“Great man are they who see that spiritual is stronger than any material force.”—-Emerson
ในที่สุด นายจาคอบ ซูมา (Jacob Gedleyihlekisa Zuma) ประธานาธิบดีของประเทศแอฟริกาใต้ จำต้องลงจากบัลลังก์อำนาจ ท่ามกลางเสียงเรียกร้องขับไล่จากเหล่าสมาชิกพรรคสมัชชาแห่งชาติแอฟริกา พรรคการเมืองที่ครองเสียงข้างมากในปัจจุบัน (ANC) ซึ่งตนเองเป็นประธานพรรคมาตั้งแต่ 18 ธันวาคม 2550-18 ธันวาคม 2560
โดยมติที่ประชุมใหญ่ กล่าวหาว่า “ซูมา” และพวกประพฤติทุจริตคอร์รัปชั่น ด้วยการยื่นเงื่อนไขให้เลือกสองประการ คือ ลงมติขับไล่ออก หรือจะลาออกเองภายใน 48 ชั่วโมง สุดท้ายแล้วเขาก็ตัดสินใจเลือกหนทางลาออก! ภายใต้กฎแห่งกรรมและความอนิจจังไม่เที่ยง โดยการประกาศปิดฉากชีวิตผู้นำประเทศแอฟริกา ทางทีวี ทั่วประเทศ อย่างฉะฉาน เมื่อคืนวันที่ 14 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
“จาคอบ ซูมา” เกิดเมื่อ 12 เมษายน 2485 ปัจจุบันอายุ 76 ปี ชนะการเลีอกตั้งทั่วไปใน พ.ศ.2552 ได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี วันที่ 9 พฤษภาคม 2552 เขาเคยเป็นรองประธานาธิบดีแอฟริกาใต้เมื่อ พ.ศ.2542 ถึง 2548 และได้เป็นประธานพรรคสมัชชาแห่งชาติแอฟริกา (ANC) 18 ธันวาคม 2550
เขาเคยถูกตั้งข้อหาข่มขืนในปี พศ.2548 แต่ได้รับการพิพากษาพ้นผิดในเวลาต่อมา ทว่า เขายังคงเผชิญอุปสรรคด้านกฎหมายในข้อหาการกรรโชกทรัพย์และฉ้อราษฎร์บังหลวงตลอดมา แต่ยังโชคดีที่พ้นผิดโดยการพิสูจน์ ให้ยกฟ้องจากศาลทุกข้อหา
แม้กระนั้นก็ตาม ขณะที่ “ซูมา” ดำรงตำแหน่งวาระที่ 2 ยังต้องเผชิญกับวิกฤตทางการเมืองชนิดหายใจไม่ทั่วท้อง กว่าจะรอดจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจอย่างดุเดือดของพรรคฝ่ายค้านถึง 8 ครั้ง ซึ่งมีทั้งพรรคแรงงานและพรรคคอมมิวนิสต์ ต่างร่วมกันถล่มเรียกร้องให้เขาลงจากอำนาจอย่างดุเดือด แต่ยังไม่สามารถโค่นล้มเขาได้ กระทั่งถึงวันแห่งกาลอวสาน จึงจำต้องสละบัลลังก์อำนาจดังกล่าว
กรณีผู้นำแอฟริกานี้ น่าติดตามศึกษาเป็นเชิงวิชาการอย่างยิ่ง เพื่อเป็นอุทาหรณ์แก่คนรุ่นหลัง ก็คือ…สาเหตุแห่งความสำเร็จ-ล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่าในชีวิตทางการเมืองของ “ซูมา” ซึ่งเคยเป็น “ฮีโร่” ที่ชาวแอฟริกาใต้ให้การยกย่องสรรเสริญเมื่อ 4 ปีก่อน และแล้วไยจึง กลับกลายมาเป็น “หมาหัวเน่า” ในปัจจุบัน ..ด้วยกาลเวลาเพียง 4 ปีให้หลังเท่านั้น?
อีกทั้งมีเหตุปัจจัยอะไร? ที่ทำให้ดินแดนซึ่งได้ชื่อว่ามีความเจริญทางอุตสาหกรรม ประเทศอันเคยมั่งคั่งอย่างประเทศแอฟริกา ต้องมาประสบกับวิกฤตทางเศรษฐกิจอีกครั้ง?
