‘Stroke Fast Track’ ต้นแบบ “รพ.ระยอง” เชื่อมสิทธิบัตรทอง เข้าถึงการรักษารวดเร็ว

3.09.26 | 14:56 น.

โรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน (Stroke) ยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญของประเทศไทย โดยในปี 2567 มีผู้ป่วยสะสมราว 3.6 แสนราย และเป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของคนไทย โรคนี้ไม่เพียงส่งผลต่อชีวิตและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย แต่ยังสร้างภาระต่อครอบครัวและระบบสุขภาพ การรู้เท่าทันสัญญาณเตือนและเข้าถึงการรักษาอย่างรวดเร็วจึงเป็นหัวใจสำคัญในการลดความสูญเสีย


โครงการ ‘Stroke Fast Track’ จึงได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อยกระดับระบบการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ตั้งแต่การป้องกัน คัดกรอง ค้นหากลุ่มเสี่ยง การสร้างความรู้แก่ประชาชน ไปจนถึงระบบการแพทย์ฉุกเฉิน การส่งต่อข้อมูล การวินิจฉัย และการรักษาอย่างรวดเร็ว โดย โรงพยาบาลระยอง เป็นหนึ่งในต้นแบบที่นำระบบดังกล่าวมาพัฒนาและเชื่อมโยงการทำงานของเครือข่ายอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้อย่างทันท่วงที ลดความพิการและการเสียชีวิต เพิ่มโอกาสในการกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ

 พญ.ณัฏฐิญา ศิริธรรม อายุรแพทย์ระบบประสาทและสมอง ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านสื่อสารองค์กรและกิจกรรมพิเศษ โรงพยาบาลระยอง กล่าวว่า โรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ทั้งโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง รวมถึงภาวะอ้วน การสูบบุหรี่ และพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ โดยเมื่อเกิดการอุดตัน เลือดจะไปเลี้ยงสมองลดลง ส่งผลให้เซลล์สมองเสียหายอย่างต่อเนื่อง การรู้จักสัญญาณเตือน B.E. F.A.S.T. ได้แก่ การทรงตัวผิดปกติ การมองเห็นผิดปกติ หน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรง และพูดไม่ชัด จึงเป็นสิ่งสำคัญ หากพบอาการเหล่านี้ควรรีบโทร.สายด่วนเจ็บป่วยฉุกเฉิน 1669 เพื่อเข้าสู่ระบบการแพทย์ฉุกเฉินโดยเร็ว เพราะทุกนาทีที่ผ่านไปมีผลต่อสมอง โดยเซลล์สมองอาจเสียหายประมาณ 1-2 ล้านเซลล์ต่อนาที

Advertisement

“โรงพยาบาลระยองจึงพัฒนาระบบ ‘Stroke Fast Track’ หรือบริการทางด่วนโรคหลอดเลือดสมอง โดยเริ่มตั้งแต่ผู้ป่วยอยู่ที่บ้าน ผ่านการรับรู้สัญญาณเตือน การประสานสายด่วนเจ็บป่วยฉุกเฉิน 1669 การประเมินและส่งต่อข้อมูลล่วงหน้า เพื่อให้ทีมแพทย์และบุคลากรเตรียมพร้อมตั้งแต่ก่อนผู้ป่วยมาถึง เมื่อถึงโรงพยาบาลสามารถเข้าสู่การประเมิน ตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง และพิจารณาการรักษาได้อย่างรวดเร็ว ลดขั้นตอนและเวลาที่ไม่จำเป็น โดยระบบนี้เชื่อมโยงเครือข่ายบริการทั้งจังหวัด ปัจจุบันมีโรงพยาบาลที่สามารถให้ยาละลายลิ่มเลือดได้ 6 แห่ง จากทั้งหมด 9 แห่งในจังหวัดระยอง”

นอกจากนี้ โรงพยาบาลระยองยังนำ รถอัมพาตเคลื่อนที่ หรือ Mobile Stroke Unit (MSU) มาเสริมระบบบริการ ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการประเมินและเตรียมการรักษาได้ตั้งแต่ก่อนถึงโรงพยาบาล โดยเป้าหมายสำคัญคือทำให้ผู้ป่วยเข้าสู่การรักษาได้เร็วที่สุด เพราะเวลาไม่ได้หมายถึงเพียงระยะเวลาที่ผ่านไป แต่หมายถึงเซลล์สมองและโอกาสในการฟื้นตัวของผู้ป่วย ทุกส่วนของระบบจึงต้องทำงานเชื่อมโยงกัน เพื่อช่วยลดความพิการ ลดการเสียชีวิต และเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ

พญ.พิชญาวี บุราณเคน แพทย์ประจำรถ MSU โรงพยาบาลวังจันทร์ จังหวัดระยอง กล่าวว่า รถ MSU มีบทบาทสำคัญในการประเมินและวินิจฉัยผู้ป่วยที่สงสัยภาวะหลอดเลือดสมองตีบ ภายในรถมีอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นอย่างครบครัน ทั้งเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง (CT) อุปกรณ์สำหรับให้ยาและกู้ชีพ ตลอดจนเครื่องติดตามสัญญาณชีพ ช่วยให้ทีมแพทย์สามารถประเมินอาการและเตรียมการรักษาได้อย่างรวดเร็วตั้งแต่ก่อนถึงโรงพยาบาล

นอกจากนี้ รถ MSU ยังเชื่อมต่อกับทีมแพทย์โรงพยาบาลระยองผ่านระบบ Telemedicine ทำให้สามารถปรึกษาและประเมินผู้ป่วยร่วมกันแบบเรียลไทม์ โดยเฉพาะการพิจารณาข้อบ่งชี้และข้อห้ามในการให้ยาละลายลิ่มเลือด ก่อนส่งต่อผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลปลายทางอย่างเหมาะสม ช่วยลดระยะเวลาในกระบวนการรักษาและเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างทันท่วงที

