จากการที่รัฐบาลเตรียมเดินหน้าโครงการสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) สำหรับครัวเรือน เป้าหมาย 1.5 ล้านหลังคาเรือน โดยมีแนวทางสนับสนุนวงเงินสูงสุดครัวเรือนละ 50,000 บาท คาดเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ช่วงกลางเดือนตุลาคม 2569 และกำหนดกรอบดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมายภายในสิ้นปี 2570
สำหรับประชาชนที่ไม่มีต้นทุนในการติดตั้งนั้น รัฐบาลจะร่วมมือกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ 3 แห่ง ได้แก่ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อเป็นผู้ลงทุนติดตั้งระบบให้ก่อน จากนั้นจะนำรายได้จากการขายไฟฟ้าที่การไฟฟ้ารับซื้อ คืนกลับไปหักชำระคืนเงินกู้ให้แก่ธนาคาร ส่งผลให้ประชาชนสามารถเข้าถึงพลังงานสะอาดได้โดยไม่มีภาระเงินลงทุนแรกเริ่ม เป้าหมายเพื่อเพิ่มการใช้พลังงานสะอาด ลดต้นทุนภาคพลังงานให้กับครัวเรือน และเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายการก้าวไปสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net Zero)
ในปี พ.ศ.2593
โดยภาคเอกชน อย่างธุรกิจผู้พัฒนาอสังริมทรัพย์ ได้ให้มุมมองไว้น่าสนใจ!!
นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต ประธานเจ้าหน้าที่ สายงานธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ให้ความเห็นว่า เป็นนโยบายที่จะผลักดันให้เป็นจริงได้ยาก เนื่องจากต้นทุนในการติดตั้งยังสูงอยู่ไม่คุ้มค่ากับการลงทุนของครัวเรือนโดยเฉพาะครัวเรือนขนาดกลางและเล็ก ถึงแม้รัฐจะสนับสนุนเงิน 50,000 บาทก็ตาม เพราะต้นทุนในการติดตั้งจะอยู่ที่หลักแสนบาท และมีค่าใช้จ่ายต่อเนื่องอย่างค่าบำรุงรักษา ประกอบกับข้อจำกัดในการรับซื้อไฟฟ้าคืนของภาครัฐ ที่มีข้อจำกัดในการซื้อคืน รวมไปถึงระบบการเดินสายเพื่อให้เข้าถึงสายส่งไฟฟ้า (Grid Line) ของบ้านแต่ละหลัง
“นอกจากนี้โครงสร้างบ้านเก่าไม่รองรับกับการติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อป ต้องมีการติดตั้งอุปกรณ์เสริมของหลังคา และมีความเสี่ยงในการรั่วซึมขณะติดตั้ง ซึ่งเป็นปัญหาสำหรับการติดตั้งระบบดังกล่าว” นายประเสริฐกล่าว
หากรัฐบาลต้องการที่จะขับเคลื่อนนโยบายนี้ให้ทำได้เป็นรูปธรรม นายประเสริฐระบุว่า รัฐบาลต้องมีนโยบายที่ชัดเจนในการรับซื้อไฟฟ้าจากภาคประชาชน ไม่ควรที่จะจำกัดการซื้อ และต้องกำหนดราคารับซื้อที่เป็นธรรม และจูงใจให้ประชาชนเข้าถึงได้
“ถ้านโยบายในการรับซื้อไฟคืนจากภาครัฐยังไม่มีความชัดเจน มีข้อจำกัดทั้งเรื่องปริมาณและราคา การผลักดันดังกล่าวก็จะมีความเป็นไปได้ยาก เพราะประชาชนได้รับประโยชน์น้อย” นายประเสริฐกล่าว
ขณะที่ นายอิสระ บุญยัง ประธานสมาคมการค้ากลุ่มอสังหาฯ ออกแบบและก่อสร้าง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานกรรมการ บริษัท กานดา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ให้ความเห็นในเรื่องนี้ในทิศทางเดียวกันว่า การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสำหรับที่อยู่อาศัย ปัญหาอยู่ที่คนทำงานจะไม่อยู่บ้านในเวลากลางวัน ระบบโซลาร์รูฟท็อป คือ การผลิตไฟฟ้าตอนกลางวัน ทำให้ภาคประชาชนไม่สนใจที่จะติดตั้งเพราะไม่คุ้ม เมื่อเทียบกับการติดตั้งในอาคารสำนักงาน หรือโรงงาน
