หน้าแรก เด่นวันนี้ เรื่องเล่าจาก...

เรื่องเล่าจากวาติกัน : โดย พระราชรัตนสุนทร

31.05.18 | 14:00 น.

หลังจากที่คณะสงฆ์วัดพระเชตุพนเดินทางกลับจากประเทศอิตาลี เพื่อนำคัมภีร์พระมาลัยอักษรขอม (บาลี-ไทย) ถวายแด่องค์สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ณ นครรัฐวาติกัน เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2561 ที่ผ่านมานี้

พระราชรัตนสุนทร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพน ผู้ได้รับมอบหมายจากพระเทพวีราภรณ์ เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพน ให้เป็นผู้แทนคณะสงฆ์นำพระคัมภีร์ไปถวาย

พระราชรัตนสุนทร (เจ้าคุณวินัย) ได้ให้ความเมตตาถ่ายทอดเรื่องราวและความรู้สึกที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ว่า

“อาตมาได้รับมอบหมายจากพระเทพวีราภรณ์ เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพน ให้เป็นผู้แทนคณะสงฆ์ของวัด นำคัมภีร์พระมาลัยที่ปริวรรตแล้วเสร็จ ซึ่งรัชกาลที่ 7 แห่งราชวงศ์จักรี ทรงนำไปถวายแด่องค์สมเด็จพระสันตะปาปาปิโอที่ 1 เมื่อปี พ.ศ.2477 และเมื่อคัมภีร์ฉบับนี้ปริวรรตแล้วเสร็จ คณะทำงานก็ได้นำไปถวายแด่องค์สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ณ นครรัฐวาติกัน ประเทศอิตาลี เพื่อจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑ์แห่งนครรัฐวาติกัน ให้กับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกชม ตามพระสมณประสงค์ในพระองค์ท่าน อาตมาจำความรู้สึกในวันเข้าเฝ้าได้เป็นอย่างดี โดยในช่วงเช้าของวันที่ 16 พฤษภาคม 2561 ทางคณะวาติกันได้ส่งรถบัสจำนวน 2 คัน มารับคณะสงฆ์และคณะกรรมการ รวมถึงผู้ร่วมเดินทางทั้งหมด 54 คนถึงที่พัก ซึ่งคณะเดินทางก็มีพระราชปริยัติมุนี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพน เป็นหัวหน้าคณะปริวรรตพระคัมภีร์

มีท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ท่านวีระ โรจน์พจนรัตน์ เป็นผู้แทนรัฐบาล มีท่านมานัส ทารัตน์ใจ อธิบดีกรมการศาสนา มีคุณฐาปน สิริวัฒนภักดี ไวยาวัจกรวัดพระเชตุพน และคณะกรรมการทั้งหมด

Advertisement

อาตมาและผู้เดินทางทุกคนรู้สึกปลาบปลื้มใจเป็นอย่างยิ่งในความเมตตาของพระองค์ท่าน โดยตลอดเส้นทางที่รถบัสนำเราเข้าไป ทราบจาก มองซินญอร์ ดร.วิษณุ ธัญญอนันต์ ผู้ประสานงานของวาติกัน ว่าเป็นเส้นทางพิเศษที่มีการอนุญาตเฉพาะคณะสงฆ์และคณะกรรมการที่เดินทางมาถวายพระคัมภีร์เท่านั้น โดยเราใช้เวลาเดินทางจากที่พักมาถึงห้องพิธีการในนครรัฐวาติกัน เพียงแค่ 20 นาที ตำรวจและองครักษ์ที่รักษาความปลอดภัยขององค์สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสให้การต้อนรับคณะเราเป็นอย่างดี แม้จะดูเข้มงวดมีระเบียบแต่ก็อำนวยความสะดวกทุกอย่างดียิ่ง เนื่องจากเป็นการเข้าเฝ้าส่วนพระองค์อย่างใกล้ชิด

พอถึงเวลา 09.05 น. สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสก็เสด็จมาถึงห้องพิธีการ อาตมาเป็นผู้แทนกล่าวรายงาน อาตมาก็กล่าวถึง ระยะเวลาดำเนินการทั้งหมดร่วม 2 ปี กว่าจะปริวรรตคัมภีร์พระมาลัยแล้วเสร็จ เราเริ่มปริวรรตตั้งแต่ปี พ.ศ.2559 จากภาษาขอมโบราณเป็นขอมไทย จากขอมไทยเป็นบาลีและจากบาลีเป็นไทยสมัยก่อน และสุดท้ายคือไทยร่วมสมัย โดยทางวาติกันจะนำไปแปลต่ออีก 7 ภาษา ก่อนที่จะมีการจัดแสดง

หลังจากที่กล่าวรายงานแล้วเสร็จ สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสก็ได้กล่าวต้อนรับคณะเป็นภาษาอิตาลี แม้ว่าอาตมาจะฟังภาษาอิตาลีไม่รู้เรื่องเลยสักนิด แต่รู้ว่าพระองค์ท่านทรงกล่าวถึงชื่อวัดพระเชตุพน และสังเกตได้ว่าพระพักตร์ของพระองค์ท่านเต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตตาและรอยยิ้ม หลังจากนั้นก็มีพิธีการถวายพระคัมภีร์ ซึ่งมองซินญอร์ ดร.วิษณุ ธัญญอนันต์ ได้แจ้งแก่คณะเราว่า สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสมีพระสมณประสงค์ที่จะมอบของที่ระลึก ร่วมบันทึกภาพและสัมผัสมือกับทุกคนทั้ง 54 คน สร้างความปลาบปลื้มและยินดียิ่งให้กับคณะเรา

