“ดอยสุเทพถูกกระทำ ย่อมสะเทือนทั้งลุ่มน้ำเจ้าพระยา” เพราะต่างมีความเป็นมาร่วมกันทางรากเหง้าเผ่าพันธุ์ และทางประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมในไทย
โยนก-ล้านนา กับ ลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีบรรพชนร่วมกันเป็นคนพื้นเมืองดั้งเดิมดึกดำบรรพ์หลายพันปีมาแล้ว มีทั้งพูดตระกูลภาษามอญ-เขมร, ม้ง-เมี่ยน, จีน-ทิเบต จนถึงชวา-มลายู และอื่นๆ
ต่อมาใช้ภาษาตระกูลไต-ไท เป็นภาษากลางทางการค้าขายแลกเปลี่ยน ครั้นนานไปก็ตกอยู่ในอำนาจของภาษาและวัฒนธรรมไต-ไท ที่เรียกกันสมัยหลังว่า ไทย
ตำนานนิทานเรื่องขุนบรม ตระกูลไต-ไทจากเมืองแถน (ในเวียดนาม) บอกร่องรอยความสัมพันธ์ว่าเชื้อสายขุนบรมคนหนึ่งโยกย้ายไปเป็นเจ้านายผู้นำดินแดนโยนก-ล้านนา อีกคนหนึ่งเป็นเจ้านายผู้นำดินแดนลุ่มน้ำเจ้าพระยา
พงศาวดารเหนือ มีตำนานนิทานเล่าว่าเจ้านายกลุ่มสยาม (สุพรรณบุรี-ราชบุรี-เพชรบุรี) เกี่ยวดองเป็นเครือญาติกับเจ้านายหริภุญไชย (ลำพูน) หลักฐานสนับสนุนเรื่องนี้เป็นประติมากรรมปูนปั้นรูปเศียรยักษ์-เทวดา ฝีมือช่างแบบหริภุญไชย อายุราว พ.ศ. 1600-1700 พบที่เมืองอู่ทอง อ. อู่ทอง จ. สุพรรณบุรี
สำเนียง “เหน่อสุพรรณ” ภาษาพูดในชีวิตประจำวันของคนฟากตะวันตกแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นสำเนียงเดียวกับลาวเหนือ (ล้านช้าง-ล้านนา) ส่งผลให้เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน มีโครงเรื่องหลักอยู่ที่ความขัดแย้งระหว่างลุ่มน้ำเจ้าพระยา (พระพันวษา) กับล้านนา (เจ้าเชียงอินทร์ เมืองเชียงใหม่)
ขับเสภาของลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีต้นทางอยู่ที่ประเพณี “ขับซอยอยศ” ของล้านนา-ล้านช้าง ซึ่งฟักตัวอยู่ภาคกลางนับพันปีมาแล้ว จนถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ จึงพัฒนาเป็น “ตีกรับขับเสภา” อย่างที่รู้จักทั่วไปจนถึงทุกวันนี้
โคลงสี่สุภาพที่แพร่หลายในภาคกลาง มีต้นทางจากคำขับลำตามประเพณีล้านนา-ล้านช้าง ลุ่มน้ำโขง
ยังมีอีกมากเป็นวัฒนธรรมร่วมกัน ที่สำคัญได้แก่ ดอยสุเทพเป็นแหล่งต้นน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยา ถ้าดอยสุเทพถูกกระทำย่อมสะเทือนทั้งลุ่มน้ำเจ้าพระยา

