“หนูมีอาการหูแว่วอยู่ตลอด รักษามาแล้วกว่า 14 ปี ตอนนี้ดีขึ้นมาก ไม่ต้องลำบากใคร”
ประโยคสั้น ๆ จากผู้ป่วยที่เริ่มรักษาตั้งแต่อายุ 19 ปี อาจฟังดูเรียบง่าย แต่เบื้องหลังคือการอยู่กับความเจ็บป่วยทางจิตมายาวนานเกือบครึ่งชีวิต และสะท้อนว่า หากได้รับการรักษาและดูแลอย่างต่อเนื่อง ผู้ป่วยยังมีโอกาสฟื้นตัวและกลับมาใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัวได้
เพราะการรักษาในโรงพยาบาลเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ “ชลบุรีโมเดล” ของโรงพยาบาลวัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร จ.ชลบุรี จึงเชื่อมการรักษากับการติดตามดูแลถึงบ้าน โดยอาศัยความร่วมมือจากครอบครัว ชุมชน และระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ “สิทธิบัตรทอง” เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องและไม่หลุดจากระบบรักษา

(พญ.สุดานี บูรณเบญจเสถียร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวัดญาณสังวราราม)
เชื่อมการดูแล ไม่ปล่อยให้ผู้ป่วยต้องเดินคนเดียว
แพทย์หญิงสุดานี บูรณเบญจเสถียร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวัดญาณสังวราราม เล่าว่า เมื่อคนคนหนึ่งมีปัญหาสุขภาพจิต ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตัวผู้ป่วยเท่านั้น แต่ลามไปถึงคนในครอบครัวและคนรอบข้างด้วย โรงพยาบาลจึงไม่ได้มองแค่การรักษาตัวโรค แต่ดูแลทั้งครอบครัวไปพร้อมกัน และเมื่อถึงวันที่ผู้ป่วยต้องกลับไปใช้ชีวิตในชุมชน สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้ชุมชนไม่ตีตราและพร้อมรับผู้ป่วยกลับไปอย่างปลอดภัย
“การจะพึ่งแต่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขอย่างเดียวคงเป็นไปได้ยาก แต่การเอาชุมชนมามีส่วนร่วม ช่วยกันคิด ช่วยกันติดตาม ช่วยกันประเมินผล จะเกิดสิ่งที่เรียกว่าความใส่ใจคนในชุมชนด้วยกันเอง ดูแลกันเอง มีความสุขร่วมกัน” ผอ.โรงพยาบาลกล่าว
ชลบุรีโมเดลจึงวางระบบให้ โรงพยาบาล, โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.), อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และครอบครัว ทำงานร่วมกันเป็นเครือข่ายเดียว ตั้งแต่การตรวจประเมินวินิจฉัยและวางแผนการรักษาในโรงพยาบาล ไปจนถึงการคัดกรอง ส่งต่อ ติดตามอาการ และเยี่ยมบ้านในระดับชุมชน ในการดูแลผู้ป่วยรวมถึงผู้ป่วยสิทธิบัตรทอง ทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงบริการสุขภาพจิตได้มากขึ้นโดยไม่เป็นภาระทางการเงิน

