำไมเราเอาความจริงมาพูด แต่พอพูดไม่จริง คนที่เขาเต็มไปด้วยความจริง เขามีหลักฐาน อ้าว รายการเราไม่ดีละ เพราะฉะนั้นมันจะมีคนชอบและคนไม่ชอบครึ่งๆ อยู่แล้วล่ะรายการนี้”

จากเรื่องร้องเรียน สู่คำถามที่ใหญ่กว่าปัญหาของคนหนึ่งคน
เมื่อได้ทำงานจริง อ.ยิ่งศักดิ์ พบว่า เรื่องที่ดูเหมือนเล็กในสายตาคนทั่วไป อาจเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดในชีวิตของใครบางคน ปัญหาที่ดิน การซื้อบ้าน การถูกหลอกซื้อที่ดินผ่านทางออนไลน์ หรือปัญหาบริการสาธารณะ ล้วนเป็นเรื่องที่คนธรรมดาอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองมีสิทธิเรียกร้องอย่างไร หรือควรเริ่มต้นขอความช่วยเหลือจากที่ไหน สิ่งที่รายการพยายามทำจึงไม่ใช่เพียงการพาคนมาร้องเรียน แต่เป็นการตั้งคำถามต่อว่าปัญหาเหล่านั้นสะท้อนอะไร และจะป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นกับคนอื่นได้อย่างไร
หนึ่งในกรณีที่ทำให้ อ.ยิ่งศักดิ์ รู้สึกถึงคุณค่าของบทบาทใหม่นี้คือ การพูดถึงเหตุการณ์ความรุนแรงในสถานศึกษา ซึ่งมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก แทนที่จะหยุดอยู่กับคำถามว่าใครเป็นผู้ก่อเหตุ หรือเกิดอะไรขึ้นในวันนั้น รายการพยายามมองลึกลงไปถึงต้นเหตุว่า เด็กคนหนึ่งเดินทางมาถึงจุดนั้นได้อย่างไร มีแรงกดดันอะไรอยู่เบื้องหลัง และสังคมจะทำอย่างไรเพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก คำถามจึงขยับจาก “เกิดอะไรขึ้น” ไปสู่ “ทำไมจึงเกิดขึ้น”
และเมื่อมองไปถึงระบบการศึกษา อ.ยิ่งศักดิ์ ตั้งคำถามถึงการให้ความสำคัญกับการเรียนรู้โลกภายนอก จนบางครั้งอาจหลงลืมสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือ การเรียนรู้ตัวเอง ในโลกที่เด็กถูกผลักให้แข่งขันกับคะแนน เกรด ความสำเร็จ และความสามารถทางวิชาการ อาจารย์กลับมองว่าทักษะในการรู้จักตัวเอง การกำหนดจิต การควบคุมอารมณ์ และการรู้จักปล่อยวาง เป็นศาสตร์ที่สังคมไม่ควรมองข้าม
“อาจารย์ภูมิใจที่ได้ทำรายการวันนั้น เพราะอาจารย์สรุปว่าทำไมเราไม่กลับเอาวิชาศาสนามาทำใหม่ แล้วก็ทำให้มันออกมาเป็นจิตพิสัย คือมาเป็นเรื่องของการปฏิบัติ มัวแต่ไปมุ่ง IQ แต่ EQ กลับพัฒนาได้ไม่เต็มที่ ทุกคนวิ่งออกนอกตัวไปเรียนรู้กันหมด แต่ไม่มีการวิ่งเข้าหาในตัว เพื่อเรียนรู้วิธีการกำหนดและควบคุมตนเอง
“ตราบใดที่คุณยังไม่รู้จักตัวคุณเอง คุณจะไม่รู้จักอย่างอื่นหรอกว่าไม่มีประโยชน์ค่ะ” อ.ยิ่งศักดิ์ สะท้อนมุมมองต่อปัญหาสังคมได้อย่างชัดเจน




