หน้าแรก เด่นวันนี้ ระบอบการเมือง...

ระบอบการเมืองกับการสืบทอด-ถ่ายโอนอำนาจ : พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

21.11.17 | 12:03 น.

การศึกษาและวิเคราะห์ทางรัฐศาสตร์มีหลายประเด็นและมุมมองจนบางครั้งเส้นแบ่งระหว่างความกระจัดกระจายของความรู้กับจุดหลักของวิชาอาจจะเบลอๆ ไปบ้าง

พูดง่ายๆ ก็คือในบรรดานักรัฐศาสตร์อาจจะตกลงกันได้ยากว่าอะไรคือแกนหลักของวิชา ถ้าเทียบกับนักวิชาการสาขาอื่น อาทิ เศรษฐศาสตร์ ที่เรื่องของการวิเคราะห์กลไกของตลาดนั้นเป็นเรื่องหลักที่ทุกคนเข้าใจร่วมกัน หรือ นักสังคมวิทยาที่เรื่องของการจัดองค์กรและสถาบันทางสังคมรวมทั้งการเปลี่ยนแปลงทางสังคมนั้นน่าจะเป็นเรื่องหลักที่ต้องศึกษากันทุกคน

ในรัฐศาสตร์นั้น บ้างก็ศึกษาเรื่องของการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง บ้างก็ศึกษาเรื่องของการสร้างเสถียรภาพทางการเมือง บ้างก็ศึกษาเปรียบเทียบรูปแบบทางการเมือง บ้างก็ศึกษาการตัดสินใจทางการเมืองของรัฐบาล หรือของประชาชน บางครั้งก็เป็นเรื่องของการประเมินคุณค่าของเป้าหมายทางการเมืองที่แตกต่างกันไป จนบางครั้งอยู่ในสาขาวิชาเดียวกันก็อาจจะคุยกันคนละเรื่อง

ครั้นจะดูตำราทางรัฐศาสตร์บางทีก็ยังตัดสินได้ยากว่าอะไรเป็นแกนหลักของเรื่อง เว้นแต่ว่าลอกตำราฝรั่งเล่มเดียวกันมา แต่ใช่ว่าจะไม่ได้ประโยชน์จากตำรานั้นๆ เพราะเมื่ออ่านตำราหลักรัฐศาสตร์แต่ละชิ้นเราจะได้พบอัตชีวประวัติทางภูมิปัญญาของผู้เขียนเพิ่มเข้ามาจากเรื่องของความรู้ที่เขานำเสนอ ทำให้เราเห็นถึงความสนใจของผู้เขียน และบริบทที่ตำราเหล่านั้นออกมา

เกริ่นมาเสียยืดยาว เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า หนึ่งในหัวข้อที่น่าสนใจในเรื่องของการเมืองก็คือเรื่องของการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และในการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนั้นอยากจะขอนำเสนอเรื่องกว้างๆ ออกเป็นสักสามแนวให้เห็นว่า ในเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนั้นมีอะไรน่าสนใจบ้าง

Advertisement

หนึ่งคือเรื่องของการก่อตัวของระบอบการเมืองในเชิงประวัติศาสตร์ในระดับโครงสร้าง อาทิ การศึกษารูปแบบการเปลี่ยนแปลงใหญ่ที่สังคมเปลี่ยนแปลงไป เช่นการปฏิวัติเปรียบเทียบ ในการปฏิวัติเปรียบเทียบก็มีหลายรูปแบบ เช่นศึกษาการปฏิวัติประเทศเดียวลึกลงไปทางประวัติศาสตร์ (อิงความเข้าใจประเทศอื่นบ้าง) หรือเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ

หรือจะเปรียบเทียบผลลัพธ์การปฏิวัติที่แตกต่างกัน ทั้งการปฏิวัติที่สำเร็จกับที่ไม่สำเร็จ

หรือการปฏิวัติที่ออกผลมาไม่เหมือนกัน เช่น การปฏิวัติกระฎุมพี (ออกมาเป็นประชาธิปไตย) หรือการปฏิวัติที่ผลออกมาเป็นฟาสซิสม์ (บ้างเรียกว่าการปฏิวัติจากเบื้องบน บ้างเรียกว่าการปฏิวัติแบบชนชั้นล่างนิ่งเฉย)
บ้างก็ศึกษาการปฏิวัติชนชั้นกรรมาชีพ

สองคือการศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแบบที่เรียกกันว่าการเปลี่ยนผ่าน อันนี้เป็นอีกสำนักหนึ่ง คือสนใจเรื่องการเปลี่ยนผ่านในระยะสั้นๆ ไม่ต้องศึกษาเรื่องพลังทางสังคมอะไรมากมายนัก แต่มองการเปลี่ยนผ่านเป็นเรื่องของยุทธศาสตร์ของยุทธวิธีของกลุ่มชนชั้นนำแต่ละกลุ่มว่าจะประนีประนอมกันอย่างไร และแต่ละฝ่ายมีการผนึกอำนาจของตนกับมวลชนฝ่ายตนอย่างไร การเปลี่ยนผ่านในแบบนี้มองว่าการเปลี่ยนผ่านส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของการตัดสินใจเลือกแบบคาดคำนวณต้นทุนและความสูญเสีย หมายความว่าเราไม่ได้เชื่อว่าการกระทำทางการเมืองนั้นคือสิ่งที่แต่ละฝ่ายกำหนดด้วยเจตจำนงที่มุ่งมั่นและผลประโยชน์ที่จริงแท้เท่านั้น แต่ในหลายครั้งการตัดสินใจในแต่ละเรื่องของตัวแสดงทางการเมือง โดยเฉพาะในระดับชนชั้นนำนั้นเป็นเรื่องของการต่อรองและยอมรับผลว่าสิ่งที่ทำไปอาจไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดต่อผลประโยชน์สูงสุดของตน แต่พอเป็นสิ่งที่พอรับได้หลังจากการต่อรองกับอีกฝ่ายหนึ่งแล้ว

การวิเคราะห์ในแบบโครงสร้าง กับแบบการต่อรองประนีประนอมนี้จึงมีฐานทฤษฎีที่ต่างกัน แต่พอจะเรียนรู้กันได้บ้าง นักวิเคราะห์ควรเข้าใจเอาไว้ทั้งสองแบบ และค้นหาจุดลงตัวของการศึกษาในความเป็นจริง

การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในแบบที่สามที่น่าสนใจไม่ใช่เรื่องของการปฏิวัติ หรือการเปลี่ยนผ่าน (หรือเปลี่ยนไม่ผ่าน) แต่เป็นเรื่องที่ดูจะแคบกว่า และหลายคนมองว่าไม่ค่อยมีประโยชน์ในการศึกษา เพราะดูเป็นเรื่องล้าหลังและพูดไปแล้วก็สุ่มเสี่ยงจะถูกมองว่าเป็นการสรรเสริญสิ่งที่ไม่ควรจะพูด ผมกำลังหมายถึงการศึกษาการสืบทอดอำนาจทางการเมือง (political succession)

การสืบทอดอำนาจทางการเมืองนั้นพูดไปก็ดูเหมือนเป็นการยอมรับว่าผู้ที่อยู่ในอำนาจนั้นจะอยู่ในอำนาจต่ออย่างไร ทั้งที่หลายคนไม่น่าจะอยู่ในอำนาจแล้ว หากเราใช้แว่นตาทางประชาธิปไตย หรือเสรีนิยมเข้ามาจับ แต่กระนั้นก็ดีการสืบทอดอำนาจก็ถือเป็นความเป็นจริงทางการเมืองแบบหนึ่งที่เกิดขึ้น

ในภาพกว้างนั้นเรามักจะเชิดชูระบอบประชาธิปไตยว่ามีระบบการสืบทอดอำนาจที่เป็นระบบกว่า เช่นมีระบบการเปลี่ยนผู้ปกครองทุกสี่ปี (โดยประมาณ) ผ่านการเลือกตั้งที่ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน บางทีมีระบบการเลือกตั้งที่ซับซ้อนเพื่อหาผู้ที่จะมาจากเจตจำนงของประชนมากที่สุด หรือบางประเทศมีการควบคุมไม่ให้ผู้ปกครองอยู่ในอำนาจเกินสองสมัย

แต่เอาเข้าจริงประชาธิปไตยที่ขาดคุณภาพและไม่เสรีนั้นก็อาจจะไม่ทำให้การสืบทอดอำนาจนั้นเป็นไปอย่างราบรื่น (การศึกษาเผด็จการในคราบประชาธิปไตย และการศึกษาระบบหัวมังกุท้ายมังกรของระบอบการเมืองต่างๆ จัดอยู่ในกลุ่มนี้) หรือต่อให้เป็นไปอย่างราบรื่นเช่นมีการวางทายาททางการเมืองเอาไว้ แต่ก็ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าประชาชนนั้นจะได้ประโยชน์จากการสืบทอดอำนาจเหล่านั้น รัฐบาลอาจจะมีกลยุทธ์ในการซื้อเสียงล่วงหน้า หรือใช้กลไกรัฐที่ตนเองยึดครองเพื่อประโยชน์ของตนเองในการหาเสียง

