หากฉายภาพคนข้างกาย หรือ “กุนซือ” ของบิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคสช. เหมือนเห็นภาพคนกลุ่มนี้เคยอยู่ข้าง ทักษิณ ชินวัตร ที่ร่วมกันปลุกปั้นพรรคไทยรักไทย จนสร้างประวัติศาสตร์ชนะเลือกตั้ง ได้ส.ส.ท่วมท้นสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้สำเร็จ
แต่เมื่อย้อนรอยความสำเร็จในครั้งนั้น ทักษิณใช้ทฤษฎี “ขนมชั้น” เริ่มต้นจากการนำเทคโนแครต นักวิชาการ มารวมตัวกันคิดนโยบายเพื่อซื้อใจคนรากหญ้า พร้อมๆกับดึงนักธุรกิจชั้นนำที่ประสบความสำเร็จมาร่วมทีม และโปะด้วยนักเลือกตั้งอาชีพเป็นชั้นสุดท้าย
กลุ่มเทคโนแครตและนักวิชาการที่ย้ายข้างมาร่วมทีมบิ๊กตู่ ได้เห็นถึงจุดอ่อนของ “ทฤษฎีขนมชั้น” และนำมาต่อยอดหวังสร้างปาฎิหาริย์ให้ “ลุงตู่” กลับมานั่งนายกฯภายใต้กติกาประชาธิปไตย
จุดอ่อนของทฤษฎีขนมชั้น คือ ทักษิณใช้วิธีดูดพรรคการเมืองต่างๆให้มาอยู่ใต้อาณัติเพื่อกระชับอำนาจ จนนำมาซึ่งวลีเผด็จการรัฐสภา แม้สร้างเงื่อนไขให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง แต่ก็บ่มเพาะศัตรูในทางการเมือง ธุรกิจ และข้าราชการ เหมือนหม้อต้มน้ำที่ไม่มีรูระบายเพื่อรอการระเบิด
บทเรียนในครั้งนั้นกุนซือบิ๊กตู่มีการปรับทฤษฎีนี้เพื่อมาใช้กับพรรคใหม่ผ่านมือไม้ที่ชื่อ อุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม และ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ ที่กำลังระดมเทคโนแครต นักวิชาการในชั้นแรก ผสานกับธุรกิจกลุ่มทุนภายใต้โครงการประชารัฐ
พร้อมๆกับดีลกลุ่มการเมือง อาทิ กลุ่มตระกูลสะสมทรัพย์ บ้านริมน้ำของสุชาติ ตันเจริญ กลุ่มมัชฌิมาของสมศักดิ์ เทพสุทิน
โดยพรรคใหม่นี้ไม่จำเป็นต้องมีส.ส.มากมาย แต่จะเป็นแค่พรรคแกนหลักเพื่อต่อท่ออำนาจ
ขณะเดียวกันก็ใช้วิธีการดอง หรือ หมั้นหมาย กับบรรดาพรรคขนาดกลางและเล็กด้วยเงื่อนไขดึงมาช่วยงาน เช่น พรรคพลังชล หรือ มัดจำด้วยงบประมาณ เช่น พรรคภูมิใจไทยของเนวิน ชิดชอบ เพื่อจับมือร่วมรัฐบาลหลังการเลือกตั้งใหญ่
ภายใต้ทฤษฎีขนมชั้นนั้น บิ๊กตู่ยังใช้เกมลับ ลวง พราง อาศัยนายทหารน้องรักที่ชื่อ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ หรือ บิ๊กแดง ผช.ผบ.ทบ. และ ประธานกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล ทหารที่มีคอนเนกชั่นการเมืองแน่นปึ๊ก มอบหมายให้ปฎิบัติภารกิจลับ ทำหน้าที่เสมือนแม่บ้าน คอยประสาน ดีล และเคลียร์เงื่อนไขพิเศษ
ทั้งหมดเพื่อนำไปสู่เป้าหมายยึดเก้าอี้บนตึกไทยคู่ฟ้าอีกครั้ง

