ทุกกลางปีมีปรากฏการณ์สำคัญระดับประเทศเกิดขึ้นนั่นคือ มหกรรมสมัครสอบเข้าศึกษาต่อในระดับต่างๆ โดยเฉพาะระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน นับเป็นมหกรรมใหญ่ เพราะมีจำนวนผู้สมัครเข้าเรียนมากที่สุด และเกี่ยวพันตั้งแต่ปฐมวัย ประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น และตอนปลาย
แม้เด็กทุกคนจะต้องมีที่เรียน แต่หลายคนอาจจะไม่พอใจในที่เรียนที่ได้รับการจัดสรรให้ เนื่องจากทุกคนย่อมอยากได้ที่เรียน ซึ่งมีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับในด้านคุณภาพ ซึ่งโรงเรียนเหล่านี้ได้รับการเรียกขาน ว่าเป็นโรงเรียนแข่งขันสูง
โรงเรียนแข่งขันสูงมีจำนวนกว่า 700 โรง อยู่ใน กทม.ประมาณ 400 โรง ที่เหลืออยู่ในต่างจังหวัด ซึ่งก็ได้แก่โรงเรียนประจำจังหวัดประมาณ 1-3 แห่งต่อจังหวัด โดยโรงเรียนเหล่านี้จะเป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงยาวนาน มีคุณภาพการศึกษาที่ดี ผู้ที่จบการศึกษาสามารถสอบเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยในอัตราที่สูง
และแน่นอนว่า เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ เป็นโรงเรียนที่มีคุณภาพด้านวิชาการ คือผู้เรียนจะเก่งสายวิทย์และสายศิลป์เป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมว่าคนเราไม่ได้เก่งวิชาการเพียงอย่างเดียว โรงเรียนก็ไม่จำเป็นต้องมีคุณภาพด้านวิชาการอย่างเดียวเท่านั้น แต่อาจจะได้รับการพัฒนาให้มีคุณลักษณะดีเด่นบางด้านได้
นั่นคือต้องสร้างอัตลักษณ์ (Identity) ให้กับโรงเรียน ตามความพร้อมของแต่ละโรงเรียน
เราก็จะมีโรงเรียนที่มีคุณลักษณะเด่นหลากหลายมากขึ้น หลายร้อยหลายพันโรงรองรับนักเรียนที่มีคุณลักษณะหลากหลายเช่นเดียวกัน แล้วใช้แนวคิดทฤษฎีพหุปัญญา (Multiple Intelligence) ของ Howard Gardner เป็นฐานในการพัฒนา
Howard Gardner เป็นนักคิด นักการศึกษา นักจิตวิทยาพัฒนาการจากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ที่เสนอแนวคิดว่า “ไม่มีสมองใครถูกออกแบบมาให้…โง่” โดยบอกว่ามนุษย์ทุกคนนั้นมีปัญญาอยู่ในตัวเอง 8-9 ด้าน โดยมีด้านที่เด่นบางด้าน ในขณะที่บางด้านด้อยกว่าแต่สามารถที่จะพัฒนาได้ ซึ่งได้แก่
1.ความฉลาดทางด้านภาษา (Linguistic intelligence)
ความสามารถในการเข้าใจความหมายและการใช้ภาษา การพูดและการเขียน การเรียนรู้ภาษา การใช้ภาษาสื่อสารให้ได้ผลตามเป้าหมาย สื่ออารมณ์ความรู้สึกให้คนอื่นเข้าใจได้ดี เช่น กวี นักเขียน นักพูด นักกฎหมาย
2.ความฉลาดทางด้านตรรกะ (Logical-mathematic intelligence)
ความสามารถทางด้านคณิตศาสตร์ และเรื่องของเหตุผล คิดวิเคราะห์ในเชิงวิทยาศาสตร์ เช่น นักวิทยาศาสตร์ นักคณิตศาสตร์
3.ความฉลาดทางด้านดนตรี (Musical intelligence)
ความสามารถในการเข้าใจและสร้างสรรค์ดนตรี เข้าใจจังหวะ เช่น นักแต่งเพลง นักดนตรี นักเต้น
4.ความฉลาดทางด้านมิติสัมพันธ์ (Spatial intelligence)
ความสามารถในการสร้างภาพในจินตนาการ และนำมาสร้างสรรค์เป็นผลงาน เช่น จิตรกร ประติมากร สถาปนิก ดีไซเนอร์
5.ความฉลาดทางด้านการเคลื่อนไหวร่างกาย (Bodily-kinesthetic intelligence) ความสามารถในการใช้ร่างกายเคลื่อนไหวอย่างสร้างสรรค์ เช่น นักเต้น นักกีฬา นักแสดง นักปั้น ศัลยแพทย์
6.ความฉลาดในการเป็นผู้นำ (Interpersonal intelligence) ความสามารถในการเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของผู้อื่น สามารถจูงใจผู้อื่น เช่น นักการเมือง ผู้นำทางศาสนา ครู นักการศึกษา นักขาย นักโฆษณา
7.ความฉลาดภายในตน (Intrapersonal intelligence)