เมื่อวิเคราะห์เชิงลึกย้อนไปเมื่อปี ค.ศ.1991 จะเห็นได้ว่า “ซูมา” ได้เบียดตัวเองก้าวเข้ามาสู่ตำแหน่งผู้มีอำนาจเป็นอันดับ 2 ของพรรค และเป็นผู้มีอำนาจระดับมือสองรองจากประธานาธิบดีแบกีในวงการเมืองอย่างโดดเด่น เมื่อ ค.ศ.1997
ต่อมาเมื่อ ค.ศ.1999 ได้รับแต่งตั้งเป็นรองประธานาธิบดี ครองอำนาจในเก้าอี้อันดับ 2 แต่ในที่สุดก็เกิดข้อขัดแย้งระหว่างซูมาและประธานาธิบดีทาบอ ฮึม แบกี ในปี ค.ศ.2000 และในช่วงนั้นเองที่ปรึกษาทางการเงินส่วนตัวของซูมาได้รับโทษทางอาญาในคดีฉ้อราษฎร์บังหลวง ซูมาจึงได้รับผลพวงอันฉาวโฉ่ครั้งนั้นด้วย โดยประธานาธิบดีสั่งปลดซูมาออกจากตำแหน่งรองประธานาธิบดี พร้อมกับส่งเรื่องให้อัยการสอบสวนฟ้องศาลต่อไป
เมื่อเคราะห์หามยามร้าย ในปีเดียวกันนั้น “ซูมา” ยังถูกข้อกล่าวหาในคดีข่มขืนเพิ่มอีก แต่ศาลยกฟ้องในที่สุด ทว่าในระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา ขณะซูมายังถือครองอำนาจรัฐอยู่นั้น เขาก็ถูกกล่าวหาว่ามีการใช้อำนาจถลุงเงินหลวงจำนวนมหาศาล เพื่อการตกแต่งบ้านพักอาศัยส่วนตัว พร้อมกับการใช้อำนาจโดยมิชอบสั่งปลด รมว.การคลัง จนทำให้เกิดวิกฤตทางการเงินอย่างร้ายแรง และความไม่ชอบมาพากลอีกหลายเรื่อง เป็นเหตุให้สภาผู้แทนประชุมลงมติไม่ไว้วางใจเขาถึง 8 ครั้ง แต่ก็ยังไม่สามารถโค่นล้มให้เขาลงจากอำนาจแต่อย่างใด ถึงกับมีพวกเชลียร์ร้องเชียร์ “ซูมา” ว่า เป็น “ยักษ์” เรืองฤทธิ์คงกระพัน “ยั่งยืน” ไม่มีใครสามารถล้มเขาได้เลย …ว่างั้น (ฮา)
ประวัติวัยหนุ่มอันน่าติดตามของ “ซูมา” คือ เขาได้สมัครเข้าร่วมกับกระบวนการคณะปฏิวัติ (ใต้ดิน) ด้วยอุดมการณ์ที่อยากให้ประเทศชาติของตนดีขึ้น แม้บางครั้งต้องหลบซ่อนตัวในต่างแดน ด้วยความลำบากอดทนฟันฝ่าอุปสรรคและผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชน จนกระทั่งได้ก้าวสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีตามที่ปรารถนา แต่ใครจะคิดว่า ในปัจจุบันนี้ช่วงชีวิตบั้นปลายวัย 78 ของเขา ต้องล่มสลายในวิถีทางการเมืองโดยสิ้นเชิง และสิ่งที่เขาได้รับคือ… ทั้งเสียงยกย่อง และเสียงสาปแช่งก่นด่าระคนตามมา
ชีวประวัติในวัยเพียง 17 ปีของ “ซูมา” เมื่อ ค.ศ.1955 เขาได้สมัครเข้าร่วมองค์การต่อต้านการแยกผิวของสมัชชาใหญ่คนหนุ่มแห่งแอฟริกา กระทั่งได้รับการเชิดชูยกย่องให้เป็นแกนนำของกองกำลังติดอาวุธแห่งแอฟริกาใต้ แต่ปีถัดมาก็ถูกรัฐบาลเผด็จการชาวผิวขาวจับกุมและยัดข้อหา “ร่วมวางแผนล้มล้างรัฐบาล” และถูกตัดสินจำคุก 10 ปีโดยนำตัวไปกักขังอยู่บนเกาะร้างแห่งหนึ่ง
