หน้าแรก เด่นวันนี้ ซุปเปอร์เอลนี...

ซุปเปอร์เอลนีโญ ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่กระทบเศรษฐกิจไทย

6.10.26 | 12:20 น.


โลกของเราเผชิญกับภาวะลานีญามาตั้งแต่ช่วงกลางปี 2567 จนถึงต้นปี 2569 ซึ่งส่งผลให้อุณหภูมิโดยรวมต่ำกว่าค่าเฉลี่ยและมีฝนตกชุกกว่าปกติ แต่ตั้งแต่ไตรมาส 2 ของปี 2569 เป็นต้นไป สถานการณ์กลับเปลี่ยนทิศ โดยเริ่มปรับเข้าสู่ภาวะเอลนีโญ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่อุณหภูมิสูงขึ้น และมีแนวโน้มส่งผลต่อเนื่องไปจนถึงปี 2570 สิ่งที่น่าจับตามองไปกว่านั้นคือภาวะเอลนีโญในครั้งนี้มีโอกาสที่จะอยู่ในระดับรุนแรงมากเมื่อเทียบกับครั้งที่ผ่านมา หรืออาจเรียกได้ว่าเป็น “ซุปเปอร์เอลนีโญ” (Super El Niño) ที่จะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังห่วงโซ่อุปทานและเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

3 ฉากทัศน์ภาวะเอลนีโญในช่วงปี 2569-2570

วิจัยกรุงศรีประเมินว่าภาวะเอลนีโญรอบนี้อาจมีความรุนแรงแตกต่างกัน โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ฉากทัศน์ ตามค่าดัชนี Relative Oceanic Nino Index (RONI) ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดอุณหภูมิผิวน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกแนวเส้นศูนย์สูตรที่เพิ่มสูงขึ้นจากภาวะปกติ ดังนี้ 

Advertisement

(1) กรณีเบา ดัชนี RONI จะเพิ่มขึ้นสู่ภาวะเอลนีโญระดับปานกลางในไตรมาส 3 ของปี 2569 ก่อนจะเข้าสู่ระดับรุนแรงในช่วงต้นไตรมาส 4 จากนั้นดัชนีจะเริ่มปรับตัวเย็นลงจนเข้าสู่ภาวะเป็นกลางในเดือนพฤษภาคม 2570 แล้วค่อยเข้าสู่ภาวะลานีญาในช่วงครึ่งหลังของปี 2570 

(2) กรณีรุนแรง ดัชนี RONI จะปรับเพิ่มขึ้นสู่ภาวะเอลนีโญระดับรุนแรงตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2569 และเร่งขึ้นสู่ระดับรุนแรงมากในช่วงตุลาคมถึงพฤศจิกายน 2569 จากนั้นจะเริ่มลดระดับลงจนเข้าสู่ภาวะลานีญาระดับอ่อนตั้งแต่สิงหาคม 2570 ไปจนถึงสิ้นปี 

(3) กรณีสุดขั้ว ดัชนี RONI จะพุ่งสูงขึ้นสู่ภาวะเอลนีโญระดับสูงสุดในเดือนพฤศจิกายน 2569 จนสามารถเรียกได้ว่าเป็นซุปเปอร์เอลนีโญ ก่อนพลิกกลับอย่างรวดเร็วและเปลี่ยนเป็นภาวะลานีญาระดับปานกลางในช่วงครึ่งหลังของปี 2570

ไม่ว่าฉากทัศน์ใดจะเกิดขึ้น ล้วนบ่งชี้ว่าเรากำลังอยู่ในยุคที่สภาพภูมิอากาศแปรปรวนมากขึ้น จึงต้องเตรียมพร้อมและวางแผนรับมือเพื่อลดความเสี่ยงทั้งจากภัยแล้งและอุทกภัย ซึ่งจะเกิดขึ้นบ่อยครั้งและรุนแรงขึ้น

ความเสี่ยงแรกของไทย: ภัยแล้งในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ไปจนถึงช่วงครึ่งแรกของปี 2570

นอกจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นภายใต้อิทธิพลของเอลนีโญในช่วงนี้แล้ว ผลกระทบโดยตรงอีกประการหนึ่งก็คือ “ปริมาณฝน” ที่มีแนวโน้มลดลงไปด้วย โดยวิจัยกรุงศรีประเมินว่า ปริมาณน้ำฝนรวมทั้งปี 2569 มีแนวโน้มต่ำกว่าค่าเฉลี่ยราว 10-13% ซึ่งอาจส่งผลให้กักเก็บน้ำในช่วงฤดูฝนได้น้อยลง

นอกจากนี้ ภาวะฝนทิ้งช่วงยังทำให้ระยะเวลาที่สามารถกักเก็บน้ำสั้นลง ส่งผลให้ปริมาณน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติและเขื่อนขนาดใหญ่มีแนวโน้มลดต่ำลงตามไปด้วย สถานการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อพื้นที่แล้งซ้ำซากนอกเขตชลประทาน ให้ต้องเสี่ยงขาดแคลนน้ำสำหรับการเกษตรยาวนานไปถึงช่วงครึ่งแรกของปี 2570 นอกจากนี้ หากประเมินความเสี่ยงเป็นรายภูมิภาค พบว่าภาคตะวันออกมีความเสี่ยงสูงสุด เนื่องจากต้องรองรับความต้องการใช้น้ำที่สูงมากจากทั้งภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรม

ความเสี่ยงถัดไป: อุทกภัยที่อาจจะเข้ามาในช่วงครึ่งหลังของปี 2570

อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ช่วงครึ่งหลังของปี 2570 สถานการณ์อาจพลิกกลับอย่างรวดเร็ว โดยสภาพอากาศมีโอกาสสูงที่จะเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ภาวะลานีญา ซึ่งมีแนวโน้มทำให้ปริมาณฝนเพิ่มขึ้นและส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่ออุทกภัย เนื่องจากคาดว่าจะมีพายุหมุนเขตร้อนที่จะเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยอย่างน้อย 2-3 ลูก ซึ่งจะนำมวลน้ำฝนเข้ามามากกว่าปกติ ประกอบกับอิทธิพลของลานีญาอาจทำให้ปริมาณฝนในช่วงครึ่งหลังของปี 2570 สูงกว่าระดับค่าเฉลี่ยอยู่ก่อนแล้ว 

นอกจากนี้ ลักษณะการตกของฝนที่เปลี่ยนไป โดยมักตกหนักรุนแรงและกระจุกตัวอยู่เฉพาะบางพื้นที่ในช่วงเวลาสั้นๆ หรือที่มักเรียกกันว่า “ระเบิดฝน” (Rain bomb) มักอยู่นอกเหนือเขตพื้นที่รับน้ำหรือพื้นที่กักเก็บน้ำของเขื่อน ส่งผลให้ความเสี่ยงทางอุทกภัยมีมากขึ้น

ผลกระทบของภัยธรรมชาติต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุตสาหกรรม

ภาวะเอลนีโญในปี 2569 ที่อาจรุนแรงถึงขั้นซุปเปอร์เอลนีโญ ก่อนจะเปลี่ยนขั้วกลายเป็นภาวะลานีญาในปี 2570 จนทำให้เกิดสภาพอากาศสุดขั้ว (Extreme weather) จะสร้างผลกระทบต่อเนื่องต่อผลผลิตทางการเกษตรและห่วงโซ่อุปทานในวงกว้าง โดยผลผลิตสินค้าเกษตรสำคัญที่คาดว่าจะได้รับความเสียหายมากจากภัยแล้งในปี 2569 ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน นอกจากนี้ ยังอาจทำให้ขาดแคลนวัตถุดิบ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมต่อเนื่อง โดยภาคเกษตรและอาหารสดเป็นกลุ่มที่เสี่ยงต่อความเสียหายมากที่สุด ตามมาด้วยอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มแปรรูป 

อย่างไรก็ตาม ในปี 2570 สภาวะอากาศที่กลับเข้าสู่ภาวะปกติจนถึงลานีญาระดับปานกลาง จะช่วยกระตุ้นผลผลิตทางการเกษตรให้เติบโต ทำให้อุตสาหกรรมที่เคยได้รับผลกระทบจากภัยแล้งสามารถฟื้นตัวและกลับมาเติบโตได้ แต่อุทกภัยที่อาจเกิดขึ้นตามมาจะส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนเศรษฐกิจในบริเวณที่ประสบภัย ทั้งในแง่ผลผลิตที่หายไป (Output loss) ตลอดจนทรัพย์สินที่เสียหาย โดยหากเกิดขึ้นในบริเวณที่มีความสำคัญเชิงเศรษฐกิจสูง จะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ซึ่งทำให้ความเสียหายต่อเศรษฐกิจเพิ่มสูงขึ้น

ขนาดของผลกระทบต่อ GDP

วิกฤตภัยแล้งและอุทกภัยภายใต้ความผันผวนของสภาพภูมิอากาศจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2569-2570 ได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยวิจัยกรุงศรีประเมินว่าในกรณีเลวร้ายที่สุด ความเสียหายทางเศรษฐกิจจากภัยแล้งและอุทกภัยรวมกันอาจสูงถึง 0.69% ของ GDP ในปี 2570 

ซุปเปอร์เอลนีโญจึงไม่ใช่เพียงปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ส่งผลต่อสภาพภูมิอากาศเท่านั้น แต่เป็นสัญญาณเตือนให้ทุกภาคส่วนเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติการบริหารจัดการน้ำ การวางแผนภาคเกษตร และการปรับตัวของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มแปรรูปที่พึ่งพาวัตถุดิบจากภาคเกษตรเป็นสำคัญ เพื่อช่วยบรรเทาความเสียหาย ท่ามกลาง “ภาวะโลกรวน” ที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกที