หน้าแรก เด่นวันนี้ ปัญหาของการชะ...

ปัญหาของการชะลอฟ้อง และการยอมรับ : สิ่งที่มีค่าในกฎหมายญี่ปุ่น : โดย กนกศักดิ์ พ่วงลาภ

11.01.18 | 14:00 น.

เป็นธรรมดาของเรื่องต่างๆ ที่เป็นวิธีการทางกฎหมายมีทั้งข้อดีและข้อที่ควรระมัดระวัง การชะลอฟ้องก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ถูกประเมินค่าและถูกวิพากษ์วิจารณ์มากตลอดมากล่าวคือ ตลอดระยะเวลานับตั้งแต่ปี พ.ศ.2520 จนมาถึงบัดนี้ นับว่ายาวนานทีเดียว และถ้าหากมีปัญหาให้ใคร่ครวญพิจารณากันมากจริงๆ แล้ว ก็น่าจะลองพิจารณาหลักเกณฑ์กฎหมายของญี่ปุ่นดูบ้าง เผื่อว่าจะได้อะไรดีๆ แบบวิถีเอเชีย

ใครๆ ก็ไม่ปฏิเสธว่าการชะลอฟ้อง คือกระบวนการยุติธรรมทางเลือกที่มีประสิทธิภาพที่ลดภาระคดีที่มีจำนวนมากของศาล และดูเหมือนจะจำเป็นอย่างมากในสังคมปัจจุบันที่กฎหมายมีความซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งมีการกำหนดความผิดหลายอย่างขึ้นใหม่ ทำให้มีปริมาณคดีมากขึ้น แต่โดยเนื้อหาของการชะลอฟ้องก็มีข้อพิจารณาถึงปัญหาหลายประการที่อาจเป็นปัญหาให้ขบคิด และความพร้อมที่จะใช้ในประเทศไทย

ส่วนใหญ่กระบวนการนี้จะใช้กับกรณีความผิดที่มีโทษไม่รุนแรง แต่ในหลายๆ ประเทศแม้ความผิดที่มีโทษรุนแรง หากปรากฏว่าพฤติการณ์ในการกระทำความผิดไม่รุนแรงก็สามารถชะลอฟ้องได้เช่นกัน แล้วแต่กฎหมายของแต่ละประเทศจะบัญญัติไว้ว่ามีขอบเขตอย่างไร กระบวนการนี้จึงนับว่ามีความแตกต่างมากในแต่ละประเทศ ส่วนที่น่าสนใจในเอเชียคือ กฎหมายของประเทศญี่ปุ่น

ถ้าสังเกตง่ายๆ กฎหมายชะลอฟ้องของประเทศญี่ปุ่น ลักษณะกฎหมายของญี่ปุ่นเองได้วิวัฒนาการ รวบรวมและเก็บสิ่งที่ดีจากกฎหมายของระบบอื่นจนก่อร่างสร้างตัวในแบบของตนเองและที่สำคัญเป็นกฎหมายในวิถีตะวันออก

ในประเทศญี่ปุ่น อัยการจะพิจารณาเงื่อนไขสามประการ คือ ประการแรก เงื่อนไขพฤติการณ์ของตัวผู้กระทำความผิด เช่น นิสัย ความเจ็บป่วยทางกาย ทางจิต สภาพแวดล้อม ประการที่สอง เงื่อนไขเกี่ยวกับพฤติการณ์ของการกระทำความผิด เช่น วิธีการในการกระทำที่ใช้ความรุนแรงโหดร้ายหรือไม่ มีความน่าตำหนิทางศีลธรรมเพียงใด หรือใช้สติปัญญาในการหลอกลวง การกระทำนั้นกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของผู้อื่นมากน้อยเพียงใด และ ประการที่สาม เงื่อนไขเกี่ยวกับพฤติการณ์ขอ งผู้กระทำภายหลังการกระทำความผิด เช่น ภายหลังกระทำแล้ว ผู้กระทำมีการชดใช้เยียวยาให้แก่ผู้เสียหายหรือไม่ มีพฤติการณ์ที่พยายามบรรเทาผลร้ายจากการกระทำหรือไม่ (ดูประมวลวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 248 ของญี่ปุ่นเป็นตัวเทียบ แต่จริงๆ แล้วหลักเกณฑ์นี้แทบจะเป็นสากลแล้วในหมู่ประเทศที่มีกระบวนการชะลอการฟ้อง)

