กล่าวโดยสรุปได้ว่า หลักการสำคัญในการใช้กฎหมายอาญาป้องกันและควบคุมอาชญากรรมของสำนักคลาสสิก คือ
(1) ระวางอัตราโทษที่กำหนดไว้ในกฎหมายอาญาในแต่ละฐานของความผิดจะต้องเป็นสัดส่วนกับลักษณะความผิดนั้นๆ กล่าวคือ จากรากฐานแนวคิดที่ว่ามนุษย์เรามีเจตจำนงอิสระ (Free will) ที่จะเลือกกระทำในสิ่งต่างๆ ได้ตามใจชอบ ดังนั้น กฎหมายอาญาจะต้องมีโทษให้เหมาะสมได้สัดส่วนกับความผิดเพื่อให้พิจารณาเลือกตัดสินใจว่าควรจะกระทำหรือไม่กระทำ เมื่อผู้ใดเลือกกระทำผิด จึงควรลงโทษผู้กระทำผิดนั้น เพื่อทดแทนความผิดที่ได้กระทำไป หรือเพื่อชดเชยความยุติธรรมที่เสียไปให้กลับคืนมา ทั้งนี้ เนื่องจากความยุติธรรมเป็นสัญชาตญาณที่ติดตัวมนุษย์มา ซึ่งเป็นคุณค่าที่ทุกคนแสวงหา
เมื่อการกระทำผิดถือว่าเป็นการละเมิดความยุติธรรม จึงจำต้องลงโทษเพื่อทดแทนความยุติธรรมที่สูญเสียไปให้กลับคืนมาดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ซึ่งเป็นรากฐานของทฤษฎีการลงโทษเพื่อทดแทนและถ้าหากผู้กระทำความผิดไม่เกรงกลัวต่อโทษ ก็ต้องเพิ่มโทษตามหลักของทฤษฎีการลงโทษเพื่อป้องกัน
ด้วยเหตุดังกล่าว แสดงให้เห็นได้ว่าหลักการและแนวคิดของสำนักคลาสสิกมีอิทธิพลต่อประมวลกฎหมายอาญาไทย โดยได้นำโทษมาบัญญัติไว้ในมาตราต่างๆ ทุกความผิดเพื่อให้ผู้ที่จะกระทำความผิดได้พิจารณาเลือกตัดสินใจว่าจะกระทำหรือไม่กระทำตามหลักของทฤษฎีการลงโทษเพื่อทดแทนและถ้าหากไม่เข็ดหลาบก็มีการเพิ่มโทษตามหลักของทฤษฎีการลงโทษเพื่อป้องกันตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 และมาตรา 93
(2) กฎหมายควรต้องมีการบัญญัติอัตราโทษไว้ในกฎหมายและลักษณะการกระทำใดจะเป็นความผิดต้องมีกฎหมายบัญญัติไว้ รวมทั้งกฎหมายจะต้องประกาศเปิดเผยแก่สาธารณชนทั่วไปด้วย ดังหลักที่ว่า “ไม่มีกฎหมาย ไม่มีความผิด ไม่มีโทษ (Nullum Crimennulla Poena Sine Lege)” ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ที่จะกระทำผิดได้ทราบเพื่อพิจารณาเลือกที่จะตัดสินใจว่าควรจะกระทำหรือไม่กระทำ ซึ่งถ้าหากขณะกระทำผิดไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นความผิดก็ถือว่า
ผู้กระทำไม่มีความผิด
ด้วยเหตุดังกล่าวแสดงให้เห็นได้ว่า หลักการและแนวคิดของสำนักคลาสสิกมีอิทธิพลต่อประมวลกฎหมายอาญาไทย โดยประมวลกฎหมายอาญาได้นำมาบัญญัติไว้ในมาตรา 2 เพื่อให้กฎหมายอาญาตีความโดยเคร่งครัดและไม่มีผลย้อนหลังในสิ่งที่เป็นโทษด้วย
