ผมพยายามหลอมรวมแนวคิดหลักๆ เพื่อการศึกษาที่แท้ การศึกษาที่ปลดปล่อยคนสู่อิสรภาพที่แท้จริง ดังต่อไปนี้
ตัวตนอัตชีวประวัติ
ในสมองมีตำแหน่งแห่งที่ที่แน่นอนของ I หรือฉัน ตัวฉัน เรื่องราวของฉัน ดำรงอยู่ ในที่ทางของสมองส่วนหนึ่ง เวลาเกิดทรอม่า (ปมบาดแผล) สมองส่วนนี้จะหยุดทำงาน และเวลามีอะไรไปสะกิดทรอม่าให้ปะทุขึ้นมาอีก สมองส่วนนี้ก็หยุดทำงานอีก มันก็เหมือนกับสมองของเรา จิตใจของเรา ชีวิตของเราได้ถูกปีศาจซาตานยึดไป
สมองส่วนนี้เป็นส่วนที่ก่อประกอบเป็นอัตชีวประวัติของเรา มันเชื่อมโยงกับความตื่นรู้และการใคร่ครวญด้วย มันจึงเชื่อมโยงกับจิตเดิมแท้ด้วยมันเป็นชีวิตเต็มๆ ของความคิด อารมณ์ความรู้สึก และความตื่นรู้ในกาย ครบถ้วนมีสีสันและมีชีวิตชีวา เป็นพื้นที่ที่สมองซีกซ้ายซีกขวาประสานกลมกลืนกันได้อย่างสมัครสมาน
จิตสามส่วน
แกนกลางของจิตคือจิตเดิมแท้ แสงใสกระจ่าง เหมือนท้องฟ้าใสๆ ไร้เมฆหมอก เป็นที่ตั้งของปัญญาและความรักอันไม่มีประมาณ ซึ่งดำรงอยู่ในแกนกลางของจิตของทุกท่านทุกนาม
แต่มนุษย์ก็มีบาดแผล กระทบกระทั่งคุกคามความปลอดภัยในสองระดับ ระดับกายคือ คุกคามต่อความอยู่รอด ระดับใจหรืออารมณ์ความรู้สึก คือการคุกคามว่าเราจะไม่เป็นที่รัก
สำหรับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม การไม่เป็นที่รัก นำไปสู่การไม่สามารถอยู่รอดได้เช่นกัน เพราะยุทธวิธีของการอยู่รอดของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม คือการอยู่ร่วมกันในครอบครัวและชุมชน โดยเป็นที่รัก หากถูกขับออกจากครอบครัวและชุมชน ก็ไม่อาจดำรงชีวิตอยู่ได้
ส่วนของบาดแผลคือทรอม่า มันกลับมาแสดงฤทธิ์อีกได้ แรงพอๆ กับที่เกิดขึ้นครั้งแรก และไม่ได้บันทึกความทรงจำไว้ที่สมองส่วนอัตชีวประวัติ จึงทำงานในตัวเราเหมือนภูตผี จะเกิดเมื่อไรก็ได้ หากมีสิ่งที่ละม้ายคล้ายคลึงกับอะไรเล็กๆ น้อยๆ ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปสะกิด และเวลาทรอม่าทำงาน เราจะคล้ายหุ่นยนต์ที่ทำงานตามซอฟต์แวร์ตัวเดิมนั้นๆ อย่างไม่เป็นตัวของตัวเอง คือสมองส่วนอัตชีวประวัติจะหยุดทำงานไประหว่างทรอม่านั้นเองและนี้คือจิตส่วนที่สอง ที่เป็นพายุฝนฟ้าคะนอง
จิตส่วนที่สามนั้น เกิดขึ้นมาเพื่อปกป้องไม่ให้เกิดทรอม่า หรือกลบเกลื่อนทรอม่า มันคือกลไกปกป้องตัวเอง แต่ก็เป็นจิตที่มาจากความเป็นทรอม่านั้นเอง จิตส่วนนี้เป็นเมฆหมอก ที่ปกคลุมฟ้าใสของเรา ปกคลุมจิตเดิมแท้ แสงใสกระจ่างตลอดเวลา ทำให้จิตแกนกลางของเราไม่สามารถสำแดงตัวออกมาได้ โจ ดีสเปนซ่า กล่าวว่ามันปกคลุมชีวิตเราเฉลี่ยๆ เก้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์
เมื่อเอาจิตสามส่วนมาผสมผสานกับสมองในส่วนอัตชีวประวัติ
เราจะได้ทฤษฎีเยียวยาที่ค่อนข้างจะสมบูรณ์เลยทีเดียว
ผมเคยไปทำงานกับโรงเรียนเทศบาลวัดกลาง เมืองขอนแก่น เราช่วยเด็กที่เกเรสามสิบกว่าคน ไม่สามารถจะเรียนหนังสือให้กลับมาเรียนหนังสือได้แบบยกชั้น เพราะหากปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม พวกเขาก็จะกระเด็นกระดอนออกจากระบบการศึกษา ไปเป็นเด็กเกเร และอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างแปลงเพาะอาชญากรรุ่นใหม่ขึ้นมา เด็กเหล่านี้อยู่ในห้องบ๊วยของ ม.3 ไม่สามารถอ่านเขียนได้อย่างที่ควรจะเป็น ไม่สามารถทำโจทย์เลขได้ แล้วผมไปทำอะไรกับเด็กพวกนี้
ผมเอาบรรยากาศที่ครูและระบบโรงเรียนสร้างทรอม่าออกไป เอาความรู้สึกผ่อนคลายจากความถูกผิด และมนต์สะกดว่าพวกเขาเป็นเด็กโง่ ไม่เอาถ่านออกไป คือเอาเมฆหมอก พายุฝนฟ้าคะนองออกไปจากโลกของเขานั่นเอง ให้เกิดบรรยากาศฟ้าใสๆ ในชีวิต ซึ่งก่อนหน้านี้เหลือพื้นที่อยู่เพียงน้อยนิดในโลกของเขา
ความสำเร็จของโครงการนี้ อยู่ที่การบ่มเพาะให้เกิด“ตัวตน” หรือให้พวกเขาได้เริ่มมี “อัตชีวประวัติ” ของตัวเอง
ครูคนหนึ่งบอกกับเราว่า ช่วงแรกเหมือนช่วงบ่มเพาะหรือผ่านเปลี่ยน แล้วจะมีสัญญาณว่า พวกเขากลับมาโอเคแล้ว โดยพวกเขาจะเริ่มมี “เสียงของตัวเอง” เป็นจุดเริ่มต้นที่พวกเขาเริ่มมีอัตชีวประวัติของเขาขึ้นมา เขาเริ่มมี I หรือตัวฉันที่เอาชีวิตกลับมาเป็นของตัวเอง ให้ตัวเองเป็นผู้กำหนดและเลือกเส้นทางชีวิตได้
หลังจากนั้น เด็กก็ดีวันดีคืน พลังชีวิตฟื้นคืนมา พวกเขารักเป็น อ่อนโยน และปัญญาก็ก่อเกิด อะไรที่เมื่อก่อนยากเย็นเป็นไปไม่ได้ ตอนนี้พลิกผัน กลับกลายเป็นอะไรก็ได้ ถ้าฉันเลือกจะทำมัน
free school กับแนวการศึกษาแบบสไตเนอร์
ผมจะหล่อหลอม free school แบบซัมเมอร์ฮิลล์กับโรงเรียนแนววอลดอร์ฟของสไตเนอร์เข้ามาด้วยกันได้ไหม ทำอย่างไรหรือ?
