หน้าแรก เด่นวันนี้ หลงใหลได้ปลื้...

หลงใหลได้ปลื้มราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ระวังจะล่มสลายทั้งระบบ : โดย สมเจตน์ ศรีมาตร

5.04.18 | 14:08 น.

เมื่อวันมอบนโยบายของนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประกาศชัดแจ้งในการดำเนินการที่สอดคล้องกับรัฐบาลที่ต้องการให้ปี 2561 เป็นปีแห่งการขับเคลื่อนเศรษกิจฐานราก โดยในส่วนของการดูแลราคาสินค้าเกษตรนั้น จะจัดทำแผนรับมือสินค้าเกษตรเป็นรายตัว และวางแผนช่วยเหลือเป็นการล่วงหน้า โดยเฉพาะการช่วยเหลือด้านการตลาดที่จะต้องดำเนินการก่อนที่ผลผลิตจะออกสู่ตลาด

แต่ทว่าในรายการของสินค้าเกษตรที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญในลำดับแรกๆ ไม่มีสินค้าภาคปศุสัตว์อย่างเนื้อหมู เนื้อไก่ หรือไข่ไก่รวมอยู่ด้วย ทั้งๆ ที่เป็นส่วนที่มีความเกี่ยวพันกับเกษตรกรจำนวนมาก

เวลาล่วงเลยมาครบ 3 เดือน สิ่งที่เกิดอย่างเป็นมรรคเป็นผลชัดเจนกับสินค้าปศุสัตว์เหล่านี้คือ ราคาตกต่ำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเนื้อหมูที่มีราคาตกต่ำมาตั้งแต่กลางปี 2560 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน สวนทางกับต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นมาโดยตลอดเช่นกัน ซึ่งเป็นผลมาจากสินค้าต้นน้ำอย่างข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ พืชเศรษฐกิจที่เป็นวัตถุดิบหลักในอาหารสัตว์มีราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากเริ่มแรกที่โรงงานอาหารสัตว์ให้ความ “ร่วมมือ” กันรับซื้อผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในราคาขั้นต่ำที่กิโลกรัมละ 8 บาท แต่ปลายปี 2558 รัฐบาลโดยกระทรวงพาณิชย์ ยังได้เพิ่มมาตรการกำหนดให้ผู้นำเข้าข้าวสาลีต้องรับซื้อผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ 3 ส่วน จึงจะนำเข้าข้าวสาลีได้ 1 ส่วน

เวลาผ่านไปเพียงสองปี เจ้ากระทรวงพาณิชย์และเจ้าหน้าที่ภาครัฐที่เกี่ยวข้องดูเหมือนว่าจะสรุปไปแล้วว่าการ “ร่วมมือ” นี้กลายเป็น “หน้าที่” ของโรงงานผู้ผลิตอาหารสัตว์และเกษตรกรภาคปศุสัตว์ไปแล้ว

ที่สำคัญการที่ผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ได้กลายเป็นช่องทางให้พ่อค้าคนกลางที่รับซื้อผลผลิตจากชาวไร่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์นำไปกักตุนเพราะประเมินได้ว่ามาตรการ 3:1 จะทำให้จำนวนทั้งหมดไม่เพียงพอกับความต้องการของอุตสาหกรรมต่อเนื่องขึ้นไป เพื่อเรียกราคาให้สูงขึ้น และก็ได้ผล โดยราคาล่าสุดในเดือนมีนาคมนี้ ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้ขึ้นไปถึงกิโลกรัมละ 10.40 บาทแล้วโดยคำนวณง่ายๆ ได้ว่าจำนวนขาดหายไป 1 ล้านตัน พวกเขาจะได้กำไรเพิ่ม 2,400 ล้านบาท (จากจำนวนที่ขาดหายไป 2 ล้านตัน และเป็นที่ชัดเจนว่าเงินจำนวนนี้ไม่ได้ตกถึงเกษตรกรเพราะผ่านฤดูไปเรียบร้อยแล้ว) และยังมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นำมาซึ่งความชื่นมื่นของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ที่สามารถช่วยทำให้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีราคาสูงขึ้น ทั้งๆ ที่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในตลาดโลกมีราคาเพียงกิโลกรัมละ 7 บาท

Advertisement

ภาครัฐสามารถกำหนดราคาขั้นต่ำในการรับซื้อผลผลิตได้ แต่กลับไม่กำหนดเพดานขั้นสูงไว้ทั้งๆ ที่จะทำก็ได้จึงเป็นผลให้เกิดแรงจูงใจอย่างสูงในการทำกำไรเกินควร การที่ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สูงขึ้นอย่างไม่เป็นเหตุเป็นผล ได้กลายเป็นภาระของเกษตรกรภาคปศุสัตว์ไปโดยปริยาย เพราะนั่นหมายความว่า ต้นทุนของเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์จะต้องสูงขึ้นตามไปด้วย ที่สำคัญเป็นการสวนทางกับราคาจำหน่ายเนื้อสัตว์ในประเทศ

การเลี้ยงหมูของประเทศไทย ร้อยละ 97 เป็นการผลิตเพื่อการบริโภคในประเทศ แต่ราคาที่เกษตรกรสามารถขายได้ไม่เพียงไม่กระเตื้องขึ้น แต่กลับมีราคาที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยราคาหมูขุนหน้าฟาร์ม ตามราคาประกาศของสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ อยู่ที่กิโลกรัมละ 45-52 บาท ขณะที่ต้นทุนอยู่ที่กิโลกรัมละ 58-60 บาท

