หน้าแรก เด่นวันนี้ เย้ยปราสาท ที...

เย้ยปราสาท ที่บุรีรัมย์ เย้ยอะไร? ใครเย้ยใคร?

5.07.17 | 19:57 น.

หลายปีดีดักแล้ว ผมนั่งรถเฉียดมาเฉียดไปใกล้ตีนเขาไปรบัด, เขาอังคาร ย่านเขาพนมรุ้ง เขตติดต่อ อ. ประโคนชัย-อ. ละหานทราย จ. บุรีรัมย์ แต่ไม่เคยขึ้นบนเขา

ตั้งใจไปขึ้นเขาไปรบัดกับเขาอังคาร เมื่อวันเสาร์ 1 กรกฎาคม จึงออกจากกรุงเทพฯ ตีห้าครึ่ง ถึง อ. นางรอง (บุรีรัมย์) ก่อนเที่ยง

อ. สมชาย นิลอาธิ (จากมหาสารคาม) นำทางเข้าดงพงป่าจนถึงบ้านยายแย้ม แล้วถึงถนนลูกรังทางขึ้นเขาไปรบัด

ฝนตกใหญ่เหมือนฟ้ารั่ว เลยขึ้นไม่ได้ เพราะนั่งรถตู้ และทางถนนลูกรังกลายเป็นดินเหนียวผสมกรวด ลื่นเหลือกำลัง

ขึ้นไม่ได้ก็ไม่ขึ้น จึงกลับถึงกรุงเทพฯ ราว 4 ทุ่ม

เย้ยอะไร? ใครเย้ยใคร?

Advertisement

ขาไป ตามถนนสายโชคชัย-เดชอุดม พอถึงสี่แยกตลาด อ. หนองกี่ จ. บุรีรัมย์ เห็นป้ายชื่อวัดเย้ยปราสาท

เย้ยทำไม? ผมข้องใจเลยตามหาจนพบวัด มีซากปราสาทกับเศษทับหลัง แต่สอบถามก็ไม่ได้คำอธิบาย พระสงฆ์ในวัดก็ไม่รู้ จากนั้นพยายามถามหลายคน เพราะอยากรู้ ปุ๊ ทนงศักดิ์ หาญวงษ์ (คนลุ่มน้ำมูล) ผู้ชำนาญโบราณคดีของพื้นที่แถบนี้ ว่าเคยได้ยินพระสงฆ์เล่านิทานหลายเรื่องเกี่ยวกับความเป็นมา แต่ปุ๊ ทนงศักดิ์ คิดว่าไม่น่าเชื่อ

อ. ด้วง ประภัสสร์ ชูวิเชียร (คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร) เขียนส่งทางเมล์โดยสรุปว่าไม่เคยไปดูวัดนี้ จึงคิดเอาเองว่าเป็นเสียงเพี้ยนจาก “ยาย” ในภาษาเขมรออกเสียง เยอย
มหา สุรารินทร์ ตามล่าหาพรรคพวกชื่อ น้อย ประสิทธิ์ ไชยชมพู (คอลัมนิสต์ใน นิตยสาร ทางอีศาน) อธิบายโดยสรุปว่า เย้ย มีรากจากคำในภาษากูยว่า เยอย ตรงกับภาษาไทยว่า ยาย

พร้อมเรียบเรียงรายละเอียดให้ด้วย จะคัดเฉพาะเกี่ยวข้องตรงๆ มาแบ่งปันไว้ดังนี้

เย้ย มาจาก คำกูยว่า เยอย ตรงกับคำไทยว่า ยาย

ที่มาและความหมาย “เย้ยปราสาท” ล้วนเป็นนิทานมุขปาฐะเชิงสันนิษฐาน ดังนี้

1.ปราสาทแห่งนี้สร้างไม่เสร็จ จึงมีพวกผู้หญิงมาเยาะเย้ย
2.คนเฝ้าเป็นหญิงชรา เรียกยาย
3.พระเถระเกจิเคยมาบำเพ็ญกัมมัฏฐาน ระหว่างสวดมนต์พิธีบรรดาภูตผีดีมาฟังจะสาธุ และก็มีผีร้ายไม่ชอบเสียงสวดมนต์มาเหลือกตาถลนเยาะเย้ย

ภาควิเคราะห์ จากข้อมูลข้างต้นบ่งชี้ดังนี้

1. บ้านเย้ยปราสาท ตั้งก่อน พ.ศ. 2481 (= ปีตั้งโรงเรียนวัดเย้ยปราสาท) อาจจะเกือบร้อยปีแล้ว
2. หมู่บ้าน/ตำบลเย้ยปราสาท เชื้อสายกูยเป็นประชากรหลัก กระจายไปหลายตำบล และกระจายไปถึงอำเภอข้างเคียงด้วย

เขาไปรบัด ที่บุรีรัมย์ เป็นภูเขาไฟระเบิดแล้ว มองจากถนน

สรุปแนวโน้มน่าจะเป็นดังนี้

(ก) เย้ย ควรเป็นภาษากูย สันนิษฐานว่าเรียกสิ่งต่อไปนี้

1. ระยะแรกน่าจะเรียกปราสาทหินโบราณ ณ บริเวณที่กลุ่มกูยมาขออาศัย
2. ต่อมา จึงเป็นภูมินามเรียกหมู่บ้านตำบลด้วย

(ข) เย้ย สันนิษฐานว่าหมายถึง “ยาย” สรรพนามเรียกหญิงชราทั่วไปของกลุ่มเขมรและกลุ่มกวยที่รับอิทธิพลภาษาเขมร (ศัพท์กวย มิ = ยาย) เป็นหญิงชราตามเรื่องเล่า เป็นคนเฝ้าปราสาทแห่งนี้

หากเป็นไปตามสันนิษฐานนี้ ก็อาจหมายความว่า เดิมบริเวณตำบลเย้ยปราสาทอันมีปราสาทหินแบบเขมรโบราณเป็นศูนย์กลาง เคยเป็นถิ่นอาศัยของกลุ่มเขมรแล้วร้างไป

“ยาย” ในสำเนียงเขมรออกเสียง “เย็ย หรือลากเสียงอีกเป็น เย็ยย” หากเป็นตามสันนิษฐานนี้ก็อาจยกรูปแบบการเคลื่อนเสียงเป็นดังนี้ เย็ยย เย็ย เย้ย (แทนที่จะเรียกเป็น “ยาย”)

ส่วนถ้าจะเชื่อว่า “เย้ย” เป็นศัพท์ไทย เพราะเหล่าผู้หญิงมาเยาะเย้ยที่ปราสาทแห่งนี้สร้างไม่เสร็จก็จะเข้าตำนานเรื่อง ญ/ช ท้ากันสร้างปราสาทหิน ซึ่งนิทานนี้มีทั่วไป แต่จะต้องหาปราสาทหินวัยใกล้เคียงกันอยู่แถบนั้นมาเทียบด้วย จึงจะค่อยยกนิทานนี้มาเป็นสาระ

ส่วนเรื่องบรรดาผีร้ายมาแลบลิ้นปลิ้นตาหลอกเยาะเย้ยพระเถระเกจิ ก็ตามใจจะเลือกเชื่อ

ประสิทธิ์ ไชยชมพู

ปราสาทของยาย

ขอสรุปตามลำดับจากการคาดเดาเอาเอง (นักวิชาการเรียกสันนิษฐาน) ดังต่อไปนี้

บริเวณหนองกี่ บุรีรัมย์ เคยเป็นเมืองหรือชุมชนใหญ่นับถือศาสนาพราหมณ์ ราว 1,000 ปีมาแล้ว ต่อมาสร้างปราสาทหลังหนึ่งเป็นศูนย์กลางทำพิธีกรรม
ชื่อเมืองกับชื่อปราสาทว่าอะไร? ไม่พบหลักฐาน แล้วร้างไปตั้งแต่เมื่อไหร่? ไม่มีใครรู้

อีกนานหลังจากปราสาทและบ้านเมืองร้างไป มีคนกลุ่มใหม่เพิ่งโยกย้ายมาตั้งหลักแหล่งบริเวณนี้ ส่วนมากเป็นชาวกูย (ซึ่งไม่มีใครรู้แล้วว่าปราสาทที่เห็นแต่ซากชื่ออะไร?) จึงเรียกตามความเชื่อด้วยคำกูย (ตระกูลภาษามอญ-เขมร) ว่าปราสาทเยอย (ตรงกับคำไทยว่าปราสาทยาย) หมายถึง ปราสาทของยาย หรือปราสาทที่อยู่ของยาย (ซึ่งหมายถึงบรรพชนข้างแม่)
ความเข้าใจว่าปราสาทของยาย เป็นไปตามประเพณีดั้งเดิมดึกดำบรรพ์หลายพันปีมาแล้ว ที่ยกย่องหญิงเป็นใหญ่ในพิธีกรรม (เป็นผีเรือน ผีบ้าน ผีเมือง) แล้วสืบสายตระกูลทางแม่ จึงพบทั่วไปในดินแดนแถบนี้เรียกชื่อปราสาทมีคำว่า ยาย, ตา เช่น ปราสาทยายเหงา, ปราสาทตาเมือน ฯลฯ เพราะยายกับตาเป็นคำเรียกบรรพชนข้างแม่ ย้อนกลับไปไกล (ยายเป็นแม่ของแม่, ตาเป็นพ่อของแม่)

[เขียนเล่ามานี้เป็นแนวคิดหนึ่งเท่านั้น ไม่ถือเป็นข้อยุติ ดังนั้นย่อมคิดเป็นแนวอื่นที่ต่างไปได้อีก]

พวกคนไทยเข้าไปตั้งถิ่นฐานตามหลังชาวกูย ไม่รู้ภาษากูย จึงไม่รู้ว่าเยอย ตรงกับ ยาย เลยพากันตีความว่า “เยอย” ไม่มี น่าจะตรงกับคำว่า เย้ย ตามประสบการณ์ของตน จึงเรียกปราสาทเย้ย หรือ เย้ยปราสาท ตามอัธยาศัยสุดแต่จะลากให้ปนกันไปทางไหน? ยังไง? (ซึ่งไม่ใช่ความผิด เพราะไม่ใช่นักปราชญ์นักวิชาการในสถาบันการศึกษา)  ราชการส่วนภูมิภาคไม่ฟังอีร้าค่าอีรม (ซึ่งเป็นอย่างนี้มานานนับร้อยปี) ตั้งชื่อฉับพลันทันทีว่า เย้ยปราสาท

สถาบันการศึกษาท้องถิ่นมีการเรียนการสอนเกี่ยวกับภาษาและวรรณกรรม ได้ครูบาอาจารย์อ่อนด้อยคุณภาพและอ่อนแอประสิทธิภาพ จึงไม่เคารพภาษาเพื่อนบ้านและภาษาถิ่น แล้วไม่ค้นคว้าศึกษาเพื่อแบ่งปันข้อมูลข่าวสาร

สะท้อนการศึกษาประวัติศาสตร์ไทย ยกชนชาติไทยเป็นศูนย์กลาง และเป็นใหญ่เหนือสิ่งอื่นใด จึงไม่มีคนกลุ่มอื่นเป็นเครือญาติชาติพันธุ์และชาติภาษา เป็นอาการบ้าคลั่งของคนชั้นนำยุคล่าอาณานิคม

แบ่งปันข้อมูล

ผมขอความรู้จากผู้รู้ทุกเพศทุกวัย และทุกหนทุกแห่ง ไม่เว้นแม้จะเป็นยาจกวณิพก ขอทานข้างถนน (เพราะเกือบหมดทุกคนฝีมือดนตรีดีกว่าผม) เพื่อจดแล้วจำไปเขียนหนังสือขายเป็นอาชีพ (ไม่วิชาการ ไม่เป็นนักวิชาการ)

ซึ่งเป็นกิจกรรมปกติ ตามกมลสันดานส่วนตัวของผมผู้ไม่รู้ และไม่เคยคิดว่ารู้ได้ด้วยตนเอง แต่ล้วนอาศัยครูพักลักจำจากนักปราชญ์ นักวิชาการ ครูบาอาจารย์ และนักค้นคว้าวิจัยที่ทำไว้แล้วทั้งนั้น ดังที่เขียนขายมาหลายสิบปี โดยบอกทุกครั้งว่าได้จากใคร?

รวมถึงเรื่องนี้ ชื่อวัดเย้ยปราสาท (อ. หนองกี่ จ. บุรีรัมย์) มีผู้รู้กรุณาเล่าให้รู้ (ดังเขียนบอกมาแต่แรก) ถ้าไม่บอกเล่าก็ไม่มีวันรู้

กิจกรรมแบ่งปันข้อมูลข่าวสารทางวิชาความรู้สู่สาธารณชนทั่วประเทศอย่างสม่ำเสมอ ล้วนจำเป็นอย่างยิ่ง และอย่างเร่งด่วน เพราะทางการไม่ทำมานานนับร้อยปี ถ้าจะมีทำบ้างก็อย่างเสียมิได้และไม่สม่ำเสมอ ไม่เต็มใจ จึงไม่ทั่วถึง

การทวงคืนโบราณวัตถุฯ จึงต้องทำควบคู่ไปกับการแบ่งปันฯ หรือทำแบ่งปันหนักข้อกว่าทวงคืน