บทสรุปที่แตกต่างกันระหว่าง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ฝ่าย 1 กับ นายวิษณุ เครืองาม นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ฝ่าย 1 ต่อการปรับแต่ง “ร่าง” รัฐธรรมนูญ
สะท้อน “อะไร” ในทางความคิด ในทางการเมือง
คำตอบโดยฉับพลันทันใด 1 สะท้อนความขัดแย้ง ความแตกแยก อย่างแน่นอนและเด่นชัดอย่างเป็นรูปธรรม
ขณะเดียวกัน 1 ก็มิได้เป็นความขัดแย้ง ความแตกแยกที่รุนแรง
เรียกตามสำนวนของ “เหมาเจ๋อตุง” ในห้วงแห่งการปะทะกันภายในกระบวนการแห่งการปฏิวัติวัฒนธรรมภายในสังคมประเทศจีน
นี่ก็คือ ความขัดแย้งใน “พวกเดียวกัน”
สรุปตามสำนวนของ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ก็คือ เป็นความขัดแย้งเป็นความแตกแยกที่สามารถพูดคุยและหาข้อตกลง “ร่วมกัน” ได้
มิได้เป็นความขัดแย้งที่ขยายไปสู่ขั้นแห่ง “การแตกหัก”
เพราะโดยเนื้อหาหลักไม่ว่า คสช. ไม่ว่า ครม. ไม่ว่า สนช. ไม่ว่า สปท. ไม่ว่า กรธ. ยังเดินไปบนหนทางเดียวกัน
นั่นก็คือ “สืบทอด” อำนาจ และ “พิทักษ์” อำนาจ
ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ กับฝ่ายของ นาย มีชัย ฤชุพันธุ์ ยังเสมอเป็นเพียงมุมมองอันแตกต่างกัน
เป็นเรื่องของ “รูปแบบ” เป็นเรื่องของ “วิธีการ”
หากเปรียบเทียบกับความไม่พอใจที่ พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป แสดงออกผ่านเรื่องการซื้อขายตำแหน่งภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
เรื่องนี้ “เบา” กว่า เรื่องนี้ “แผ่ว” กว่า
ขนาดเรื่องของ พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป ที่ถึงขั้นบานปลายกลายเป็น “หมายเรียก” ยังสามารถสยบและยุติปัญหาลงได้
แล้วเรื่องนี้ไม่ “จิ๊บจ๊อย” ยิ่งกว่าละหรือ
ท่าทางฮึ่มฮึ่ม ฮึ่มฮั่น อันมาจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จึงเหมือนกับเป็นการส่งสัญญาณ และก็ได้รับการขานรับอย่างเรียบโร้ยจาก นายพรเพชร วิชิตชลชัย แห่ง สนช. ประสานเข้ากับการขานรับจาก นายวันชัย สอนศิริ แห่ง สปท.
เท่ากับเป็นการยืนยันว่า “สัญญาณ” นี้มิได้เป็นระเบิดด้าน หากแต่กังวานแห่งน้ำเสียงย่อมเดินทางไปถึง นายมีชัย ฤชุพันธุ์ อย่างแน่นอน
แม้ นายวิษณุ เครืองาม จะพยายามเล่นบท “กาวใจ” แม้ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ทำท่าเหมือนไม่สนใจ
แต่ “คำตอบ” น่าจะสัมผัสได้ในวันที่ 29 มีนาคม
หากมองแต่ละ “ปรากฏการณ์” อย่างมีความเข้าใจต่อลักษณะแห่งความเป็นอนิจจังของสรรพสิ่ง ทั้งหมดนี้ก็เสมอเป็นเพียง “สังขาร” ย่อยๆ ในทางการเมือง
สังขาร อันเท่ากับ “เครื่องปรุงแต่ง”
เป็นการปรุงแต่งให้มากด้วยสีสัน เป็นการปรุงแต่งเพื่อก่อความคึกคักในบรรยากาศแห่งการสรุปก่อนนำไปสู่การเปิดตัวอีกครั้ง
เปิดตัว “ร่าง” รัฐธรรมนูญอย่างที่เรียกกันว่า “ฉบับสมบูรณ์”
หากตรวจสอบแต่ละท่วงทำนองอย่างเข้าใจใน “ปรากฏการณ์” ก็จะสามารถสาวลึกไปยังสิ่งที่เรียกว่า “เนื้อแท้” ได้
สถานการณ์ “ร่าง” รัฐธรรมนูญคืออะไร
จะตอบคำถามนี้ได้ต้องเข้าใจจากจุดเริ่มต้น 1 บทบัญญัติมาตรา 35 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 นี่คือพื้นฐานในทาง “ความคิด”
จากนั้น จึงเข้าไปสู่ 1 ข้อเสนอของ ครม. และ 1 ข้อเสนอของ คสช.
ไม่ว่าข้อเสนอของ ครม. ไม่ว่าข้อเสนอของ คสช. คือ ความพยายามในการแปรนามธรรมในทางความคิดไปยังรูปธรรมทางการปฏิบัติ
ต่อให้ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ โลดโผนแค่ไหน ก็ไปได้ไม่เกิน 3 ปัจจัยนี้ได้
อย่าลืมอนุศาสน์อันมาจาก นายวิษณุ เครืองาม ที่ว่า “ลงเรือแป๊ะ” เป็นอันขาด
จากนี้จึงเห็นได้ว่า “ภายใน” คสช.มีความเห็นต่าง มีความขัดแย้งเกิดขึ้น ดำรงอยู่และดำเนินไปหรือไม่
ตอบได้เลยว่า “มี” เพราะนี่คือธรรมชาติของทุกสรรพสิ่ง แต่มิได้เป็นความขัดแย้งที่รุนแรง แข็งกร้าว เพราะว่าเป็นความขัดแย้งภายใน “พวกเดียวกัน” พวกที่ร่วมเคลื่อนไหว ต่อสู้มาด้วยกัน
ในที่สุดก็ย่อมตกลงกันได้ เดินคล้องแขนไปด้วยกันได้