2.2 สำนักนีโอคลาสสิกหรือสำนักอาชญาวิทยากึ่งดั้งเดิม (Neo-Classical School) สำนักนี้โดยส่วนใหญ่เห็นด้วยกับหลักการและเหตุผลของสำนักคลาสสิก แต่มีบางเรื่องเมื่อนำไปประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติแล้ว พบว่ามีจุดอ่อนและข้อบกพร่องที่สมควรได้รับการปรับปรุงแก้ไขหลายประการ เช่น ตามที่สำนักคลาสสิกเห็นว่าบุคคลทุกคนมี Free will หรือเจตจำนงอิสระเสรีเหมือนกันทุกคน ดังนั้นการลงโทษจึงควรเท่ากัน แต่ในทางความเป็นจริงแล้ว สภาพร่างกายและจิตใจของแต่ละบุคคลย่อมมีความแตกต่างกัน เช่น เด็กกับผู้ใหญ่ หรือบุคคลวิกลจริต บุคคลปัญญาอ่อน หรือบุคคลไร้ความสามารถอื่นๆ ย่อมมี Free will ไม่เหมือนกัน
ดังนั้นการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดด้วยวิธีการที่เหมือนกันโดยถือเสมือนว่าเป็นบุคคลที่มีสติปัญญาหรือมีความสามารถเหมือนกันทุกประการแล้ว ย่อมไม่ก่อให้เกิดความเป็นธรรมในทางปฏิบัติ ดังนั้น จึงควรยืดหยุ่นโดยการลดหย่อนผ่อนโทษให้แก่บุคคลบางประเภท ได้แก่ ผู้เยาว์ คนวิกลจริต คนปัญญาอ่อน หรือบุคคลผู้ไร้ความสามารถอื่นๆ ด้วย
นอกจากนี้ยังมีการแก้ไขข้อบกพร่องเกี่ยวกับการที่สำนักคลาสสิกได้กำหนดโทษไว้ตายตัว ทำให้จำต้องมีการกำหนดโทษสำหรับผู้กระทำผิดครั้งแรกกับผู้กระทำผิดซ้ำให้ได้รับโทษเท่าเทียมกัน ซึ่งถือว่าเป็นการขัดต่อหลักการลงโทษ ทั้งนี้ เพราะบุคคลผู้กระทำความผิดครั้งแรกย่อมมีเหตุที่ควรปรานีอยู่หลายประการ แต่ในขณะที่บุคคลผู้กระทำความผิดซ้ำนั้น ควรจะต้องได้รับการเพิ่มโทษเพื่อให้หลาบจำด้วย อีกทั้งวิธีการลงโทษสำหรับผู้กระทำความผิดครั้งแรกกับผู้กระทำความผิดซ้ำก็อาจแตกต่างกันได้ แม้จะเป็นความผิดในฐานเดียวกันก็ตาม
ข้อบกพร่องตามแนวคิดของสำนักคลาสสิกดังกล่าวข้างต้นนี้ สำนักอาชญาวิทยากึ่งดั้งเดิมได้พยายามคิดหาแนวทางเพื่อปรับปรุงข้อบกพร่องต่างๆ ดังกล่าวให้มีความสอดคล้องกับสภาวะในโลกของความเป็นจริง และเพื่อให้การปฏิบัติงานได้ผลดียิ่งขึ้น โดยมีแนวความคิดว่า การลงโทษผู้กระทำความผิดควรให้มีการนำสาเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการประกอบอาชญากรรมและเหตุอันควรปรานีในการลดหย่อนผ่อนโทษของผู้กระทำผิดมาประกอบการพิจารณาในการกำหนดโทษด้วย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาลควรหันมาให้ความสนใจกับบุคคลที่อาจมีความรับผิดทางอาญาแตกต่างไปจากบุคคลทั่วไป ได้แก่ ผู้เยาว์ บุคคลวิกลจริต บุคคลปัญญาอ่อน คนชรา หรือบุคคลที่บกพร่องในเรื่องความรู้สึกผิดชอบในขณะประกอบอาชญากรรม ทั้งนี้เนื่องจากบุคคลดังกล่าวไม่สามารถมีเจตจำนงอิสระ (Free will) ในการกระทำให้ทัดเทียมกับบุคคลทั่วไปได้ ดังนั้นสำนักอาชญาวิทยากึ่งดั้งเดิมจึงเสนอให้กฎหมายบัญญัติเป็นข้อยกเว้นโทษหรือการลดหย่อนผ่อนโทษให้เป็นกรณีๆ ไป เพื่อให้ศาลนำข้อเท็จจริงมาประกอบการพิจารณากับข้อกฎหมายในการกำหนดโทษบุคคลบางประเภทดังกล่าว
