หน้าแรก เด่นวันนี้ อยุธยาในย่านก...

อยุธยาในย่านกรุงเทพฯ สืบทอดยอดเยี่ยมจากงานบุกเบิกของ น. ณ ปากน้ำ โดยสุจิตต์ วงษ์เทศ

15.03.18 | 16:02 น.

“ประภัสสร์ ชูวิเชียร ผู้มีศรัทธาเป็นพลัง เดินทางสำรวจค้นคว้าวิจัยสม่ำเสมอตลอดปี ทั้งในหน้าที่อาจารย์นักวิชาการ และในสำนึกของสามัญชนคนเสรี”

“หากขาดศรัทธาก็หาพลังทำงานวิชาการอย่างนี้ไม่ได้ เพราะผลประโยชน์ตอบแทนโดยตรงไม่มี ถึงมีโดยอ้อมก็ไม่คุ้มความยากลำบากที่ต้องฝ่าอุปสรรคตรากตรำย่ำไปบนหนทางทุรกันดาร ทั้งในภูมิประเทศและในใจคน”

ที่ยกมานี้ ผมเขียนไว้ตั้งแต่ พ.ศ. 2559 ในคำนำเสนอหนังสือวัดร้างในบางกอก และยกมาใช้อีกเพราะมีหนังสือเล่มใหม่ (ซึ่งแท้จริงคือฉบับเต็มของวัดร้างในบางกอก) ชื่อ อยุธยาในย่านกรุงเทพฯ ของ ประภัสสร์ ชูวิเชียร อาจารย์ประจำคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร

นับเป็นงานค้นคว้าสำรวจเล่มวิเศษที่สืบทอดยอดเยี่ยมเพิ่มเติมเสริมต่อจากงานบุกเบิกการสำรวจศึกษาศิลปกรรมในบางกอกของ น. ณ ปากน้ำ (อดีตอาจารย์คณะจิตรกรรมประติมากรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร)

Advertisement

อยุธยาในกรุงเทพฯ

อยุธยาในกรุงเทพฯ เพราะกรุงเทพฯ มีอยุธยา ผมเคยเขียนไว้ในคำนำเสนอหนังสือวัดร้างในบางกอก (พ.ศ. 2559) จะยกมาแบ่งปันอีกที ดังต่อไปนี้

กรุงเทพฯ มีต้นทางพัฒนาการตั้งแต่ยุคต้นอยุธยา ก่อน พ.ศ. 2000

จากชุมชนหมู่บ้านชาวประมงขนาดเล็กๆ ริมแม่น้ำด้านทิศเหนือ ติดเขตนนทบุรี ลงด้านทิศใต้ใกล้อ่าวไทย ที่เว้าลึกเข้าไปภายในมากกว่าปัจจุบัน

[หรือต่างไม่มากจากยุคทวารวดี ราวหลัง พ.ศ. 1000 ชายฝั่งทะเลอ่าวไทยด้านทิศเหนือหรือด้านบนเว้าลึกเข้าไปในแผ่นดินกรุงเทพฯ ถึงแขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กทม. ยาวต่อเนื่องถึง อ. เมืองฯ จ. สมุทรสาคร ขนานไปกับคลองสนามชัย ต่อเนื่องคลองมหาชัย กับถนนพระราม 2]

ชุมชนหมู่บ้านบางแห่งของกรุงเทพฯ ยุคอยุธยา เติบโตขึ้นเป็นชุมชนเมืองสถานีการค้าริมแม่น้ำ ตั้งแต่ราวหลัง พ.ศ. 2000 ได้แก่ ชุมชนเมืองแรกสุดอยู่บริเวณคลองเตย และหลังสุดอยู่บริเวณบางกอก

เมืองพระประแดงคลองเตย อยู่ริมแม่น้ำฝั่งตะวันออก เป็นชุมชนเมืองแรกสุดของกรุงเทพฯ ราวหลัง พ.ศ. 2000

เพราะอยู่บนเส้นทางการค้าทางทะเลสมุทร จากอ่าวไทยเข้า-ออกสะดวกถึงรัฐละโว้-อโยธยา ขณะเดียวกันเชื่อมโยงถึงรัฐกัมพูชาที่โตนเลสาบ (ทะเลสาบ) โดยผ่านไปทางคลองสำโรง เข้าแม่น้ำบางปะกง ทวนไปทางทิศตะวันออก แล้วเดินบกเข้าถึงเมืองพระนครหลวงในกัมพูชา