ด้าน นพ.ภคพล เอี่ยมไพบูลย์พันธ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการเทคโนโลยี สารสนเทศ หัวหน้ากลุ่มงานเวชศาสตร์ฉุกเฉินโรงพยาบาลระยอง กล่าวว่า เมื่อรถพยาบาล EMS ของโรงพยาบาลระยองหรือเครือข่ายออกไปรับผู้ป่วยที่สงสัยโรคหลอดเลือดสมองตีบ ทีมแพทย์จะเริ่มเตรียมข้อมูลและเปิดสิทธิ์การรักษาผ่านระบบ Telemedicine ตั้งแต่ต้นทาง ทำให้เสมือนมีทีมแพทย์ร่วมดูแลผู้ป่วยตลอดการนำส่ง และสามารถเตรียมความพร้อมของโรงพยาบาลระยองไว้ล่วงหน้า

 “ระบบ Stroke Fast Track ของโรงพยาบาลระยอง ถูกพัฒนาเพื่อลดขั้นตอนและระยะเวลาในการรักษา โดยเมื่อผู้ป่วยมาถึงสามารถนำเข้าสู่ห้องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง (CT Scan) ซึ่งอยู่ติดกับห้องฉุกเฉิน (ER) ได้ทันที ลดการรอคอยและการประเมินซ้ำ ทำให้เข้าสู่กระบวนการรักษาได้รวดเร็ว ขณะเดียวกัน ห้องฉุกเฉินยังเป็นด่านแรกในการประเมินและรักษาเบื้องต้น เปรียบเสมือนการติดกระดุมเม็ดแรกให้ถูกต้อง เพราะหากเริ่มต้นได้อย่างแม่นยำ กระบวนการรักษาที่เหลือก็จะดำเนินต่อได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ทุกเสี้ยววินาทีจึงมีความสำคัญต่อโอกาสในการรักษาและผลลัพธ์ของผู้ป่วย” นพ.ภคพล กล่าว

เสียงจริงจากผู้ป่วย สู่โอกาสในการรักษา

 รพีพรรณ ยิ้มละมัย อายุ 50 ปี ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่เข้ารับการรักษาโดยใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ “บัตรทอง 30 บาท” เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันว่า เริ่มจากมีอาการเวียนศีรษะ ก่อนจะพูดไม่ได้และล้มลง ภายหลังการตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) แพทย์พบภาวะหลอดเลือดสมองตีบ จึงต้องเร่งให้การรักษาทันที

 ในช่วงแรกก็กังวลเรื่องค่าใช้จ่าย เนื่องจากทราบว่าการรักษาโรคหลอดเลือดสมองมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง อย่างไรก็ตาม เมื่อได้รับแจ้งว่าสามารถใช้สิทธิบัตรทอง 30 บาทได้ ความกังวลจึงลดลง ทำให้เข้าสู่กระบวนการรักษาและฟื้นฟูได้อย่างต่อเนื่อง กระทั่งสามารถกลับมาใช้ชีวิตและทำงานได้ตามปกติ

 “สิ่งแรกที่ถามคุณหมอคือ ‘ฉีดยารักษาต้องเสียเงินไหมคะ’ เพราะรู้ว่ายารักษาโรคนี้มีราคาสูง แต่คุณหมอบอกว่าไม่ต้องเสียเงิน ใช้สิทธิบัตรทอง 30 บาทได้ ทำให้คลายกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายและภาระของครอบครัวไปมาก หลังได้รับยา ถือว่าโชคดีที่รอดชีวิต จากนั้นก็ค่อย ๆ ฟื้นตัว จนประมาณ 4 เดือน สามารถกลับมาใช้ชีวิตและทำงานได้ตามปกติ” รพีพรรณกล่าวทั้งน้ำตา

ด้าน กิ่งหลิว พิพัฒน์ผล อายุ 17 ปี ลูกสาวของ ‘รพีพรรณ’ เล่าว่า “โชคดีมากค่ะที่คุณแม่มีสิทธิบัตรทอง 30 บาท ทำให้ครอบครัวไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษามากนัก ตอนแรกที่เห็นคุณแม่ล้มป่วยยอมรับว่ารู้สึกแย่มาก แต่เราก็ต้องเข้มแข็งและคอยให้กำลังใจคุณแม่ จนวันนี้อาการของคุณแม่ดีขึ้นและกลับมาแข็งแรงได้อีกครั้ง ทำให้รู้สึกดีใจและใจฟูมากๆ ค่ะ”

สำหรับกิ่งหลิว การที่คุณแม่ได้รับการรักษาอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องผ่านระบบ ‘Stroke Fast Track’ พร้อมเข้าถึงสิทธิ ‘บัตรทอง 30 บาท’ ช่วยลดทั้งความกังวลและภาระของครอบครัว ทำให้คุณแม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและมีโอกาสฟื้นตัวกลับมาใช้ชีวิตได้อีกครั้ง เรื่องราวนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า เมื่อระบบการรักษาที่รวดเร็วเดินหน้าควบคู่กับหลักประกันสุขภาพที่เข้าถึงได้ ย่อมช่วยสร้างทั้งโอกาสในการรักษาและความหวังให้กับผู้ป่วยและครอบครัวได้อย่างแท้จริง

ชมคลิปเต็มได้ที่  : https://www.youtube.com/watch?v=ZPXiOQavdvo