จากปัญหาดังกล่าวมาข้างต้น ทำให้เกษตรกรที่สายป่านไม่ยาวพอต้องประสบกับปัญหาการขาดสภาพคล่อง หลายรายต้องยอมขายขาดทุน ตามราคาที่พ่อค้าคนกลางกำหนด ซึ่งราคาที่มีการขายจริงตกต่ำมากเหลือเพียงกิโลกรัมละ 38-44 บาท เงินที่สามารถนำมาใช้หมุนเวียนในฟาร์มจึงลดลงไปโดยปริยาย และต้องลดจำนวนการนำหมูเข้าเลี้ยง

ส่วนสินค้าส่งออกอย่างเนื้อไก่ที่สามารถทำรายได้เข้าประเทศปีละ 100,000 ล้านบาท ก็เริ่มมีปัญหาไม่แพ้กัน โดยนายคึกฤทธิ์ อารีปกรณ์ ผู้จัดการสมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย ระบุว่า ต้นทุนการผลิตไก่ขณะนี้อยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 34 บาท แต่ราคาขายหน้าฟาร์มอยู่ที่กิโลกรัมละ 28-30 บาท และยังต้องประสบกับการแข็งค่าของเงินบาท ที่แข็งค่าขึ้นประมาณ 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2560 ที่ผ่านมา ทำให้ต้นทุนการส่งออกสูงขึ้นไปด้วย

ยิ่งในปี 2561 การแข่งขันค่อนข้างสูง ทั้งจากประเทศบราซิลและจากประเทศในอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ที่พยายามผลักดันการส่งออก หลังจากที่ได้รับอนุญาตให้ส่งเข้าญี่ปุ่นได้ ทำให้การส่งออกไก่ของไทยมีแนวโน้มการแข่งขันที่สูงขึ้น เรียกว่าต้องเผชิญกับปัญหาทั้งในประเทศและนอกประเทศ

ด้วยต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นสวนทางกับตลาดโลก คงไม่ต้องคิดหวังที่จะก้าวเป็นครัวของโลก เพราะแค่ฝันคงเป็นไปได้ยาก

สิ่งที่สำคัญยิ่งไปกว่านี้คือ ภาครัฐที่เกี่ยวข้องต้องให้ความสำคัญกับการเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมด้วย ก่อนที่กลายเป็นปมปัญหาเหมือนกรณี IUU ประมง เพราะหากไม่เร่งปรับเปลี่ยนอาจส่งผลให้การส่งออกติดหล่ม และล่มสลายภายใน 2 ปีจากนี้ สำหรับภาคเอกชนนั้น รายงานข่าวจากสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยระบุว่า ผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทุกวันนี้มีจำนวนไม่กี่ไร่ที่ได้พัฒนาให้เข้าสู่ระบบคุณภาพและมาตรฐานสินค้าเกษตร GAP (Good Agricultural Practices) ซึ่งเป็นการผลิตตามระบบการจัดการคุณภาพการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืช เพื่อพัฒนาให้มีคุณภาพและมาตรฐานที่เทียบเท่าสากล สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยได้พยายามประสานกระทรวงเกษตร พ่อค้าคนกลาง ให้เพิ่มจำนวนอย่างน้อย 2 ล้านไร่ใน 5 ปี แต่ไม่ได้รับการตอบสนองที่ดีแม้แต่น้อย และหากเป็นเช่นนี้ต่อไปอีกการรับซื้อจากภาคเอกชนจะต้องเปลี่ยนแปลงแน่นอนเช่น จะรับซื้อเฉพาะผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่สามารถยืนยันแหล่งที่มาได้ เพื่อเป็นการป้องกันการรุกพื้นที่ป่า เผาป่าในการเริ่มปกป้องสิ่งแวดล้อมทางหนึ่ง

สองปีที่ผ่านมา สมาคมได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรฯและกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯจัดทำมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เสร็จแล้วและพร้อมที่จะใช้ได้ทันที จึงเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันพัฒนาวิธีการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไทยให้เป็นวัตถุดิบที่มีมาตรฐานขั้นสูงขึ้นไปแทนที่จะมัวแต่ปกป้องรักษาเฉพาะราคาอย่างเดียว หากเราไม่สามารถพัฒนาห่วงโซ่นี้แล้วทั้งกลุ่มปศุสัตว์จะล่มสลายในที่สุด เมื่อถึงวันนั้นเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดก็จะกระทบไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ความปลื้มปีติของท่านรัฐมนตรีพาณิชย์ในราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่สามารถสูงขึ้นกว่าราคาที่กำหนดไว้ ได้ทำลายความสามารถในการแข่งขันของปศุสัตว์ ควบคู่ไปกับการทำลายอาชีพของเกษตรกรภาคปศุสัตว์ไปแล้ว

งานนี้คงต้องฝากถึงท่านนายกรัฐมนตรีเร่งทบทวนนโยบาย และสั่งให้เกิดการบูรณาการเพื่อให้เกิดความสมดุล เพื่อนำไปสู่ความมั่นคงในรายได้ และความยั่งยืนในอาชีพของเกษตรกรอย่างถ้วนทั่ว

สมเจตน์ ศรีมาตร