คําขวัญอันสำนักพิมพ์มติชน เสนอขึ้นเนื่องในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 44 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ระหว่างวันที่ 29 มีนาคม-10 เมษายน ที่ว่า
“ประวัติศาสตร์” คือ “อนาคต”
เฉียบ และ คม
เฉียบเพราะ “ประมวล” ความเป็นจริงของความสัมพันธ์ระหว่าง “อดีต” กับ “ปัจจุบัน” กับ “อนาคต” มาอยู่ในรูปอันสั้นกะทัดรัด
คมเพราะเท่ากับเป็น “ผลึก” แห่ง “อนิจจัง”
เมื่อปี 2500 นายปรีดี พนมยงค์ เคยนำเสนอบทความขนาดยาวในชื่อ “ความเป็นอนิจจังของสังคม” สะท้อนให้เห็นกระบวนการของการเปลี่ยนแปลงอย่างทรงความหมาย
ยืนยันสภาวะ “ไม่หยุดนิ่ง” ของ “สังคม”
ไม่ว่าจะเป็นสังคมโลก ไม่ว่าจะเป็นสังคมไทย ล้วนมิอาจหลุดรอดไปจาก “สัจธรรม” นี้
เมื่อสังคมก็อยู่ภายใต้กฎแห่ง “อนิจจัง” แล้วมนุษย์จะพ้นจากกฎแห่ง “อนิจจัง” ได้อย่างไร
ประวัติศาสตร์คือเรื่องราวของมนุษย์ ประวัติศาสตร์คือเรื่องราวของสังคม การมองประวัติศาสตร์อาจคล้ายกับเป็นการย้อนกลับไปศึกษา “อดีต”
แต่ถึงที่สุดแล้วย่อมศึกษาเพื่อก้าวไปยัง “อนาคต”
ความเป็นจริง 1 ที่กระบวนการศึกษาไม่ว่าประวัติศาสตร์ ไม่ว่าอนาคตศาสตร์ ล้วนให้การยอมรับหนักแน่นมั่นคงเป็นลำดับ
คือ ความเป็น “อนิจจัง”
เหมือนกับสังคมสุโขทัยหยุดนิ่ง ไม่มีการเคลื่อนไหว ไม่มีการเปลี่ยนแปลง เคยเป็นอยู่อย่างไรก็จะเป็นอยู่อย่างนั้น
ไม่จริงเลย
ความรับรู้สังคมสุโขทัยในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์เป็นอย่าง 1 ความรับรู้สังคมสุโขทัยในยุคของ ขจร สุขพานิช เป็นอีกอย่าง 1
ยิ่งในยุคของจิตร ภูมิศักดิ์ ยิ่งเป็นอีกอย่างหนึ่ง
เช่นเดียวกับ การเรียนรู้และทำความเข้าใจกับรายละเอียดในชีวิตและความคิดของโจโฉ อันตีคู่มากับเล่าปี่ ขงเบ้ง กวนอู ในยุคแห่ง “สามก๊ก”
กล่าวสำหรับสังคมไทยอาจเริ่มต้นจากยุทธนิยายสามก๊กสำนวนแปล เจ้าพระยาพระคลัง (หน)
แต่เมื่อ “ยาขอบ” อาศัยข้อมูลของบรีวิตต์ เทย์เลอร์ เข้ามาก็เกิดการแปรเปลี่ยน ยิ่ง วรรณไว พัธโนทัย แปลสามก๊กสำนวนใหม่นำเสนอ ยิ่งก่อให้เกิดอาการตื่นตะลึง ยิ่ง ทวีป วรดิลก เปรียบเทียบความเหนือกว่าของโจโฉที่เหนือกว่าขงเบ้งในระดับ 70 ต่อ 30
ยิ่งประจักษ์ในความเป็นอนิจจังแห่งประวัติศาสตร์
คําขวัญที่ว่า “ประวัติศาสตร์ คือ อนาคต” จึงสรุปรวบไม่เพียงแต่ความเป็นอนิจจังแห่งสังคม หากแต่ยังตอกย้ำในความเป็นอนิจจังแห่งประวัติศาสตร์ด้วย
ถามว่าการต่อสู้ทางความคิดในปัจจุบันสะท้อนอะไร
คำตอบที่สัมผัสได้จากความขัดแย้งอันเกิดขึ้นและดำรงอยู่ภายในสังคมไทย โดยเฉพาะในห้วง 10 ปีหลัง คือการต่อสู้ 2 แนวทาง
แนวทาง 1 คือ การเอา “อดีต” มาครอบงำ “ปัจจุบัน” แล้วจมอยู่กับ “อดีต”
แนวทาง 1 คือ การเอา “อดีต” มารับใช้ “ปัจจุบัน” และก้าวรุดหน้าสู่ “อนาคต”
ไม่ว่าความเห็นต่างในกระบวนการรัฐประหารจากเดือนกันยายน 2549 ต่อเนื่องมายังเดือนพฤษภาคม 2557 ไม่ว่าความเห็นต่างในกระบวนการจัดทำ “ร่าง” รัฐธรรมนูญจากชุด นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ต่อเนื่องมายังชุด นายมีชัย ฤชุพันธุ์
ล้วน “สะท้อน” การปะทะระหว่าง 2 แนวทางในทางความคิด
หากความพยายามที่สำเร็จคือ การเอาอดีตมาครอบงำปัจจุบัน ผลก็คืออนาคตจะอยู่ในบรรยากาศแห่งการย้อนยุค มีโอกาสสูงเป็นอย่างยิ่งที่อาจจะก่อความผิดพลาดในลักษณะประวัติศาสตร์ “ซ้ำรอย”
หากความพยายามที่สำเร็จคือ การเอาอดีตมารับใช้ปัจจุบัน การก้าวไปสู่อนาคตก็มีความมั่นคง
เป็นความมั่นคงจากฐานแห่ง “ปัจจุบัน” ที่มี “อดีต” เป็นบทเรียน
การเรียนรู้ “ประวัติศาสตร์” จึงมีบทบาท ทรงความหมาย คำถามอยู่ที่ว่าจะเรียนรู้ไปเพื่ออะไร
เพื่อย้อนกลับไปยัง “อดีต” หรือว่าเพื่ออาศัยอดีตมาเป็น “บทเรียน” ในการทำความเข้าใจทั้งด้านที่สำเร็จและด้านที่ล้มเหลวแล้วสร้างรากฐานของ “ปัจจุบัน” ให้แข็งแกร่งและมั่นคง
นั่นหมายถึงหลักประกันแห่ง “อนาคต” อย่างสำคัญ