ด้วยเหตุดังกล่าว แสดงให้เห็นได้ว่าหลักการและแนวคิดของสำนักอาชญาวิทยากึ่งดั้งเดิมมีอิทธิพลต่อประมวลกฎหมายอาญาไทย โดยประมวลกฎหมายอาญาไทยได้บัญญัติเหตุลดหย่อนผ่อนโทษไว้ เช่น สำหรับบุคคลที่เป็นผู้เยาว์ได้แก่มาตรา 73-76 บุคคลวิกลจริตตามมาตรา 65 บุคคลที่เสพสุรามึนเมาตามมาตรา 66 การกระทำโดยบันดาลโทสะ ตามมาตรา 72 ส่วนการกระทำที่เป็นหตุยกเว้นโทษ เช่น การกระทำด้วยความจำเป็นตามมาตรา 67 เป็นต้น
สําหรับกรณีการกำหนดโทษไว้ในกฎหมายนั้น ประมวลกฎหมายอาญาไทยก็ได้กำหนดโทษไว้ไม่ตายตัว โดยมีโทษขั้นสูงหรือโทษขั้นต่ำและขั้นสูง เป็นกรอบไว้ เพื่อให้มีช่องกว้างสำหรับศาลใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษผู้กระทำความผิดได้อย่างเหมาะสมภายในกรอบที่กฎหมายบัญญัติไว้ซึ่งอาจมีผลทำให้บุคคลที่กระทำความผิดร่วมกันในฐานะตัวการร่วมในความผิดฐานเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องได้รับโทษเท่าเทียมกันในทุกกรณีไป นอกจากนี้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 92-93 ยังได้บัญญัติให้มีการเพิ่มโทษสำหรับผู้กระทำความผิดซ้ำเพื่อให้เข็ดหลาบไว้ด้วยซึ่งมีผลให้ผู้กระทำผิดครั้งแรกและผู้กระทำผิดซ้ำในความผิดฐานเดียวกัน ได้รับโทษที่แตกต่างกัน นับได้ว่าประมวลกฎหมายอาญาไทยได้รับอิทธิพลจากกรอบแนวคิดของสำนักอาชญาวิทยากึ่งดั้งเดิมมาเป็นโครงสร้างรากฐานไว้หลายประการ
2.3 สำนักปฏิฐานนิยมหรือสำนักอาชญาวิทยาแบบวิทยาศาสตร์ (positive School) : สำนักปฏิฐานนิยมเป็นสำนักที่อาศัยแนวคิดและวิธีการแบบวิทยาศาสตร์มีซีซาร์ลอม
โบรโซ (Cesare Lombroso) ซึ่งเป็นแพทย์ชาวอิตาเลียนได้รับขนานนามว่าเป็นบิดาแห่งอาชญาวิทยาสมัยใหม่เป็นหัวหน้าสำนัก โดยการศึกษามุ่งเน้นไปที่ตัวอาชญากรซึ่งเป็นเหตุที่นำมาซึ่งผลทำให้เกิดอาชญากรรม (Determinism) สำนักนี้เชื่อว่าทุกปรากฏการณ์จะเกิดจากสาเหตุดังนั้นอาชญากรรมซึ่งเป็นปรากฏการณ์ของสังคมอย่างหนึ่งนั้นจะต้องมีสาเหตุเกิดจากสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ด้วยเหตุนี้จึงเชื่อว่าการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมนั้น สามารถแก้ไขได้โดยหาทางป้องกันที่ต้นเหตุ ถ้าเหตุเกิดขึ้นแล้วก็ต้องทำให้สาเหตุหมดไป ซึ่งเป็นรากฐานของทฤษฎีการลงโทษเพื่อปรับปรุงแก้ไขฟื้นฟู จากการศึกษาของสำนักนี้พบว่า สาเหตุที่ทำให้คนกระทำความผิดเกิดจากความบกพร่องทางร่างกายและจิตใจและปัจจัยที่เกี่ยวกับสภาวะแวดล้อมสังคมอีกด้วย ดังนั้นการปฏิบัติต่อผู้กระทำความผิดจึงต้องหาสาเหตุเพื่อปรับปรุงแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำความผิดให้เหมาะสมเป็นรายกรณีไป โดยทั้งนี้ต้องพยายามหลีกเลี่ยงโทษจำคุกระยะสั้นเนื่องจากมีระยะเวลาในการแก้ไขปรับปรุงไม่เพียงพอและยังเกิดรอยมลทินทำให้คุณลักษณะประจำตัวของผู้กระทำผิดเสียไปด้วย ซึ่งยากที่จะกลับคืนเข้ามาสู่สังคมได้ตามปกติ