หรืออาจจะมีการใช้กลไกเชิงสถาบันการเมืองอื่นๆ ในการจัดการคู่แข่งอย่างแยบยล เช่นการพึ่งพาสถาบันตุลาการในการกำจัดฝ่ายตรงข้าม และบีบให้ประชาสังคมและสื่อมวลชนอ่อนแอ (พูดง่ายๆ ว่ากลไกสถาบันบางตัวที่จะทำให้ประชาธิปไตยตั้งมั่นและยั่งยืนมันอ่อนแอ) ทั้งจากระบบกฎหมายหรือระบบการให้เงินสนับสนุน

ตัวอย่างล่าสุดก็คือ กัมพูชา ที่เมื่อสัปดาห์ก่อน ฝ่ายรัฐบาลดูเหมือนจะได้ประโยชน์มหาศาลจากการตัดสินของศาลในเรื่องของการยุบพรรคฝ่ายค้าน และทำให้ฝ่ายค้านถูกตัดสิทธิทางการเมือง ทั้งที่จะมีการเลือกตั้งใหญ่ปีหน้า และหลายปีผ่านมาฝ่ายรัฐบาลก็สูญเสียความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ

การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในสัปดาห์ที่แล้วของกัมพูชายังรวมไปถึงการไล่ปิดสื่อมวลชนทางเลือกจำนวนหนึ่งที่ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิต่างชาติด้วย และภาพรวมในรอบนี้ของการเปลี่ยนแปลงในกัมพูชาก็คือเรื่องของทั้งการใช้ตุลาการภิวัฒน์ที่ผนึกแนบแน่นกับอำนาจรัฐบาล และเรื่องของการปลุกกระแสชาตินิยมขึ้นมาจัดการกับฝ่ายตรงข้ามด้วยข้อหาสมคบต่างชาติล้มรัฐบาล เรียกว่าการใช้ไพ่ชาตินิยมนี้ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่เป็นกลเม็ดสำคัญของฮุนเซนมาโดยตลอด

อีกมิติหนึ่งที่ต่อเนื่องกันก็คือ ผู้นำที่อยู่ในอำนาจอย่างยาวนานบางครั้งก็อาจจะเริ่มต้นจากการได้รับความนิยมจากประชาชนเช่นเป็นผู้ปลดแอกประชาชนจากระบอบการกดขี่เดิมเช่นอาณานิคม (มักจะได้แรงหนุนจากชาตินิยม) หรือมาจากการเลือกตั้ง หรือเป็นผู้นำพาประเทศออกจากวิกฤตบางอย่างได้ แต่ในระยะยาวนั้นอาจจะอยู่ในอำนาจนานจนกลายสภาพเป็นเผด็จการ ไม่ว่าจะในกรณีของฮุนเซน ซูฮาร์โต หรือในกรณีของมูกาเบ ในซิมบับเว

การสืบทอดอำนาจนั้นเป็นปัญหาที่ยืดเยื้อยาวและเริ่มเป็นที่สนใจของนักรัฐศาสตร์ในช่วงหลังมากขึ้น จากเดิมที่ถูกจัดไปอยู่ในหมวดหมู่ของการศึกษาเรื่องของกลยุทธ์ทางอำนาจของผู้ปกครอง (แน่นอนว่าพูดแบบนี้กลิ่นอายของพวกที่ชอบอ้างแมคเคียเวลลีก็ย่อมต้องลอยมาบ้างเป็นธรรมดา) มาเริ่มพูดกันมากขึ้นอยู่ในหมวดหมู่ของการศึกษาระบอบเผด็จการ ที่เดิมเรามักจะสนใจแต่ระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะเรื่องของการเลือกตั้ง การสื่อสารทางการเมือง พรรคการเมือง และกลุ่มผลประโยชน์ในรัฐสภา

ในการสืบทอดอำนาจของเผด็จการนั้นการวิจัยจะต้องระมัดระวังสองเรื่องที่สืบเนื่องกัน แต่ไม่ใช่เรื่องเดียวกันทั้งหมด นั่นคือเรื่องของกลยุทธ์การอยู่ในอำนาจ และการสืบทอดอำนาจ

กลยุทธ์การอยู่ในอำนาจ อาจจะอธิบายว่าเป็นเรื่องของเทคนิควิธีรายวันที่จะต่อรองทางอำนาจระหว่างกลุ่มอำนาจต่างๆ การดึงกลุ่มต่างๆ มาเป็นพันธมิตร การใช้การโฆษณาชวนเชื่อ การเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจให้กับแต่ละกลุ่มพันธมิตร หรือการเชื่อมโยงกับมวลชน

การสืบทอดอำนาจบางส่วนย่อมเกี่ยวข้องกับเรื่องของกลยุทธ์การอยู่ในอำนาจ แต่บางส่วนเป็นเรื่องเฉพาะเจาะจงมากกว่า เพราะอาจเกี่ยวกับเรื่องใหญ่สองเรื่อง

หนึ่งคือความขัดแย้งที่เราสังเกตเห็นในห้วงขณะที่ความขัดแย้งก่อตัวและปะทุขึ้น ดังที่เราเห็นปัญหาล่าสุดของซิมบับเว ซึ่งอธิบายง่ายๆ ว่า ผู้นำอยู่มาสามสิบกว่าปี และจัดการรองประธานาธิบดีที่อยู่กันมานาน แล้วก็หันไปโอนอำนาจให้ภรรยาสาว เรื่องนี้กองทัพเลยเข้ามาแทรกแซงทางการเมือง (แต่ไม่ยอมเรียกว่ารัฐประหาร)

สองคือการสร้างสถาบันทางการเมืองที่ทำให้การสืบทอดอำนาจนั้นต่อเนื่อง

ในมิติของการสร้างสถาบันทางการเมืองนั้น งานวิจัยจำนวนหนึ่งเปิดเผยให้เห็นว่า ในระบอบที่เรียกว่าอำนาจนิยม (คือเรียกเผด็จการให้ละมุนขึ้น) ความเป็นสถาบันทางการเมืองของเผด็จการแต่ละแบบอาจจะมีผลให้การสืบทอดอำนาจเป็นปัญหาที่มีดีกรีความเข้มข้นไม่เท่ากัน

ระบอบอำนาจนิยมแบบประเพณี หมายถึงอย่างระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้นอาจจะมีความชัดเจนในการจัดตั้งรัชทายาท เช่นในประเทศบางประเทศในตะวันออกกลาง แต่ก็ยังเกิดความขัดแย้งในหมู่เครือญาติบ่อยครั้ง

ระบอบเผด็จการที่เน้นตัวบุคคล ระบอบนี้จะมีความเปราะบางมากที่สุด เนื่องจากขาดสถาบันทางการเมืองที่จะรองรับการสืบทอดทางอำนาจ และทำให้ประชาชนเกิดความไม่พอใจได้ง่าย

ระบอบเผด็จการคณะทหาร ระบอบนี้ตามตรรกะแล้วจะเข้าไวออกไว เพราะมีปัญหาเรื่องของการสืบทอดอำนาจที่เปราะบางไปอีกแบบ เพราะเงื่อนไขสำคัญของการที่ทหารจะครองอำนาจทางการเมืองได้อย่างยาวนานนั้นเป็นเรื่องของการสร้างเอกภาพภายในกองทัพ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนักในระยะยาว หากทหารยังอยู่ในการเมือง เพราะเป้าหมายของความเป็นเลิศทางการทหารกับความเป็นเลิศทางการเมืองไม่ใช่เรื่องเดียวกันเสมอไป

พูดง่ายๆ ว่า ยิ่งทหารอยู่ในการเมืองนานขึ้น สิ่งที่ทหารจะทำด้วยธรรมชาติของตนที่ถูกฝึกมาและมองโลกก็คือการรบ (และการกำหนดศัตรู) และเมื่ออยู่ในการเมืองนานขึ้นทหารจะแปรสภาพประชาชนเป็นศัตรูของเขามากขึ้นจะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม ซึ่งสิ่งนี้ส่งผลทั้งกับเอกภาพภายในกองทัพเองและความชอบธรรมของทหารที่มีต่อการเมืองผ่านการยอมรับของประชาชน