“อย่างบริษัทเคยมีแคมเปญติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปให้กับลูกค้า ลูกค้าบอกเขาไม่อยู่บ้านตอนกลางวัน เขาจะติดตั้งไปทำไม ขอเปลี่ยนจากติดตั้งโซลาร์ฯเป็นส่วนลดได้ไหม ทำให้ตลาดนี้ไม่เกิด” นายอิสระกล่าว
ถึงแม้รัฐบาลจะมีนโยบายในการรับซื้อไฟฟ้าจากภาคประชาชน โดยเปิดให้เจ้าของบ้านอยู่อาศัยติดตั้งโซลาร์รูฟผลิตไฟใช้เอง และขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนให้การไฟฟ้าในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย ภายใต้เพดานเสนอขายไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ต่อมิเตอร์ และสัญญารับซื้อไฟฟ้า 10 ปี เป้าหมายรับซื้อรวมทั้งประเทศไม่เกิน 10,000 เมกะวัตต์ โดยมีเป้าหมายคือ 1 ล้านครัวเรือนก็ตาม แต่ก็เป็นเงื่อนไขการรับซื้อที่มีข้อจำกัด แต่ละบ้านขายได้ไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ และยังมีข้อจำกัดว่าทั่วประเทศไม่เกิน 10,000 เมกะวัตต์ ซึ่งไม่จูงใจในการให้ประชาชนติดตั้ง
“ถึงรัฐบาลจะสนับสนุนค่าติดตั้ง 50,000 บาท แต่ด้วยเงื่อนไขการขายไฟฟ้าให้กับภาครัฐ จำกัดในเรื่องปริมาณ แทนที่จะเป็นการรับซื้อทั้งหมด ทำให้ความสนใจในการติดตั้งโซลาร์รูฟของภาคประชาชนไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร” นายอิสระกล่าว
ในส่วนของบริษัทอสังหาฯ นายอิสระระบุว่า ปัจจุบัน ผู้ประกอบการอสังหาฯหลายแห่งมีการสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์รูฟให้กับบ้านพักอาศัยที่พัฒนาในรุ่นใหม่ๆ เป็นมาตรฐาน แต่บางทีลูกค้าก็ไม่สนใจขอเปลี่ยนเป็นส่วนลดราคาบ้านแทน แต่ก็มีบางส่วนที่สนใจถ้าพฤติกรรมการอยู่อาศัยของลูกค้าคืออยู่บ้านในตอนกลางวัน ส่วนกลุ่มที่กลางวันไม่อยู่บ้านก็จะไม่สนใจเรื่องนี้
อย่างไรก็ตามในส่วนของบริษัทกานดาฯนั้น การออกแบบโครงสร้างบ้านในปัจจุบัน บริษัทออกแบบโครงสร้างหลังคาให้สามารถติดตั้งโซลาร์รูฟได้ และก็จะมีแคมเปญที่ติดตั้งโซลาร์รูฟให้กับลูกค้าด้วย ขึ้นอยู่กับลูกค้าว่าสนใจไหม ซึ่งมีบางส่วนสนใจ และบางส่วนก็ไม่สนใจ ขอเปลี่ยนเป็นส่วนลดเงินสดแทน
“ถ้ารัฐบาลต้องการขับเคลื่อนเรื่องพลังงานสะอาดอย่างจริงจัง ควรจะเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากครัวเรือนได้ไม่จำกัด เพื่อจูงใจให้กลุ่มที่ทำงานไม่ได้อยู่บ้านในตอนกลางวันก็พร้อมที่จะติดตั้ง เพราะติดตั้งแล้วสามารถขายไฟฟ้าให้กับรัฐบาลได้ แบบไม่จำกัดจำนวน แล้วมาจ่ายค่าไฟให้รัฐตอนกลางคืน ซึ่งการทำแบบนี้จะทำให้ประชาชนรู้สึกว่าประหยัดค่าไฟฟ้าได้จริง” นายอิสระกล่าว
ตามข้อมูลของการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ณ เดือนมกราคม 2569 ปัจจุบันมีครัวเรือนที่ติดตั้งโซลาร์รูฟ มีกำลังการผลิตติดตั้งสะสม 161,261 กิโลวัตต์ทั่วประเทศ คิดเป็นจำนวนผู้ใช้งานทั้งหมด 22,085 ราย กระจายตัวอยู่ใน 77 จังหวัดทั่วประเทศไทย จังหวัดสมุทรปราการมีการติดตั้งสะสมมากที่สุด จำนวน 72,283 กิโลวัตต์ อันดับสอง จังหวัดนนทบุรี จำนวน 21,998 กิโลวัตต์ และกรุงเทพมหานคร เป็นอันดับสาม 11,140 กิโลวัตต์

