เมื่อปีก่อนๆ ผู้เขียนเคยเขียนถึงบทบาทของนักเขียนสตรีของพม่าหลายคน และเน้นให้เห็นความโดดเด่นของสตรีเหล่านี้ ที่มิได้เป็นเฉพาะ “เมีย” และ “แม่” หรือเป็นผู้นำครอบครัวเท่านั้น แต่พวกเธอยังเป็นผู้ขับเคลื่อนสังคม และต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเคียงบ่าเคียงไหล่นักชาตินิยมชาย จริงอยู่ว่าในประวัติศาสตร์การเมืองสมัยใหม่ของพม่า เราแทบจะไม่เห็นบทบาทของผู้หญิงเป็นนักชาตินิยมแถวหน้า ไม่มีผู้หญิงคนใดที่เดินทางไปเจรจาเพื่อเอกราชของพม่าพร้อมๆ กับนายพลออง ซาน และไม่มีผู้หญิงคนใดนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ที่มาประชุมกันเพื่อหาข้อสรุปเรื่องการปกครองตนเองของชนกลุ่มน้อยในการประชุมปางหลวงเมื่อปี 1947 (พ.ศ.2490) แต่ในหน้าการเมืองของพม่า ผู้หญิงล้วนมีบทบาทที่สำคัญอย่างยิ่งยวด ทั้งที่เป็นนักเขียนและนักหนังสือพิมพ์แถวหน้า และยังมีภาพของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมายาวนาน
ในสัปดาห์นี้ ผู้เขียนจะพาผู้อ่านไปรู้จักกับนักเขียนหญิงนามว่า “ขิ่น เมี้ยว ชิต” (Khin Myo Chit) อันเป็นนามปากกาของด่อ ขิ่น มยะ (Daw Khin Mya) และอู ขิ่น หม่อง ลัต (U Khin Maung Latt) ผู้เป็นสามี ในฐานะนักเขียนและนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ทั้งขิ่น เมี้ยว ชิต และอู ขิ่น หม่อง ลัต เป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นขนบการทำงานของนักเขียนรุ่นใหม่ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (ค.ศ.1939-1945/พ.ศ.2482-2488) ที่สามีและภรรยามักจะทำงานร่วมกัน ก่อตั้งสำนักพิมพ์ และช่วยกันส่งเสริมความรักชาติไปพร้อมๆ กับการโปรโมตประชาธิปไตย เอกราช และเสรีภาพ
ตัวอย่างที่สำคัญคือสามีภรรยาแห่งสำนักพิมพ์ลูดุ้ (Ludu แปลว่า ปวงชน) คือลูดุ้ ด่อ อ่ะมา กับลูดุ้ อู หล่ะ และผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์จะเน จอ (Journal Kyaw) อย่างจะเน จอ มะ มะ เล และจะเน
จอ อู ชิต หม่อง ทั้งขิ่น เมี้ยว ชิต และขิ่น หม่อง ลัต เป็นตัวอย่างสามีภรรยาปัญญาชนอีกคู่หนึ่งที่อุทิศตนให้กับงานทางหนังสือพิมพ์ และร่วมกันขับเคลื่อนหนังสือพิมพ์รายวันที่มีชื่อเสียงมากในเวลานั้น The Working People’s Daily (หนังสือพิมพ์คนทำงาน-เป็นหนังสือพิมพ์ที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ)