ครั้นพ้นคุกออกมา ซูมาได้รับหน้าที่ในองค์กรลับ (ใต้ดิน) “เพื่อการบูรณาการบ้านเมืองแห่งแอฟริกา” ได้ 2 ปีก็จำต้องหลบหนีการกวาดล้างจากอำนาจรัฐบาลเผด็จการชาวผิวขาวโดยการหลบหนีไปซ่อนตัวในดินแดนด้านใต้ของแอฟริกาและต่างประเทศเช่น สวิตเซอร์แลนด์เป็นอาทิ เพื่อปฏิบัติหน้าที่เป็นสายลับสื่อสารให้แก่กลุ่มกองกำลังใต้ดินเพื่อต่อต้านอำนาจรัฐชาวผิวขาวในขณะนั้น
มาปี ค.ศ.1990 รัฐบาลชาวผิวขาวประกาศยกเลิกความผิดข้อหาก่อการร้าย และรอดพ้นการจับกุม “ซูมา” จึงได้กลับบ้านเกิดอีกครั้ง พร้อมกับการได้รับเลือกให้เป็นรองเลขาธิการใหญ่ เขาจึงกลับเข้าสู่ในแวดวงอำนาจอย่างสมความมุ่งหมาย
หลังจากประเทศแอฟริกาได้สถาปนารัฐบาลยุคใหม่ในปี 1994 แล้ว จากนั้นเพียง 3 ปี เมื่อปี 1997 “ซูมา” ก็สามารถไต่เต้าเข้าสู่วงการเมืองอย่างเต็มรูปแบบในตำแหน่งรองประธานสภาและรองประธานาธิบดี นั่งเก้าอี้ผู้นำอันดับ 2 ของประเทศดังกล่าว
อดีตประธานาธิบดี “จาคอบ ซูมา” ได้ประกาศแสดง “Spirit” ในการลาออกจากตำแหน่งอย่างฉะฉานว่า..
“แม้ข้าพเจ้าจะไม่เห็นพ้องกับการลงมติให้ข้าพเจ้าลงจากบัลลังก์อำนาจก็ตาม แต่ทว่า ..ข้าสำนึกว่า ประเทศชาติแอฟริกาอันเป็นที่รัก มิอาจต้องมาประสบชะตากรรมความแตกแยกเพราะตัวข้า ฉะนั้น ข้าจึงตัดสินใจลาออก เพื่อให้เกิดผลการปรองดองในทันที..” …ทำให้เห็นสัจธรรมว่า แม้ “material Force” ถึงเวลาก็ช่วยอะไรไม่ได้… ว่าไหม?
พิเคราะห์ข้อกล่าวหาและข้อเท็จจริงแล้ว ยังมิอาจสรุปได้ว่ามีความผิดจริงหรือไม่? แต่กระแสข่าวทางสังคมในเรื่อง “คอร์รัปชั่น” ก็ได้ยังผลทำให้วิถีชีวิตทางการเมืองของ “ซูมา” ปิดฉากลงอย่างไม่คาดคิด เหมือนหน้ามือเป็นหลังมือ ด้วยเสียงขับไล่ดังกระหึ่ม เขาจึงเหมือนตกสู่เหวนรกอเวจีในที่สุด ..ทำให้มีคนเกิดปุจฉาอยากรู้ว่า ในอนาคต “ซูมา” ผู้เคยครองอำนาจสูงสุดในแอฟริกาใต้ได้ถึง 9 ปีนั้น จะมีจุดจบบั้นปลายชีวิตอย่างไร?
อย่างไรก็ดี ผู้เขียนได้ตั้งจิตอธิษฐานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลก ขอดลบันดาลให้ผู้นำประเทศทั้งหลาย ผู้ซึ่งผู้เขียนเคยชื่นชมในผลงานและ “ศรัทธา” ด้วยใจ…จงอย่าได้เจริญรอยตาม “จาคอบ ซูมา” ประธานาธิบดีแห่งแอฟริกาเทอญ…สาธุ

