PPWR : กฎหมายบรรจุภัณฑ์ยั่งยืนของ EU ที่ธุรกิจไทยต้องเผชิญ

15.09.26 | 16:10 น.


หภาพยุโรป (EU) กำลังยกระดับกฎระเบียบด้านบรรจุภัณฑ์หรือ Packaging and Packaging Waste Regulation (PPWR) เพื่อลดการใช้บรรจุภัณฑ์แบบครั้งเดียวทิ้ง และผลักดันให้บรรจุภัณฑ์สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำหรือรีไซเคิลได้มากขึ้น โดยกฎนี้ครอบคลุมบรรจุภัณฑ์ทุกประเภทที่วางจำหน่ายในตลาด EU ไม่ว่าจะผลิตในหรือนอกภูมิภาค กฎระเบียบนี้จึงเป็นโจทย์ใหญ่ทางธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกสินค้าไปยังตลาด EU ให้เตรียมตัวและรับมือกับกติกาใหม่นี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และอาจกล่าวได้ว่า บรรจุภัณฑ์ที่เคยถูกมองเป็นเพียงวัสดุห่อหุ้มสินค้า กำลังจะกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ตัดสินว่าสินค้าชนิดนั้นๆ จะเข้าสู่ตลาด EU ได้หรือไม่ 

กรอบเวลาการบังคับใช้ PPWR และข้อกำหนดที่สำคัญ

PPWR มีผลบังคับใช้แล้วเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2568 และ EU กำลังเตรียมนำข้อบังคับบางส่วนมาใช้อย่างเป็นลำดับขั้นตอน โดยตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ได้เริ่มจำกัดการใช้สารเคมีในบรรจุภัณฑ์ที่สัมผัสอาหาร ตลอดจนลดพื้นที่ว่างในบรรจุภัณฑ์ให้เหลือน้อยที่สุดแล้ว   

Advertisement

ในช่วงปี 2570-2572 จะเริ่มเข้าสู่ข้อบังคับด้านฉลากบรรจุภัณฑ์ โดยภายในวันที่ 12 สิงหาคม 2571 บรรจุภัณฑ์ทั้งหมดต้องมีฉลากระบุประเภทวัสดุอย่างชัดเจน เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคแยกขยะได้ถูกต้อง พร้อมติดตั้งฉลากดิจิทัลในรูปแบบ QR Code และภายในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2572 บรรจุภัณฑ์ที่นำกลับมาใช้ซ้ำได้ต้องมีฉลากบอกความสามารถในการนำกลับมาใช้ซ้ำและข้อมูลจุดรับคืนผ่าน QR Code ด้วยเช่นกัน

สำหรับเป้าหมายระยะยาวตั้งแต่ปี 2573 เป็นต้นไป EU จะเพิ่มความเข้มงวดของความสามารถในการรีไซเคิล โดยแบ่งเป็น 2 ระยะคือ ระยะที่ 1 (ปี 2573-2580) บรรจุภัณฑ์ต้องได้เกรด C หรือรีไซเคิลได้ไม่ต่ำกว่า 70% ของน้ำหนัก และระยะที่ 2 (ปี 2581 เป็นต้นไป) บรรจุภัณฑ์ต้องปรับเป็นเกรด B หรือรีไซเคิลได้ไม่ต่ำกว่า 80%
ของน้ำหนัก นอกจากนี้ ยังกำหนดสัดส่วนการใช้วัสดุพลาสติกรีไซเคิลในการผลิตบรรจุภัณฑ์ใหม่ไว้ที่ 10-35% ในช่วงปี 2573-2582 และจะเพิ่มสูงขึ้นถึง 25-65% ในปี 2583 

จะเห็นได้ว่า ในอนาคตข้างหน้า “บรรจุภัณฑ์ที่ดี” ต้องตอบโจทย์ทั้งการใช้งาน ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน

ผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย

ผลกระทบหลักที่ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญและเห็นได้ชัดที่สุดคือต้นทุนที่สูงขึ้น จากการปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ให้ผ่านเกณฑ์ ทั้งเพิ่มสัดส่วนวัสดุรีไซเคิลและออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ให้รีไซเคิลได้ตามมาตรฐาน ทั้งนี้ อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ โดยเฉพาะพลาสติก เป็นกลุ่มได้รับผลกระทบจาก PPWR โดยตรงและรุนแรงที่สุดเนื่องจากในปี 2568 ไทยส่งออกพลาสติกไปยัง EU คิดเป็นมูลค่า 87.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งกว่า 2 ใน 3 เป็นการส่งออกบรรจุภัณฑ์พลาสติกสำเร็จรูป เช่น ถุงพลาสติกโพลีเอทิลีนหรือถุงหูหิ้ว ดังนั้น การปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์และการจัดเตรียมข้อมูลทางเทคนิคจึงอาจกลายเป็นต้นทุนใหม่ของผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกไทย

อีกกลุ่มหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจาก PPWR คือ กลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้บรรจุภัณฑ์เข้มข้น ได้แก่ กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม เช่น เนื้อและอาหารทะเลแปรรูป ซอสและเครื่องปรุง ผลไม้และผักแปรรูป และอาหารเส้น กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล ตลอดจนกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และเครื่องปรับอากาศ โดยส่วนใหญ่บรรจุภัณฑ์ในกลุ่มนี้มักประกอบด้วยกล่องกระดาษ พลาสติก และโฟมกันกระแทก จึงอาจสร้างขยะบรรจุภัณฑ์ในปริมาณมากต่อการซื้อ 1 ครั้ง

อย่างไรก็ตาม หากผู้ประกอบการไม่สามารถปฏิบัติตามกฎใหม่ได้ทันเวลา ความเสี่ยงที่ใหญ่กว่าต้นทุนอาจเป็นการสูญเสียส่วนแบ่งตลาด เนื่องจากคู่ค้าใน EU อาจเปลี่ยนไปใช้ซัพพลายเออร์รายอื่นที่พร้อมและได้มาตรฐานมากกว่าแทน

ธุรกิจที่มีแนวโน้มได้ประโยชน์จาก PPWR

แม้ PPWR จะเพิ่มภาระต้นทุนให้ผู้ประกอบการในการปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์และกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับมาตรฐานใหม่ แต่ในอีกมุมหนึ่ง กฎระเบียบดังกล่าวกำลังสร้าง “ตลาดใหม่” ให้กับธุรกิจที่สอดรับกับกระแสเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับวัสดุและระบบรีไซเคิลมีโอกาสที่จะเติบโตได้ในระยะยาว

หนึ่งในกลุ่มที่มีแนวโน้มได้รับประโยชน์คือ อุตสาหกรรมพลาสติกรีไซเคิล ซึ่งจะได้รับแรงหนุนจากความต้องการใช้วัสดุรีไซเคิลเพื่อผลิตบรรจุภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ ซึ่งผลิตจากวัสดุธรรมชาติ เช่น แป้ง น้ำตาล ฟาง ชานอ้อย เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ EU อาจอนุญาตให้ใช้นอกจากพลาสติกรีไซเคิล (ทั้งนี้ ยังต้องรอความชัดเจนของเกณฑ์ไบโอพลาสติกจาก EU)

นอกจากนี้ โอกาสยังขยายไปถึง ผู้ประกอบการที่พัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะหากปรับตัวให้สอดคล้องกับ PPWR ได้ อาจกลายเป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขันในตลาด EU ในระยะข้างหน้า นอกจากนี้ ธุรกิจรีไซเคิลและธุรกิจสนับสนุนตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การเก็บรวบรวม คัดแยก รับซื้อและขายส่งเศษวัสดุ ไปจนถึงแปรรูปเป็นวัสดุตั้งต้นเพื่อใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติก โลหะ แก้ว กระดาษ จะได้รับอานิสงส์จากความต้องการวัสดุรีไซเคิลที่สูงขึ้นด้วย

ธุรกิจควรเตรียมพร้อมอย่างไร?

ผู้ผลิตและผู้ส่งออกไทยที่มีสินค้าวางจำหน่ายในตลาด EU ควรเตรียมพร้อมสามด้าน  

ด้านแรกคือ ปรับบรรจุภัณฑ์ให้ได้มาตรฐาน (Redesign) โดยประเมินบรรจุภัณฑ์ที่ใช้อยู่และปรับให้ตรงตามเกณฑ์การรีไซเคิลและสัดส่วนวัสดุรีไซเคิล 

ด้านที่สองคือ ตรวจสอบความสอดคล้องและจัดทำเอกสารให้ครบ (Recheck) เนื่องจาก PPWR กำหนดให้บรรจุภัณฑ์ทุกชิ้นต้องมีหลักฐานทางเทคนิครับรอง ดังนั้น ผู้ประกอบการต้องจัดทำหรือตรวจสอบเอกสารรับรองความสอดคล้อง เอกสารระบุองค์ประกอบของวัสดุและสัดส่วนวัสดุรีไซเคิล 

ด้านที่สามคือ ติดตามและทบทวนกฎระเบียบอย่างต่อเนื่อง (Review) เนื่องจากรายละเอียดทางเทคนิคของ PPWR จะทยอยประกาศเพิ่มเติมในปี 2569-2571 นอกจากนี้ ธุรกิจยังต้องติดตามกฎหมายที่คล้ายกันในตลาดส่งออกอื่น เช่น สหราชอาณาจักร เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และจีน รวมถึงกฎหมายรีไซเคิลของไทยด้วย

ท้ายที่สุดแล้ว PPWR ไม่เพียงเป็นกฎหมายว่าด้วยบรรจุภัณฑ์ แต่ยังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของระบบการค้าโลก ที่ความยั่งยืนกลายเป็นมาตรฐานใหม่ในการแข่งขัน ผู้ประกอบการที่ปรับตัวได้ก่อนย่อมมีโอกาสเดินหน้าต่อและพร้อมที่จะเข้าถึงตลาดได้อย่างมั่นคง