ชีวิตของขิ่น เมี้ยว ชิต และขิ่น หม่อง ลัต นั้นผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก ในช่วงแรก ขิ่น หม่อง ลัต ยังไม่สำเร็จการศึกษา แต่เขาเลือกไปทำงานให้กับบริษัทตัดไม้บอมเบย์-เบอร์มา แต่ในช่วงเวลานั้น ก่อนเกิดสงครามโลกไม่นาน กระแสชาตินิยมในพม่าโหมรุนแรง ทำให้ขิ่น หม่อง ลัต ตัดสินใจเข้าร่วมการนัดหยุดงานของคนงานจากทั้งบริษัทของเขาและบริษัทของอังกฤษอื่นๆ และกลายเป็นประธานสหภาพแรงงานของบริษัทบอมเบย์-เบอร์มา ในช่วงเวลาเดียวกัน ขิ่น เมี้ยว ชิตเดินทางจากสะกายในพม่าภาคเหนือเพื่อมาเรียนหนังสือในย่างกุ้ง แต่ก่อนที่เธอจะได้เป็นนักศึกษาเต็มตัว เธอก็ได้เข้าร่วมกับขบวนการชาตินิยมของนักศึกษาภายใต้การนำของออง ซาน นุ และคนอื่นๆ แล้วในปี 1937 (พ.ศ.2480) นักศึกษามหาวิทยาลัยย่างกุ้งนัดหยุดเรียนครั้งใหญ่ เป็นเหตุการณ์ที่คนพม่าจดจำในนาม “การปฏิวัติปี 1300” (ศักราชแบบพม่า) นักศึกษาเริ่มมั่นใจ และใช้ไม้แข็งกับอังกฤษ เช่น การเผาธงยูเนียนแจ๊ค การนอนขวางถนน และการโจมตีอังกฤษในรูปแบบบทความในวารสารต่างๆ เมื่อบรรยากาศพาไป และการต่อต้านอังกฤษเป็นวาระหลักของนักศึกษากับประชาชนในยุคนั้น ขิ่น เมี้ยว ชิต จึงเข้าไปร่วมกับขบวนการชาตินิยมด้วย เธอเริ่มเขียนบทความกระตุ้นความรักชาติ (เป็นที่มาของนามปากกา “ขิ่น เมี้ยว ชิต”) ในวารสารชื่อดังอย่าง “ดีโดก” (Dee Doke) อยู่ปีเศษๆ
หลังลาออกจากบริษัทบอมเบย์-เบอร์มา ขิ่น หม่อง ลัต นั้นทำงานเป็นครูสอนภาษาอังกฤษอยู่หลายปี แม้ทั้งสองคนจะยังเรียนไม่จบ ในเวลาเดียวกันก็ไม่เคยทิ้งงานเขียน ทั้งขิ่น หม่อง ลัต และภรรยาจะเขียนบทความให้กับหนังสือพิมพ์และวารสารแนวรักชาติไม่ได้ขาด นอกจากการเขียนบทความแล้ว ขิ่น เมี้ยว ชิต ยังดำรงชีวิตผ่านการแปลหนังสือภาษาอังกฤษ การเขียนหนังสือแนวปลุกใจ และบันทึกของเธอในสมัยญี่ปุ่นบุกพม่า ในช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา (ปลายปี 1941-1945/2484-2488) ชีวิตของสองสามีภรรยาลำบากมาก เนื่องจากทั้งสองไม่ได้เป็นนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยย่างกุ้ง จึงไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มผู้นำขบวนการชาตินิยม แม้พวกเขาจะมีส่วนร่วมกับการประท้วงและการนัดหยุดเรียนของนักศึกษา และยังสนิทสนมกับ “ตะขิ่น” หรือนักชาตินิยมพม่าหลายคน แต่เมื่อพวกเขาต้องการหางานเพื่อประทังชีวิตในช่วงสงครามที่แสนยากแร้น กลับไม่มี “ตะขิ่น” ผู้ใดยื่นมือออกมาช่วย ขิ่น หม่อง ลัต จึงต้องประทังชีพโดยการขายรองเท้าแตะไปพลางๆ
ในขณะที่ขิ่น เมี้ยว ชิต ได้เข้าร่วมกับกองทัพป้องกันพม่า (Burmese Defence Army) ด้านขิ่น หม่อง ลัต ได้ทำงานในกระทรวงการต่างประเทศระหว่างที่ญี่ปุ่นยึดครอง
ในช่วงก่อนและหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งขิ่น หม่อง ลัต และขิ่น เมี้ยว ชิต ยังเขียนบทความในหนังสือพิมพ์หลายฉบับอย่างสม่ำเสมอ ประสบการณ์การทำงานกับหนังสือพิมพ์หลายฉบับทำให้สองสามีภรรยามีวิทยายุทธ์การทำหนังสือพิมพ์ที่แกร่งกล้า ในยุคที่หนังสือพิมพ์เริ่มล้มหายตายจากเพราะวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลเผด็จการของเน วิน อย่างรุนแรง ทั้งขิ่น เมี้ยว ชิต และขิ่น หม่อง ลัต ยังคงทำหนังสือพิมพ์ต่อไป จนในที่สุดขิ่น หม่อง ลัต ได้เป็นบรรณาธิการใหญ่ของ หนังสือพิมพ์ The Working People’s Daily และขิ่น เมี้ยว ชิต เป็นรองบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ของทั้งขิ่น หม่อง ลัต และขิ่น เมี้ยว ชิต ประสบความสำเร็จมาก และมีอายุยืนยาวตั้งแต่ปี 1963 (พ.ศ.2506) และอยู่มาจนถึงทศวรรษ 1990 ในช่วงเวลานี้ ผลงานที่โด่งดังที่สุดของขิ่น เมี้ยว ชิต ก็ได้ออกสู่พื้นบรรณพิภพ ทั้งหนังสือ 13 Carats Diamond and Other Stories (เพชร 13 กะรัตและเรื่อง
อื่นๆ) 50 Great Oriental Stories (เรื่องเล่า 50 เรื่องจากโลกตะวันออก) Colourful Burma (พม่าที่สวยสด) Anawratha of Burma (พระเจ้าอนิรุทธแห่งพม่า) และหนังสืออื่นๆ ทั้งนวนิยาย หนังสือแปล และเรื่องสั้นอีกมากมาย
สำหรับผู้เขียน ขิ่น เมี้ยว ชิต เป็นเสมือนต้นแบบของผู้หญิงสมัยใหม่ของพม่า ที่มีทั้งความกล้าและความแกร่งอยู่ในตัว ปัญญาชนสตรีในยุคเดียวกันกับขิ่น เมี้ยว ชิต ผ่านร้อนผ่านหนาวจากการเมืองในทศวรรษ 1930-1940 มาทั้งสิ้น พวกเธอเคยมีประสบการณ์นัดหยุดเรียนครั้งใหญ่ และต่างเคยเดินขบวนประท้วงเจ้าอาณานิคมอังกฤษมาแล้ว ประสบการณ์ต่อสู้เพื่อเอกราชทำให้นักเคลื่อนไหวเพื่อเสรีภาพและประชาธิปไตยในพม่าอ่อนไหวกับอะไรก็ตามที่เป็นขั้วตรงข้ามกับเสรีภาพอย่างมาก ดังนั้น เมื่อเกิดรัฐประหารขึ้นโดยนายพลเน วิน ขึ้นเมื่อเดือนมีนาคม 1962 (พ.ศ.2505) นักเขียนและนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย ตลอดจนนักเรียนนักศึกษา จึงมีปฏิกิริยารุนแรงมาก แต่เสรีภาพไม่สามารถต้านทานระเบิดและปลายกระบอกปืนได้ หลังปี 1962 หนังสือพิมพ์หัวก้าวหน้าหลายฉบับถูกกองทัพสั่งปิด อย่างหนังสือพิมพ์ของลูดุ้ หรือแม้แต่ The Nation หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษของเอ็ดเวิร์ด ลอ โยน (Edward Law-Yone) นักหนังสือพิมพ์ชื่อดังอีกคนหนึ่ง ก็ไม่รอดพ้นจากการกวาดล้างของรัฐบาลนายพลเน วิน แต่สำหรับ Working People’s Daily ที่ยังอยู่มาได้อีกหลายสิบปีเพราะเป็นหนังสือพิมพ์ของรัฐบาล
แต่ทั้งขิ่น เมี้ยว ชิต และขิ่น หม่อง ลัต ก็พยายามจะนำเสนอข่าวตามที่เขาจะทำได้ในกรอบที่รัฐบาลกำหนดมาให้