จากนั้นก็มีการถวายของที่ระลึกจากประเทศไทย มีหนังสือที่สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายกประทานให้อาตมาเพื่อนำมาถวายแด่องค์สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส

หลังจากนั้นก็มีการถวายเบญจรงค์จากประเทศไทยจำนวน 5 ชิ้น ซึ่งพิธีการถวายคัมภีร์พระมาลัยทั้งหมดก็ใช้เวลาประมาณ 30 นาที จึงแล้วเสร็จ

และอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้คณะผู้เดินทางทั้งหมดรู้สึกประทับใจเป็นอย่างยิ่ง ก็คือการประทานพระอนุญาตและมอบหมายให้มองซินญอร์ อินดูนิล รองปลัดกระทรวงว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างศาสนาของวาติกัน ร่วมเสวนาและเยี่ยมชมการทำงานของผู้บริหารระดับสูงของสมณกระทรวง ซึ่งการเสวนาครั้งนี้ มองซินญอร์ อินดูนิล พระราชปริยัติมุนี และนายฐาปน สิริวัฒนภักดี ไวยาวัจกรวัดพระเชตุพน มีความเห็นตรงกันว่า มิตรภาพที่งดงามระหว่างสองศาสนา คือพุทธและคริสต์ แม้จะมีความต่างในเรื่องความความเชื่อและศรัทธา แต่เราสามารถอยู่ร่วมกัน ทำงานร่วมกันได้ เพื่อสร้างโลกใบนี้ให้มีความสามัคคี และสันติสุข หลังจากนั้นคณะก็เข้าพบ ดร.บาร์บารา จัดตา ผู้อำนวยการใหญ่แห่งพิพิธภัณฑ์นครรัฐวาติกัน ทางผู้แทนพิพิธภัณฑ์กล่าวขอบคุณคณะสงฆ์ไทยและมีการเสวนาร่วมกันในฐานะหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบ และนิมนต์คณะสงฆ์ปริวรรตพระคัมภีร์เพื่อนำมาจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑ์ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง โดยอาตมาได้มอบของที่ระลึกให้กับผู้อำนวยการใหญ่แห่งพิพิธภัณฑ์วาติกันด้วย และทางคณะวาติกันก็นำคณะผู้เดินทางจากประเทศไทยทั้งหมดเข้าชมพิพิธภัณฑ์แห่งนครรัฐวาติกัน ทั้งในส่วนของ “สกาวี่” ภายใต้มหาวิหารนักบุญเปโตร (เซนต์ปีเตอร์) ที่เป็นที่ฝังพระศพของนักบุญเปโตร ผู้เป็นสันตะปาปาองค์แรกของวาติกัน ชมวิหารซิสติน ชมภาพวาดของมีเกลัน เจโล หรือไมเคิล แองเจลโร่ ศิลปินมือเอกของโลก และอื่นๆ อีกหลายอย่าง ซึ่งอาตมาจำชื่อได้ไม่หมดเพราะเป็นภาษาอิตาลี อาจจะจำยากไปสักหน่อย

สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ เหนือสิ่งอื่นใด การได้นำคัมภีร์พระมาลัยซึ่งเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์และมีคุณค่ายิ่งต่อพระพุทธศาสนา ยิ่งได้ทราบว่าจากการบันทึกในจดหมายเหตุของวาติกัน พระคัมภีร์เล่มนี้ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) ทรงนำไปถวายไว้เมื่อปี พ.ศ.2477 ผ่านไปถึง 84 ปี และเมื่อปี พ.ศ.2515 สมเด็จพระวันรัต เจ้าอาวาสแห่งวัดพระเชตุพน ก็ได้เดินทางมาเข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปา ปอลที่ 6 โดยทางวาติกันก็ได้มีการบันทึกและวาดภาพการเข้าเฝ้าในครั้งนั้นจัดแสดงไว้ ณ สมณกระทรวงว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างศาสนา

ดังนั้น คัมภีร์พระมาลัยเล่มนี้นอกจากเป็นคัมภีร์ที่ทรงคุณค่าทางพระพุทธศาสนาแล้ว ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพที่ดำเนินมาอย่างยาวนานระหว่างศาสนาพุทธและศาสนาคริสต์ จึงถือเป็นความภาคภูมิใจสูงสุดที่ได้นำไปแปลและจัดแสดงให้นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกชม ณ พิพิธภัณฑ์แห่งนครรัฐวาติกัน อาตมาในนามพระภิกษุสงฆ์ไทยรูปหนึ่งก็รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับนิมนต์จากทางสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสและจากทางวาติกันให้ทำงานอันทรงค่าเช่นนี้

การได้เผยแผ่หลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาในพิพิธภัณฑ์ระดับโลกให้คนทั่วโลกเห็นเช่นนี้ ถือเป็นความภาคภูมิใจสูงสุดที่อาตมาได้ถวายการทำงานให้พระพุทธศาสนา คณะสงฆ์ไทยและคณะสงฆ์วัดพระเชตุพน ซึ่งมีพระเดชพระคุณ พระเทพวีราภรณ์ เป็นอธิบดีสงฆ์วัดพระเชตุพน

พระราชรัตนสุนทร
ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพน