หน้าแรก เด่นวันนี้ เรื่องของ “ห”...

เรื่องของ “ห” “ค” “F” และสถานะที่แตกต่างใน “คำด่า”

28.08.17 | 16:34 น.
(แฟ้มภาพ)

เรื่องของ “ห” “ค” “F”  และสถานะที่แตกต่างใน “คำด่า”

เรื่องของกลอน “หู” กับคำผวนสระอี ที่ไปพาดพิงคุณ “ปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทยผู้ตกเป็นข่าวว่า “หนีศาล”  ยังไม่ตกจากหัวข้อสนทนาซึ่งผู้คนในสังคมไทยวันนี้ให้ความสนใจ

ประเด็นขณะนี้  ไม่ใช่เพียงเรื่องคัดค้านนักเขียนระดับรางวัลซีไรต์และศิลปินแห่งชาติผู้เขียนกลอน “หู” ว่าไม่สมควรเป็นตัวแทนนักเขียน/กวีไทยไปประชุมต่างแดน และไม่ใช่เพียงเรื่องเสนอถอดถอนนักเขียนใหญ่จากตำแหน่งศิลปินแห่งชาติ

รวมถึงไม่ใช่เรื่อง “ควายแดงรักปู” จึงโวยวายสะดีดสะดิ้ง ทำเป็นทนเรื่อง “หู” กับ “สระอี” ไม่ได้

หากเป็นเรื่อง “ทัศนคติทางเพศ” ในสังคมไทย ซึ่งน่าพิจารณาอย่างยิ่ง

Advertisement

อันที่จริงผู้ชายที่เขียนกลอนหูกับคำผวนสระอี เพื่อด่าอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์มีหลายคนมาก มิได้มีแต่นักเขียนใหญ่ที่เป็นข่าว และผู้ชายหลายคนที่ว่านั้นเป็นหนุ่มชาวใต้ จึงยกวรรณกรรมคำผวน “สรรพลี้หวน” ของคนใต้มาอ้างอิงกันเสียงขรม ทำนองว่าสรรพลี้หวนไม่มีปัญหา ทำไมเขียนด่าอดีตนายกฯ แค่นี้จึงมีคนดัดจริตมีปัญหา?

บ้างก็พาดพิงถึงนักร้อง “ลำไยไหทองคำ”  ที่บรรดาคนรักวัฒนธรรมไทยประดิษฐ์เคยโวยวายกันอยู่พักหนึ่งว่า ทำลายความงามตามแบบไทยให้เสื่อมเสีย โดยกล่าวเสียดสีผู้คัดค้านบทกวี “หู” ว่า ทำไมไม่ต่อต้านลำไยไหทองคำ มาต่อต้านอะไรกับกลอน “หู” ?

หลายคนรวมถึงผู้เขียน ได้เสนอไปแล้วว่า กลอน “หู” ที่เจาะจงนำคำเรียกอวัยวะเพศหญิงมาเขียนถึงบุคคลเพศหญิง แตกต่างจากวรรณกรรมคำผวน “สรรพลี้หวน” ของคนใต้ เพราะสรรพลี้หวนที่ว่าด้วยลี้หวน, ควนล้วย และเหยด เหยด เหยด YES ค่ะครับของตัวละครสมมุติ  เป็นเรื่องแนวสัปดน ที่อ่านแล้วได้แต่หัวเราะหรือรู้สึกจั๊กจี้จั๊กเดียมพอเป็นกระสาย

มิใช่เรื่องเจาะจงเอาอวัยวะเพศของหญิงใดมาเขียนในที่สาธารณะด้วยความ “เกลียด”  เหมือนจงใจขึงพืดอวัยวะของหญิงนั้น ให้สาธารณะร่วมจินตนาการ กระทำชำเรากันตามใจชอบ

“ลำไยไหทองคำ” ก็เช่นกัน นักร้องสาวเป็นเจ้าของร่างกายของเธอเอง เป็นเจ้าของเสียงเพลงและท่าเต้นของเธอเอง เราที่เป็นคนอื่นย่อมสมควรเคารพการตัดสินใจของเธอ

ที่สำคัญ สรรพลี้หวนไม่ใช่เรื่องน่ารังเกียจ เซ็กส์หรือการมีเพศสัมพันธ์ไม่ใช่เรื่องน่ารังเกียจ โป๊เปลือย หรือการแสดงท่าทางยั่วยวนทางเพศก็ไม่ใช่เรื่องน่ารังเกียจ – ทั้งหมดเป็นเรื่องปกติของมนุษย์

เรื่องน่ารังเกียจสำหรับคนที่เชื่อมั่นในเรื่องสิทธิเสรีภาพของมนุษย์ คือการบุกรุก ล่วงล้ำก้ำเกิน บังคับกะเกณฑ์ ข่มขู่ ข่มขืนเขาอื่นต่างหาก

อวัยวะเพศของเราย่อมเป็นของเรา มันเรื่องอะไรที่ใครจะมาบังอาจบุกรุก ล่วงล้ำก้ำเกิน โดยเราไม่ได้รู้เห็นเป็นใจด้วย ?