Advertisement

แนวโน้มของการชะลอฟ้อง

1.ถ้าเป็นความผิดอาญาที่ไม่ร้ายแรง และมีพฤติกรรมในการกระทำที่ไม่กระทบต่อเนื้อตัวร่างกาย หรือมีแต่ไม่ทารุณโหดร้าย จะมีแนวโน้มในการชะลอฟ้องค่อนข้างสูง เพราะความผิดเล็กน้อยเหล่านี้ สามารถเยียวยาโดยการชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายได้ และสังคมไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เช่น ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ การลักทรัพย์เล็กๆ น้อยๆ และในทางสถิติดูเหมือนว่าความผิดเกี่ยวกับการลักทรัพย์ที่เกิดความเสียหายเพียงเล็กน้อยและไม่กระทบต่อสังคมจะได้รับการพิจารณาชะลอฟ้องมากกว่าคดีประเภทอื่น

2.ลักษณะบางอย่างที่กฎหมายประสงค์จะคุ้มครองมากเป็นพิเศษ เช่น การเจตนาวางเพลิงเผาทรัพย์ การปลอมเอกสาร มักจะไม่ได้รับการชะลอฟ้อง เพราะสังคมการค้านั้นต้องรักษาคุ้มครองความน่าเชื่อถือและความมีอยู่ของเอกสารทางการค้าและเอกสารเกี่ยวกับสินค้า ในสังคมการค้านั้น การค้าคือชีวิตจิตใจของพ่อค้า เป็นทางทำมาหาได้และทางเจริญวัฒนาของประเทศ การคุ้มครองเอกสารทางการค้ามีค่าเท่ากับการคุ้มครองธุรกรรมทางการค้าไปด้วยในตัว มิให้ผู้คนถูกหลอกให้ทำธุรกรรมต่างๆ การค้าเป็นเรื่องสำคัญของประเทศญี่ปุ่นและกฎหมายละเอียดอ่อนพอที่จะรับรู้เรื่องนี้

3.ในความผิดเกี่ยวกับการทำร้ายร่างกาย ความผิดเกี่ยวกับชีวิต การใช้ความรุนแรงทางเพศ มักจะไม่ได้รับการชะลอฟ้อง ซึ่งอาจจะเป็นของสังคมตะวันออกที่เคารพและคุ้มครองสวัสดิภาพในทางเพศมาก และหากจะวิเคราะห์แล้ว ความผิดประเภทนี้กระทบต่อสังคมมาก หากไม่ปราบปรามอย่างเข้มงวดแล้วก็อาจกระทบต่อความน่าอยู่น่าอาศัยของสังคมนั้น รวมถึงปัญหาที่เกี่ยวกับความหวาดกลัวของนักท่องเที่ยว เป็นทางสูญเสียรายได้ของรัฐ

4.ความผิดเกี่ยวกับกฎหมายแรงงาน มีแนวโน้มจะได้รับการชะลอฟ้องในสัดส่วนที่มากเพราะความผิดประเภทนี้สามารถเยียวยาในทางแพ่งได้

5.การกระทำความผิดบางลักษณะที่หากฟ้องไปแล้วไม่ค่อยเป็นประโยชน์สาธารณะหรือสาธารณะได้รับประโยชน์น้อย อาจได้รับการพิจารณาไม่ฟ้อง หรือชะลอฟ้องได้

แนวโน้ม 5 ประการที่กล่าวข้างต้นนี้ผู้เขียนสกัดมาจากสถิติการมีคำสั่งคดีของพนักงานอัยการในญี่ปุ่น แต่ย้ำว่าแนวโน้มลักษณะนี้อาจเปลี่ยนแปลงไปได้ตามพลวัตของสังคมในปัจจุบันหรือที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะอัยการมีดุลพินิจค่อนข้างมากในเรื่องการชะลอฟ้อง

อย่างไรก็ตาม กระบวนการชะลอฟ้องมิใช่กระบวนการที่แข็งกระด้าง เพราะอาจปรับเปลี่ยนได้

การยกเลิก เพิกถอนคำสั่งชะลอฟ้องอาจมีได้ หากผู้ต้องหาไปกระทำผิดซ้ำในช่วงเวลาตามที่ได้กำหนด จึงเรียกการชะลอฟ้องของญี่ปุ่นว่า เป็นการชะลอฟ้องที่มีกระบวนการในการติดตามผล คล้ายๆ กับการชะลอฟ้องที่ตามด้วยการคุมความประพฤติผู้ต้องหา ดังนั้น ถ้าผู้ต้องหาที่ได้รับการชะลอฟ้องไปรบกวนคุกคามผู้เสียหายอีก หรือกระทำความผิดอื่นๆ ต่อคนอื่นอีกจะทำให้เป็นเงื่อนไขในการยกเลิกการชะลอฟ้องได้และจะต้องมีการนำตัวผู้ต้องหามาฟ้องต่อศาลตามปกติ เพราะถือว่าผู้ต้องหามีพฤติการณ์ที่จะกลับมาเป็นอันตรายต่อสังคมโดยการกระทำผิดซ้ำๆ การชะลอฟ้องไม่เป็นประโยชน์แล้ว การฟ้องคดีกลับจะเป็นประโยชน์แก่สังคมมากกว่า การเพิกถอนการชะลอฟ้อง ก็คือการเปลี่ยนจากกระบวนการยุติธรรมทางเลือกมาสู่กระบวนการยุติธรรมกระแสหลักเพื่อดำเนินคดีตามปกติต่อไป