(นฤมล สุ่นศักดิ์สวัสดิ์ หัวหน้าพยาบาลจิตเวช)
ระบบติดตามที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
หัวใจของชลบุรีโมเดลอยู่ที่ความต่อเนื่อง นฤมล สุ่นศักดิ์สวัสดิ์ หัวหน้าพยาบาลจิตเวช อธิบายว่า เมื่อพบผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง เช่น มีภาวะก้าวร้าว เสี่ยงทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น อสม. ในพื้นที่จะแจ้งเข้ามาผ่าน รพ.สต. และประสานมาที่โรงพยาบาลเพื่อประเมินอาการ ก่อนนำเข้าสู่กระบวนการรักษา ไม่ว่าจะเป็นการให้คำปรึกษาทางจิตเวช ตรวจร่างกาย ตรวจเลือด ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ จนถึงการสั่งยาและวางแผนการรักษาโดยจิตแพทย์ กระทั่งอาการสงบดีจึงส่งต่อกลับไปให้ รพ.สต. และชุมชนดูแลต่อเนื่อง
ที่น่าสนใจคือระบบนี้ยังแบ่งกลุ่มผู้ป่วยตามความเสี่ยงเพื่อกำหนดความถี่ในการติดตาม ผู้ป่วยกลุ่มสีแดงที่เพิ่งมีอาการก้าวร้าวรุนแรงและเพิ่งออกจากโรงพยาบาล จะได้รับการเยี่ยมติดตามอย่างน้อยเดือนละครั้ง กลุ่มสีเหลืองที่อาการดีขึ้นแล้วติดตามทุก 2-3 เดือน ส่วนกลุ่มสีเขียวที่กินยาสม่ำเสมอและดูแลตัวเองได้ดี ติดตามทุก 6 เดือน
ด้าน รัตติญา ช่วยความดี พยาบาลวิชาชีพชำนาญพิเศษ รพ.สต.บ้านห้วยใหญ่ เสริมว่า เมื่อรับไม้ต่อจากโรงพยาบาล ทีมจะลงพื้นที่จริงร่วมกับ อสม. ที่รับผิดชอบบ้านเลขที่นั้นๆ พร้อมทีมเครือข่ายในชุมชน เช่น ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน และเทศบาล เพื่อวางแผนเยี่ยมบ้านร่วมกัน ทั้งหมดนี้เป็นบริการฟรีภายใต้สิทธิบัตรทอง ทั้งการคัดกรอง การส่งต่อ และการติดตามเยี่ยมบ้าน
นอกจากนี้ โรงพยาบาลวัดญาณสังวรารามยังนำเทคโนโลยีมาเสริมการดูแล ผ่านระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) ที่ทำให้ทีมรักษาสามารถติดตามอาการและพูดคุยกับผู้ป่วยรวมถึงครอบครัวได้แม้ไม่ได้เดินทางมาโรงพยาบาล ลดภาระการเดินทางและช่วยให้การดูแลไม่ขาดช่วง

(รัตติญา ช่วยความดี พยาบาลวิชาชีพชำนาญพิเศษ รพ.สต.บ้านห้วยใหญ่)
เมื่อ “โอกาส” กลับมาเป็นของทุกคน
สำหรับผู้ป่วยที่ผ่านกระบวนการนี้ หลายคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ชีวิตเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ผู้ป่วยรายหนึ่งที่รักษามาในระยะเวลา 3-4 ปี เล่าว่า หลังเข้าโครงการ พี่ๆ อสม. หมั่นมาถามไถ่อาการ นัดหมายรับยา และชวนทำกิจกรรมร่วมกัน “อยากฝากเพื่อนๆ ที่มีอาการทางจิต อยากให้ไปพบคุณหมอ รับยามาทานกันให้สม่ำเสมอ”
ขณะที่ผู้ป่วยอีกรายที่รักษาต่อเนื่องมาตั้งแต่อายุ 19 ปี เป็นเวลากว่า 14 ปี ก็อยากให้มีโครงการลักษณะนี้ในหลายพื้นที่มากขึ้น เพราะการที่มีคนเข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิด เช็กอาการทุกเดือน ช่วยให้คนที่มีอาการกล้าเข้ารับการรักษา ไม่ต้องแบกรับภาระให้ครอบครัวลำบาก และกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างคนทั่วไป
การจัดบริการสุขภาพจิตในชุมชนจึงไม่ใช่แค่เรื่องของ “การรักษา” แต่คือการทำให้ทุกคนเข้าถึงบริการใกล้บ้าน ได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง และมีโอกาสกลับไปใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัวและสังคมได้อีกครั้ง สำหรับผู้ที่มีสิทธิบัตรทอง สามารถตรวจสอบสิทธิด้วยบัตรประชาชน แล้วเข้ารับบริการที่หน่วยบริการประจำ หากจำเป็นต้องได้รับการดูแลเฉพาะทาง หน่วยบริการจะประสานส่งต่อไปยังโรงพยาบาลที่มีศักยภาพด้านจิตเวชให้เอง

หากใครกำลังเผชิญปัญหาสุขภาพจิต หรือมีคนใกล้ตัวที่ต้องการความช่วยเหลือ สามารถปรึกษาได้ที่สายด่วนสุขภาพจิต 1323 หรือสอบถามการเข้ารับบริการหรือตรวจสอบสิทธิได้ที่สายด่วน สปสช. 1330 ทั้งสองสายให้บริการฟรีตลอด 24 ชั่วโมง หรือลองประเมินภาวะซึมเศร้าเบื้องต้นด้วยตนเองผ่านแอปพลิเคชัน DMIND ที่ใช้ AI ช่วยคัดกรองความเสี่ยง (ผลการคัดกรองไม่ใช่การวินิจฉัยโรค หากพบความเสี่ยงควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์)
เพราะบางครั้งการได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง และความเข้าใจจากคนรอบข้าง ก็เป็นส่วนพลิกคืนชีวิตที่ดีให้กับผู้ป่วยได้