ผู้หญิงอย่างผู้เขียนเห็นว่า กลอน “หู” ที่เจาะจงนำอวัยวะเพศของผู้หญิงคนหนึ่งมาด่าผู้หญิงคนหนึ่ง ไม่ว่าเธอจะเป็นใครก็ตาม คือการลากผู้หญิงมาชำเราแล้วยังประกาศเรียกคนอื่นมาช่วยกันชำเรากลางที่สาธารณะชัดๆ

ประเด็นนี้มีผู้เสนอว่า  การมองกลอน “หู” ในระดับ “ชำเรา” นั้น “มากเกินไป” เพราะทุกวันนี้ผู้หญิงหลายคนก็ด่าผู้ชายด้วยคำว่า “ค”  และยังคำด่าแบบฝรั่งว่า F ยูซีเค ที่ออกเสียงเป็นไทยๆ ในแนวฟักแฟงแตงกวาอีกเล่า เหตุใดไม่ห่วงผู้ชายบ้าง

ในมุมมองของผู้เขียน คำว่า ค ที่มากับ วย และ F ที่มากับ uck  มีสถานะแตกต่างจากคำว่า ห สระอี

เรื่องนี้อาจย้อนไปดูคำด่ายุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ที่ปรากฏใน “อักขราภิธานศรับท์” ของหมอบรัดเลย์ จะพบคำด่าผู้หญิงมากกว่าด่าผู้ชายหลายหน้ากระดาษ  แม้เวลานั้นคำว่า ห สระอี จะยังมิได้เป็นคำด่าโดยตรง แต่คำด่าผู้หญิงเกือบทั้งหมด เช่น อีหน้าสด อีแดกแห้ง อีขี้เ_ด อีหน้าเปน อีหน้าด้าน และอีกหลายๆ อี ล้วนมีความหมายคล้ายๆ กันว่า “เปนหญิงชั่วอยากมีผัวมากๆ”  หรือ “เปนหญิงชั่วมีผัวตั้งแต่ยังไม่มีระดู” หรือ “ เป็นหญิงชั่วมากชู้หลายผัว”

ขณะที่คำด่าผู้ชายทั้งหมด จะออกไปในทางว่าผู้ชายคนนั้น “ต่ำ” ไร้ศักดิ์ศรี ไร้สมบัติ เป็นได้แค่ “ขี้ข้า” เขา เช่น ด่าว่า อ้ายระยำ อ้ายจังไร เป็นต้น

พูดกันตามความจริง ค กับ วย เมื่อด่าผู้ชายนั้น มันไม่ได้ส่อนัยด่าผู้ชายว่าชั่วเพราะอยากมีเมียมากๆ แต่หมายถึงชั่วแบบ ต่ำ ไม่มีศักดิ์ศรีผู้ชาย

ฟักในภาษาอังกฤษก็เช่นกัน เริ่มแรกฝรั่งด่าฟักยูแต่ฟักไปฟักมาฟักกลับกลายเป็นฟักมี ซึ่งโดยนัยมันก็คือคำสบถทั่วไป ประเภทห่า(น)เฮียเพลียจิต เหมือนคำว่า ค นั่นเอง

ไม่ใช่คำด่าที่เจตนาประจานอวัยวะเพศคนถูกด่า (ซึ่งน่าจะสืบความคิดมาแต่โบราณว่าเป็นอวัยวะของอีหญิงชั่วอยากมีผัวมากๆ)  หรือจับคนถูกด่าไปขึงพืดเปลือยกายให้สังคมร่วมกันชำเรา (เกลียดมัน ต้องลงโทษมันด้วยการชำเรา เหมือนตอนเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่มีกลุ่มคนพร้อมฆ่า “คนเลว” บุกเข้าธรรมศาสตร์ แล้วต่อมามีผู้พบศพหญิงสาวกึ่งเปลือย มีไม้แหลมทิ่มอวัยวะเพศ)

ผู้เขียนเชื่อว่าทัศนคติที่เห็นผู้หญิงไม่เป็นคนเท่าเทียมผู้ชาย ยังฝังรากลึกในสังคมไทย และบางครั้งคิดขึ้นมาก็หดหู่ แต่ยังเชื่อว่า คนไทยที่เข้าใจเรื่องสิทธิเสรีภาพของมนุษย์จะมีมากขึ้น และต่อไปนี้ คนไทยไม่ว่าจะเลือกข้างการเมืองสีไหน  คงเลิกโจมตีกันด้วยเรื่องทางเพศหรือสภาพร่างกาย/จิตใจที่แตกต่างกันเสียที

แม้เป็นฝันค้างในทุ่งลาเวนเดอร์ก็อยากฝัน