การชะลอฟ้องที่มีการติดตามผลนี้ การติดตามผล หรือการคุมความประพฤติ (ถ้าเทียบกับกฎหมายไทย) อาจมีได้ในระหว่างหนึ่งถึงสองปี หมายความว่าในช่วงเวลานี้ผู้ต้องหาจะไปกระทำความผิดอีกไม่ได้ และต้องมารายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่เป็นระยะๆ

ปัญหาของการชะลอการฟ้อง

ในส่วนปัญหาของการชะลอฟ้องที่จะกล่าวถึงนี้เป็นปัญหาของประเทศต่างๆ เป็นการทั่วไปมิใช่เฉพาะแต่ประเทศญี่ปุ่น กล่าวคือเป็นปัญหาโดยรวมของโครงสร้างกฎหมายที่ต้องยืนอยู่โดยสง่าผ่าเผยไม่ขัดต่อหลักประกันสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ซึ่งในความเป็นจริงการสั่งชะลอฟ้องอาจตามมาด้วยการมีคำสั่งให้ผู้ต้องหาจ่ายค่าปรับให้กับรัฐเป็นเงินจำนวนหนึ่ง การจ่ายค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหาย การเยียวยาแก่ผู้เสียหายประการอื่น การทำงานบริการสังคม การริบทรัพย์สินบางอย่างที่มีหรือใช้ในการกระทำความผิด หรือมีไว้ในครอบครองเป็นความผิด เหล่านี้เป็นโทษที่กระทบต่อบุคคล

เป็นที่รู้กันว่าหลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญมีหลักประกันสิทธิเสรีภาพของบุคคลทางคดีอาญาอย่างแน่นหนา หลักนั้นได้แก่ ประการแรก หลักการสันนิษฐานว่าผู้ถูกกล่าวหาบริสุทธิ์จนกว่าจะพิสูจน์ความผิดของบุคคลนั้นได้ ประการที่สอง หลักการแยกองค์กรที่ใช้อำนาจตัดสินออกจากองค์กรที่ใช้อำนาจฟ้องร้อง

เมื่อพิจารณาอย่างรอบด้านแล้ว คำสั่งชะลอฟ้อง โดยมีมาตรการติดตามผลซึ่งเหมือนกับเป็นการคุมประพฤตินั้น บางความเห็น เห็นว่ามาตรการอย่างนี้เป็นโทษประเภทหนึ่งที่ศาลควรเป็นผู้บังคับใช้ เพราะมีการควบคุมพฤติกรรมให้มีการมารายงานตัวตามระยะเวลา ซึ่งแม้ว่าผู้ต้องหาจะยินยอมให้ดำเนินมาตรการดังกล่าว แต่หน่วยงานที่ใช้อำนาจฟ้องร้องจะสามารถบังคับใช้มาตรการที่เป็นโทษทางอาญาได้หรือไม่

ในระบบกฎหมายทั่วไปของทุกประเทศยอมรับให้ศาลกำหนดมาตรการคุมความประพฤติ ในขณะที่มีเพียงบางประเทศยอมรับให้ทั้งศาลและอัยการมีอำนาจกำหนดมาตรการคุมประพฤติ

ปัญหาของการชะลอฟ้อง มีปัญหาในเรื่องการยอมรับ แต่ประเทศฝรั่งเศส และเยอรมนีก็สามารถหาทางแก้ปัญหานี้ได้โดยการกำหนดตามกฎหมายว่า คำสั่งในลักษณะที่จัดว่าเป็นการชะลอฟ้องของอัยการนั้น จะสมบูรณ์ต่อเมื่อศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาได้ให้การรับรอง หรือเห็นชอบกับการชะลอฟ้องนั้นแล้ว หากศาลรับรองหรือเห็นชอบก็ดำเนินคดีในช่องทางการชะลอฟ้อง ถ้าศาลไม่รับรองก็ต้องกลับมาใช้ช่องทางการฟ้องตามกระบวนการยุติธรรมตามปกติ คำรับรองหรือความเห็นชอบของศาลเปรียบเสมือนเป็นการทำให้ศาลมีส่วนในการใช้มาตรการ

และเป็นการแก้ให้ตรงกับทฤษฎีหลักรัฐธรรมนูญ ทั้ง 2 ประการข้างต้น ปัญหาเรื่องการไม่กลมกลืนกับหลักการทั่วไปของรัฐธรรมนูญย่อมหมดไป

กนกศักดิ์ พ่วงลาภ