ทหารบางกลุ่มอาจจะเริ่มรู้สึกว่า ความเป็นเลิศของทหารอยู่ตรงที่การได้ดีเพราะมีนายมีพี่-มีสายการขึ้นอำนาจ หรือเพราะปราบประชาชน หรือเป็นเลิศเพราะมีวิสัยทัศน์ทางความมั่นคงที่เน้นความเป็นมืออาชีพของทหารกันแน่ (คือรบและประเมินการรบอย่างเอาจริงเอาจัง รวมทั้งเข้าใจภารกิจด้านความมั่นคงที่เปลี่ยนไปของกองทัพ)

ในแง่นี้คณะทหารโดยทั่วไปจึงไม่อยู่ในการเมืองนานนัก ซึ่งอาจจะไม่ใช่เรื่องเดียวกับการไม่วางฐานอำนาจเอาไว้ ยิ่งเมื่อทหารผนึกตัวเองกับกลไกรัฐอื่นๆ ได้ การวางฐานอำนาจอาจอยู่ในลักษณะทางอ้อม เช่นในบทเฉพาะกาลที่อาจไม่ได้เข้มงวดขนาดที่ให้คณะทหารตั้งคนของตัวเองคาเอาไว้ (แต่ของเราและพม่าเลือกเดินแบบนี้) แต่อาจจะเปิดช่องเช่น นายกฯคนนอก หรือข้าราชการเป็นข้าราชการทางการเมืองได้ไปอีกระยะหนึ่ง

ระบอบอำนาจนิยมแบบสุดท้ายคือระบอบอำนาจนิยมพรรคเดี่ยว ระบอบนี้จะอยู่ในอำนาจนานสุด เพราะเป็นระบอบที่พรรคจะวางกลไกการสืบทอดอำนาจอย่างเข้มงวดกว่า เช่นพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่มีการเปลี่ยนมือทางอำนาจทุกสิบปีผ่านการประชุมใหญ่

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้จะเห็นว่า ปัญหาการสืบทอดอำนาจนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญ รัฐประหารในหลายครั้งอาจไม่ได้มีสาเหตุในระดับที่เกี่ยวข้องกับความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารประเทศ หรือการทำสังคมแตกแยกเสมอไป แต่อาจเป็นเรื่องของการสืบทอดอำนาจ การสืบทอดอำนาจมีส่วนเชื่อมโยงกับการสร้างเครือข่ายทางการเมืองและพันธมิตรทางการเมือง และบางส่วนก็เชื่อมโยงกับปัญหาความชอบธรรมของระบอบ

ในความหมายนี้ก็คือ ไม่ว่าจะโค่นล้มรัฐบาลจากเผด็จการ หรือการยึดอำนาจแล้วกลายเป็นเผด็จการ สิ่งที่สำคัญในการอยู่ในอำนาจให้ได้นั้นก็คือเรื่องของการสืบทอดอำนาจ การจะแปรเปลี่ยนการสืบทอดอำนาจให้เป็นระบบที่เปิดกว้าง เป็นธรรมกับทุกฝ่ายเป็นเรื่องที่ท้าทาย บางรัฐบาลตอนเข้ามาอาจจะเข้ามาแก้ปัญหาการสืบทอดอำนาจ แต่เมื่ออยู่ไปแล้วไม่รู้จักทางลงให้ดี ถ่ายโอนอำนาจไม่ดี ก็อาจเก็บของกันไม่ทัน หรือเสียคะแนนทางการเมือง และไม่ถูกจดจำในทางที่ดี รวมทั้งเป็นตราบาปติดตัวไปตลอดชีวิต

เรียกได้ว่าเข้ามาแก้ปัญหาแต่สุดท้ายอาจเริ่มเป็นปัญหาเสียเองนั่นแหละครับ และปัญหาที่เป็นเสียเองนี้ก็คือจากการเข้ามาเพื่อแก้ปัญหาความเสี่ยงทางการเมือง (political risk) แบบหนึ่ง ก็กลายเป็นหนึ่งในความเสี่ยงทางการเมืองเสียเอง

คือยิ่งพูด สร้าง และอ้างถึงความมั่นคงทางการเมืองมากเท่าไหร่ โดยไม่ถ่ายโอนอำนาจ/เปลี่ยนผ่านอำนาจ ก็ยิ่งเป็นการเน้นย้ำว่าบ้านเมืองนั้นเต็มไปด้วยความเสี่ยงทางการเมืองที่ตนเป็นส่วนหนึ่งมากขึ้น (สืบทอดอำนาจโดยขาดความชอบธรรมและสถาบันที่สนับสนุนไม่เข้มแข็งหรือไม่เอาด้วย)