ผมชอบปัญญาสามฐานแบบสไตเนอร์ คือ willing, feeling, thinking ผมแปลเป็น ฐานกาย ฐานใจและฐานคิด ตามลำดับ และสไตเนอร์พูดถึงเบสิกแอดวานซ์ของทั้งสามฐานดังนี้ครับ
ฐานกาย เบสิก ลงมือทำและทำให้สำเร็จ แอดวานซ์ ทำอย่างมีสติตื่นรู้อยู่ในสิ่งที่ทำ
ฐานใจ เบสิก รับรู้อารมณ์ความรู้สึกของตัวเองและผู้อื่น แอดวานซ์ คือ อุเบกขา
ฐานคิด เบสิก จับประเด็นได้ แอดวานซ์ คือ ญาณทัศนะ หรือ intuitions
พัฒนาสูงสุดในระดับมนุษย์ของสไตเนอร์คือ I คือ ego ต้องเกิดขึ้น (ถัดจากนี้ไปเป็นระดับจิตวิญญาณ) หากอธิบายด้วยคำวิทยาศาสตร์กระบวนทัศน์ใหม่ ก็คือ self organization
self organization นี้วิ่งตลอดฐานกาย ฐานใจ และฐานคิด เป็นพลังขับเคลื่อนของสิ่งมีชีวิต ในระดับสูงสุดคือฐานคิด มนุษย์สามารถเลือกได้ สร้างสรรค์ได้ โดยมีปัญญาสร้างสรรค์เป็นจุดสูงสุด ได้แก่ การเชื่อมโยงกับจักรวาล และสิ่งที่ได้มาคือ intuitions หรือญาณปัญญานั้นเอง
เมื่อเป็นเช่นนี้ หลักการของ free school ก็เชื่อมโยงเชื่อมต่อกับแนวคิดของสไตเนอร์ได้อย่างกลมกลืนและทรงพลัง คือมนุษย์ก็จะเติบโตได้อย่างครบถ้วนเป็นองค์รวม และเข้าถึงศักยภาพสูงสุด คือ freedom ที่แท้จริงนั้นเอง
นิกายในพุทธศาสนา ที่ทางใหม่ของคนสนใจสไตเนอร์
แนวคิดมนุษยปรัชญาของสไตเนอร์อาจจะเจอทางแพร่งเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในพุทธศาสนา ได้แก่ การแตกนิกาย ในพุทธมีนิกายแตกออกเป็นเถรวาทและอาจริยวาท เถรวาทยึดถือครูคือพระพุทธเจ้า อาจริยวาท เข้าใจให้ดีนะครับ พวกเขาไม่ได้ทิ้งบรมครูเลย แต่เขาให้ความสำคัญกับครูตัวเป็นๆ ที่อยู่ต่อหน้าเขาด้วย อันได้แก่ครูที่สามารถสร้างเสริมพุทธธรรมให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในภายหลัง สามารถแปลพุทธธรรมให้สมสมัย
ในพระสูตรเอง พระพุทธเจ้าก็ไม่เคยคิดว่าจะมีท่านอยู่พระองค์เดียวในโลก ท่านมักจะใช้คำว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ทั้งในอดีต ในปัจจุบัน และในอนาคต เป็นต้น
หากสไตเนอร์ไม่กล้าคิดค้นต่อจากเกอเธ่แล้วไซร้ เราท่านจะได้รับอานิสงส์จากดอกที่มาจากต้นธารของเกอเธ่ได้อย่างไรเล่า
เพราะฉะนั้นเราไม่ควรเรียนจากสไตเนอร์แบบติดกรอบแคบๆ เท่านั้น หากเราน่าจะคิดค้นให้พ้นสไตเนอร์ออกไปด้วย อันนี้จึงจะเป็นจิตวิญญาณของสไตเนอร์อย่างแท้จริง หรือจิตวิญญาณแห่งการตื่นรู้อย่างแท้จริง ให้
สมกับเป็นผู้เจริญรอยตามผู้ประกาศความรู้แจ้งพระองค์นั้น
วิศิษฐ์ วังวิญญู
www.thaissf.org, twitter.com/jitwiwat
สนับสนุนโดยมูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์