ความสามารถในการเข้าอกเข้าใจความรู้สึกภายในของผู้คน เช่น นักเขียน ผู้ให้คำปรึกษา จิตแพทย์
8.ความฉลาดทางด้านธรรมชาติ (Naturalist intelligence)
ความสามารถในการเรียนรู้เรื่องธรรมชาติ พืช สัตว์ ธรณีวิทยา สิ่งแวดล้อม
9.ความฉลาดในการคิดใคร่ครวญ (Existential intelligence)
ความสามารถในการคิด สงสัยใคร่รู้ ตั้งคำถามกับตัวเองในเรื่องความเป็นไปของชีวิต ชีวิตหลังความตาย เรื่องเหนือจริง มิติลึกลับ เช่น อริสโตเติล ขงจื๊อ ไอน์สไตน์ พลาโต โสเครติส ฯลฯ
จากหลักการนี้ ผู้เขียนขอเสนอว่า เราสามารถพัฒนาโรงเรียนแต่ละโรงให้มีความพร้อมและมีคุณภาพ สามารถรองรับเด็กนักเรียนที่มีลักษณะต่างกัน ตามสภาพภูมิสังคมและคุณลักษณะเฉพาะตัวของเด็กที่รวย จน เก่ง อ่อน แตกต่างกัน ซึ่งตรงกับแนวคิดของแผนการศึกษาแห่งชาติ 20 ปี ในยุทธศาสตร์ที่ 3 การพัฒนาศักยภาพคน ทุกช่วงวัยและการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้โดยเน้นการสนับสนุนให้คนทุกช่วงวัย มีทักษะความรู้ ความสามารถ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างเหมาะสม เต็มศักยภาพในแต่ละช่วงวัย
วิธีการคือ ทุกโรงเรียนทำหน้าที่หลักคือการจัดการเรียนการสอนให้เด็กมีสมรรถนะพื้นฐาน อ่านออก เขียนได้ คิดเลขเป็น มีสมรรถนะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21ในขณะเดียวกันต้องเติมเต็มศักยภาพของทุกโรงเรียนตามอัตลักษณ์เฉพาะที่ควรจะเป็น
มีโรงเรียนที่เน้นสมรรถนะวิชาการ สายวิทย์ สายศิลป์ อย่างน้อยมีโรงเรียนแข่งขันสูงเป็นฐานในการพัฒนาอยู่แล้ว เติมเต็มศักยภาพด้วยสื่อการเรียนการสอนที่ดี มีระบบการศึกษาทางไกล และเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้าไปสนับสนุน
บางโรงเรียนต้องเน้นศักยภาพเฉพาะด้านของเด็ก เช่น การจัดให้มีโรงเรียนวิทยาศาสตร์ โรงเรียนดนตรี โรงเรียนกีฬา โรงเรียนที่เน้นศิลปะ โรงเรียนเน้นทักษะ 5 ภาษา โรงเรียนวิถีพุทธ โรงเรียนที่เน้นความเป็นผู้นำ โรงเรียนคุณธรรม เป็นต้น
หากไม่เหมาะที่จะทำเป็นโรงเรียนเฉพาะด้านทั้งโรงเรียนก็ทำเป็นบางห้อง เช่น วันนี้เรามีห้องเรียนกิฟเต็ด ห้องเรียนอิงลิชโปรแกรมอยู่แล้ว จะมีห้องศิลปะห้องดนตรี ห้องพัฒนาศักยภาพผู้นำ ห้องศิลปะ เพิ่มขึ้นมาก็สามารถทำได้ หากทำทั้งห้องไม่สะดวก ก็สามารถจัดเป็นชมรม เพื่อให้นักเรียนได้ร่วมกิจกรรม
สุดท้ายถ้าพัฒนาเป็นรายห้องไม่ได้ก็อาจพัฒนาเป็นรายบุคคลเพราะในบางโรงเรียนอาจอยู่ห่างไกล ขาดความพร้อมทั้งด้านบุคลากรและเครื่องไม้เครื่องมือ เมื่อค้นพบศักยภาพของเด็กเป็นบางคนก็ต้องหาวิธีส่งเสริม โดยจัดทำแผนพัฒนาเด็กเป็นรายบุคคล จากนั้นประสานบุคลากรภายนอก หรือจากสถาบันอุดมศึกษาเข้ามาเป็นที่ปรึกษา (Mentor) เป็นพี่เลี้ยงที่เรียกว่า Big Brother คอยดูแลให้เด็กได้พัฒนาเต็มศักยภาพ ซึ่งจะทำให้ชุมชนและสถาบันอุดมศึกษาได้เข้ามามีบทบาทพัฒนาการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศได้เป็นอย่างดี
เราคงไม่สามารถทำให้โรงเรียนทุกโรงมีคุณภาพและมาตรฐานเท่ากันได้ อันเนื่องจากความแตกต่างกัน ทั้งในด้านของสภาพพื้นที่ตั้งของโรงเรียน ลักษณะของชุมชน ลักษณะของผู้เรียน การพัฒนาจำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ซึ่งประเทศไทยอาจมีไม่เพียงพอ ในขณะที่เราก็ไม่สามารถทำให้เด็กทุกคนเก่งเหมือนกันได้ แต่ถ้าเราเชื่อว่าคนทุกคนมีศักยภาพที่ดีเด่นบางอย่างอยู่ในตัวเอง แนวคิดการพัฒนาเด็กด้วยทฤษฎีพหุปัญญา ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่น่าจะทำให้สามารถพัฒนาเด็กและโรงเรียนให้มีคุณภาพได้
สร้างโรงเรียนที่ดีให้กับเด็ก แล้ววันหนึ่งเราจะได้เด็กที่ดีออกไปเป็นผู้นำในการพัฒนาสังคม
ดร.กมล รอดคล้าย