ด้วยเหตุดังกล่าวแสดงให้เห็นได้ว่า แนวคิดของสำนักปฏิฐานนิยมมีอิทธิพลต่อประมวลกฎหมายอาญาไทยโดยประมวลกฎหมายอาญาไทยได้บัญญัติเงื่อนไขในการปรับปรุงแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำความผิดไว้ในมาตรา 56 ซึ่งมีหลักการที่สอดคล้องกับการป้องกันอาญากรรมโดยใช้วิธีการบำบัดฟื้นฟูให้สาเหตุหรือความบกพร่องต่างๆ หายไปตามแนวคิดของสำนักนี้
2.4 สำนักป้องกันสังคม (Social Defense School) สำนักนี้มีแนวความคิดว่าควรนำหลักการแนวคิดของสำนักอาชญาวิทยาดั้งเดิมและสำนักอาชญาวิทยาปฏิฐานนิยมมาใช้ผสมผสานร่วมกันก็จะทำให้เกิดประโยชน์ต่อการป้องกันอาชญากรรมสูงสุดกล่าวคือการปฏิบัติต่อผู้กระทำความผิดจะต้องมีการศึกษาหาสาเหตุและมีการปรับปรุงแก้ไขบำบัดฟื้นฟูเป็นรายบุคคลเพื่อให้สาเหตุหมดไปโดยนำเอากฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้องเป็นเครื่องมือในการปฏิบัติต่อผู้กระทำความผิดด้วย ซึ่งเป็นการคุ้มครองป้องกันสังคมให้สังคมมีความปลอดภัยจากอาชญากรรมโดยเรียกว่าวิธีการเพื่อความปลอดภัย ซึ่งเป็นรากฐานของทฤษฎีการลงโทษเพื่อป้องกันสังคม
ด้วยเหตุดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า แนวคิดของสำนักป้องกันสังคมมีอิทธิพลต่อประมวลกฎหมายอาญาไทยโดยประมวลกฎหมายอาญาไทยได้บัญญัติวิธีการป้องกันสังคมให้ปลอดภัยจากอาชญากรรมไว้ ซึ่งเรียกว่าวิธีการเพื่อความปลอดภัย ตั้งแต่มาตรา 39-50
3.บทสรุป ตามที่ได้วิเคราะห์ให้เห็นว่าเนื้อหาของประมวลกฎหมายอาญาไทยประกอบไปด้วยหลักปรัชญาอาชญาวิทยาเป็นโครงสร้างที่สำคัญ อันทำให้ประมวลกฎหมายอาญาของไทยเป็นสากลและทันสมัย สอดคล้องกับอารยประเทศอื่น แต่อย่างไรก็ตาม กฎหมายอาญาจะต้องมีการปรับปรุงให้สอดคล้องกับวิทยาการทางอาชญาวิทยาและสังคมที่เปลี่ยนไปด้วย นอกจากนี้ ประมวลกฎหมายกฎหมายอาญาไทยยังมีโครงสร้างความผิดเป็นแบบระบบ Civil Law ซึ่งเหมือนกับประเทศเยอรมนี
สำหรับเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องลักษณะความผิดต่างๆ และรวมทั้งโทษทางอาญานั้น อยู่บนพื้นฐานของหลักปรัชญาอาชญาวิทยาทั้งสิ้น จึงนับได้ว่าประมวลกฎหมายอาญาของไทย มีความเป็นสากลดังเช่นกฎหมายของประเทศต่างๆ ทั่วโลกตามที่ได้กล่าวไว้แล้วข้างต้น ดังนั้น จึงควรนำประมวลกฎหมายอาญาของไทยมาบังคับใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด
โดยเฉพาะวิธีการเพื่อความปลอดภัย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นพนักงานอัยการหรือศาลก็ตาม ควรใช้บทบาทตามที่กฎหมายกำหนดไว้ โดยนำวิธีการเพื่อความปลอดภัยมาบังคับใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการป้องกันอาชญากรรม โดยมองไปในอนาคตข้างหน้าต่อเนื่องจากการที่พ้นโทษมาแล้ว เพื่อมาเสริมให้ผู้กระทำความผิดคอยระมัดระวังตัวไม่กระทำความผิดซ้ำขึ้นอีก ซึ่งอาจทำให้อาชญากรรมลดลงได้อีกระดับหนึ่งด้วย
ข้อเสนอแนะ
1.ตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่ากฎหมายอาญาและอาชญาวิทยามีส่วนเกี่ยวข้องในด้านเนื้อหาที่สนับสนุนและมีผลต่อกันโดยตรง ดังนั้นนักกฎหมายที่ไม่ได้ศึกษาหลักอาชญาวิทยามาก็จะทำให้ผู้นั้นไม่มีองค์ความรู้ในการที่จะนำไปพัฒนากฎหมายอาญา และการบังคับใช้กฎหมายอาญาให้เกิดประสิทธิภาพได้ เช่น การใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษจำเป็นจะต้องอาศัยหลักทฤษฎีการลงโทษทางอาชญาวิทยามาเป็นกรอบเพื่อให้การใช้ดุลพินิจมีความเหมาะสมกับข้อเท็จจริงแห่งคดีเป็นรายๆ ไป เป็นต้น แต่ปัจจุบันคณะนิติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยต่างๆ กำหนดให้วิชาอาชญาวิทยาเป็นวิชาเลือก และบางมหาวิทยาลัยก็ไม่เปิดสอนวิชานี้ เป็นผลให้นักศึกษาและบัณฑิตที่จบกฎหมายมาขาดองค์ความรู้ที่สำคัญไป เพราะหลักอาชญาวิทยาเป็นองค์ความรู้ที่ต่อยอดวิชากฎหมายอันเป็นแนวทางการใช้กฎหมาย ถ้าหากขาดองค์ความรู้ทางอาชญาวิทยาไป ก็เปรียบเสมือนแพทย์ที่จบมาขาดองค์ความรู้เรื่องการใช้ยา ผลที่เกิดขึ้นก็จะทำให้รักษาผู้ป่วยไม่หาย จึงขอให้สถาบันการศึกษาให้ความสำคัญกับวิชานี้ด้วย โดยขอเสนอแนะให้มีการจัดวิชาอาชญาวิทยาเป็นวิชาบังคับเลือกเพื่อที่จะให้นักกฎหมายที่จบมาเป็นหมอความที่สมบูรณ์กล่าวคือมีองค์ความรู้ทั้งในส่วนของการวินิจฉัยความผิดและในส่วนของการลงโทษด้วย
2.ประมวลกฎหมายอาญาของไทยมีโครงสร้างที่ประกอบไปด้วยหลักนิติศาสตร์และหลักอาชญาวิทยา ซึ่งมีความเหมาะสมที่จะใช้เป็นเครื่องมือในการป้องกันอาชญากรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ปรากฏว่าเครื่องมืออันสำคัญที่เกี่ยวกับเรื่องวิธีการเพื่อความปลอดภัยซึ่งเป็นมาตรการทางกฎหมายที่นำมาเสริมจากการลงโทษให้การป้องกันอาชญากรรมในอนาคตได้ผลดียิ่งขึ้นนั้น เสมือนดังว่าได้ถูกลืมไป ไม่ว่าจะเป็นพนักงานอัยการหรือศาลที่กฎหมายให้อำนาจนำกฎหมายอาญาเกี่ยวกับวิธีการเพื่อความปลอดภัยมาใช้เป็นเครื่องมือ ไม่ค่อยให้ความสนใจเท่าที่ควร
ดังนั้น จึงขอให้ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องนำวิธีการเพื่อความปลอดภัยมาบังคับใช้ก็จะทำให้กฎหมายอาญามีความศักดิ์สิทธิ์และสามารถป้องกันอาชญากรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ดร.อุทิศ สุภาพ
Ph.D (Criminology Justics Administraton and Society)
มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3