เหตุที่เรียกเมืองพระประแดงคลองเตย เพราะสมัยเก่าสุดตั้งอยู่บริเวณคลองเตย (ที่เป็นท่าเรือกรุงเทพฯ ในปัจจุบัน) เพื่อให้ต่างจากเมืองพระประแดงสมัยหลังย้ายไปอยู่ อ.พระประแดง จ. สมุทรปราการ

เมืองบางกอก อยู่ริมแม่น้ำฝั่งตะวันตก เป็นชุมชนเมืองแห่งที่สองของกรุงเทพฯ เติบโตขึ้นหลังเมืองพระประแดงคลองเตย

เพราะอยู่บนเส้นทางคมนาคมที่เป็นแม่น้ำลำคลอง หลบคลื่นลมทะเลเข้าคลองด่าน ผ่านไปแม่น้ำท่าจีน แม่น้ำแม่กลอง เชื่อมทะเลอันดามัน, มหาสมุทรอินเดีย ได้ทั้ง 2 ทาง คือ ด่านสิงขรไปเมืองมะริด กับด่านเจดีย์สามองค์ไปอ่าวเมาะตะมะ

ต่อไปข้างหน้าเมืองบางกอกได้นามทางการว่าเมืองธนบุรี

กรุงเทพฯ มีอยุธยา

สิ่งยืนยันการมีตัวตนจริงของชุมชนหมู่บ้านและเมืองในกรุงเทพฯ ยุคต้นอยุธยา นอกจากมีบันทึกเอกสารต่างๆ แล้ว ยังพบหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดี (หรือประวัติศาสตร์ศิลปะ) จำนวนมาก เหลือซากกระจัดกระจายที่เรียกกันในปัจจุบันว่าวัดร้าง

ชุมชนเก่าแก่ดั้งเดิมในไทย โดยเฉพาะบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา ล้วนมีศูนย์กลางอยู่ที่วัดซึ่งมักเคยเป็นที่ตั้งหอผีหรือที่ฝังศพกลางหมู่บ้านมาก่อน

ถ้าจะรู้จักและเข้าใจความเป็นมาของชุมชนเก่าแก่ดั้งเดิม ไม่ว่าจะยังมีสืบเนื่องหรือร้างไปแล้ว หากเริ่มจากค้นหาชุมชนตรงๆ จะไม่พบ แต่เริ่มจากวัดแล้วมักพบ อาจไม่พบทุกแห่ง แต่พบเกือบหมดทุกแห่ง

เหตุจากภูมิภาคอุษาคเนย์อยู่ในเขตมรสุม มีฝนตกชุก และมีแดดจัด

ชุมชนเก่าแก่ดั้งเดิมปลูกสร้างด้วยไม้ ส่วนมากเป็นไม้ไผ่ มุงหลังคาด้วยใบไม้ เช่น ใบจาก, ใบคา ฯลฯ เมื่อถูกฝนและแดดทั้งปียิ่งผุเปื่อยเสื่อมสลายง่าย ยิ่งนานไปยิ่งไม่เหลือซาก

วัดเก่าแก่ดั้งเดิมจนปัจจุบัน มีพระพุทธรูปสำคัญ (เช่น พระประธานในโบสถ์ ฯลฯ) กับอาคารสำคัญ (เช่น โบสถ์, สถูปเจดีย์ ฯลฯ) ล้วนก่อสร้างด้วยอิฐและหิน มั่นคงแข็งแรงทนแดดและฝน อยู่ได้นานนับร้อยปีหรือพันปี

ดังนี้ วัดร้างจึงมีคุณค่าหมายรวมถึงชุมชน

ปัญหาของการศึกษาไทยอยู่ที่นักวิชาการทางโบราณคดีประวัติศาสตร์ศิลปะ มักอธิบายไม่ราบรื่นเรื่องประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจการเมือง เพราะไม่ให้ความสำคัญ แล้วไม่ศึกษาเอกสารเก่า ซึ่งเป็นเครื่องมืออธิบายเรื่องต่างๆ เหล่านั้น เช่น นิทาน, ตำนาน, พงศาวดาร, วรรณกรรม ฯลฯ จนถึงคำบอกเล่าของชาวบ้านซึ่งเป็นความทรงจำสำคัญ

ดังนั้น นักวิชาการด้านนี้จึงสื่อสารกับสังคมร่วมสมัยในวงกว้างอย่างขลุกขลัก หรือมีอุปสรรคขวากหนามจนสื่อไม่ได้

แต่แทนที่จะพิจารณาดัดแปลงแก้ไขตัวเอง กลับกล่าวโทษสังคม สมคำเก่าๆ ที่ว่า “รำไม่ดี โทษปี่โทษกลอง”