สื่อสิ่งพิมพ์ที่เกิดจากเทคโนโลยีการพิมพ์ที่รุ่งเรืองมาถึง 182 ปี นับจากสื่อสิ่งพิมพ์ภาษาไทยถูกพิมพ์เป็นครั้งแรกโดยทีมงานของหมอบรัดเลย์ เมื่อ 3 มิถุนายน 2379 ณ วันนี้การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีดิจิทัลกระทบกับธุรกิจการพิมพ์และวงการสื่ออย่างพลิกผัน
ได้มีโอกาสพูดคุยกัน อาจารย์ ดร.วิชัย พยัคฆโส นักวิชาการและนักบริหารเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการพิมพ์มาเกือบทั้งชีวิต ด้วยประสบการณ์ของผู้บริหารสูงสุดโรงพิมพ์ราชการที่ผลิตหนังสือเรียนที่ใหญ่ที่สุด ผู้บุกเบิกสมาคมส่งเสริมวิชาการพิมพ์ ผู้บริหารมหาวิทยาลัย ประธานเครือข่ายสถาบันการศึกษาด้านการพิมพ์และสื่อแห่งประเทศไทย รองประธานมูลนิธิเงินทุนงานแสดงการพิมพ์แห่งประเทศไทย ฯลฯ เพื่อแลกเปลี่ยนทรรศนะของอนาคตการพิมพ์และสื่อของประเทศ
๐หลังจากวันที่ 3 มิถุนายน 2379 การพิมพ์และการผลิตสื่อสิ่งพิมพ์เจริญก้าวหน้ามาเป็นลำดับ สร้างมูลค่ารายได้มหาศาล “วันการพิมพ์ไทย” มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมการพิมพ์อย่างไร
ความจริงการพิมพ์และสิ่งพิมพ์เกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา รัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ในปี พ.ศ.2205 สังฆราชลาโน (Louis Laneau) ซึ่งเป็นมิชชันนารีคาทอลิกเข้ามาสอนศาสนาในสมัยนั้น ได้แปลและแต่งหนังสือศาสนาคริสตังเป็นภาษาไทย 26 เล่ม มีไวยากรณ์และพจนานุกรมอีกเล่มหนึ่ง แต่ใช้เขียนด้วยอักษรโรมันอ่านเป็นภาษาไทย ได้สร้างโรงเรียนและโรงพิมพ์ที่ตำบลเกาะมหาพราหมณ์เหนือกรุงเก่าขึ้นไป กับทั้งสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้ทรงโปรดให้ตั้งโรงพิมพ์ขึ้นที่เมืองลพบุรีอีกแห่งหนึ่ง แต่หลักฐานต่างๆ สูญหายและถูกทำลายในช่วงการทำสงครามกับพม่าสูญเสียกรุงศรีอยุธยา ยังคงมีแต่จดหมายเหตุเอกสารที่ปรากฏเหลืออยู่ในต่างประเทศเท่านั้น
๐แล้วเกิดวันการพิมพ์ไทย 3 มิถุนายน 2379 ได้อย่างไร
ในปลายรัชกาลที่ 3 แห่งราชวงศ์จักรี มิชชันนารีคนสำคัญชื่อหมอบรัดเลย์ (Dr.Dan Beach Bradley M.D.) ชาวอเมริกัน ได้เข้ามาเผยแผ่ศาสนาในประเทศไทย ได้มีบทบาทสูงยิ่งในการพิมพ์และการแพทย์ได้นำตัวพิมพ์ภาษาไทยจากสิงคโปร์และร่วมกับบาทหลวงโรบินสัน สร้างแท่นพิมพ์ไม้ขึ้น และได้จัดพิมพ์หนังสือไทยออกมาเป็นครั้งแรก ตามบันทึกของหมอบรัดเลย์ในหนังสือประชุมพงศาวดารภาคที่ 12 ความว่า “วันที่ 3 มิถุนายน 2379 (ค.ศ.1836) วันนี้รอบินสันได้ส่งหนังสือแผ่นหนึ่งเป็นภาษาไทยมาให้หมอบรัดเลย์แยกถ้อยคำนับว่าหนังสือฉบับนี้เป็นหนังสือไทยฉบับแรกที่พิมพ์ในเมืองไทย”
๐ทราบว่ามีการพิมพ์มาก่อนหน้านี้
อันที่จริงการพิมพ์ภาษาไทยเกิดมาก่อนที่ย่างกุ้ง ประเทศพม่า ซึ่งนาง Nancy Judson ชาวอเมริกันได้ออกแบบตัวอักษรไทยและจัดพิมพ์เป็นเอกสารสอนศาสนาคริสต์เมื่อปี พ.ศ.2360 และในสมัยรัชกาลที่ 1 สังฆราชการ์โนลได้กลับมาสอนศาสนาและได้จัดตั้งโรงพิมพ์ที่วัดซางตาครูส ตำบลกุฎีจีน ฝั่งธนบุรี ชื่อหนังสือ “คำสอนศฤศตังพิมพ์ขึ้นในวัดซางตาครูส ณ บางกอก ศักราชแต่ไถ่ชาติมนุษย์ 1796” มากับ พ.ศ.2339 แต่ขาดหลักฐานอ้างอิงแน่ชัด
จากหลักฐานวันที่ 3 มิถุนายน 2379 และหมอบรัดเลย์ได้จัดตั้งโรงพิมพ์ทั้งพิมพ์คำสอนศาสนา พิมพ์ตำรับการใช้ยา และรับจ้างพิมพ์ ในปี 2382 โดยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จ้างพิมพ์ประกาศห้ามสูบฝิ่น 9,000 ฉบับ นอกจากนี้ หมอบรัดเลย์ยังจัดพิมพ์ปฏิทิน จัดพิมพ์หนังสือพิมพ์ฉบับแรกในเมืองไทยชื่อ Bangkok Recorder เมื่อ 4 กรกฎาคม 2387 กับทั้งซื้อลิขสิทธิ์หนังสือนิราศลอนดอนของหม่อมราโชทัย เมื่อ 15 มิถุนายน 2404 และหนังสืออื่นๆ อีกมาก เป็นการจุดประกายการพิมพ์เพื่อผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ที่มีหลักฐานชัดเจนที่สุด
จากบทบาทนี้เอง ผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมการพิมพ์ไทย จึงได้ร่วมกันระลึกถึงท่าน ยกให้ 3 มิถุนายน 2379 เป็นวันการพิมพ์ไทยมาโดยตลอด
๐หลังจากหมอบรัดเลย์เข้ามาบุกเบิกการพิมพ์ได้ก้าวหน้าเติบโตได้อย่างไร
คนไทยและผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมการพิมพ์ ได้รำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสมอมา เพราะพระองค์ท่านที่ยังทรงเป็นเจ้าฟ้ามงกุฎทรงผนวชอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหาร ได้โปรดให้สั่งเครื่องพิมพ์มาตั้งที่วัดบวรนิเวศ วันใดปีใดไม่ปรากฏ นำมาจัดพิมพ์เอกสารเผยแผ่พระพุทธศาสนา เช่น พระปาฏิโมกข์ หนังสือสวดมนต์โดยแกะตัวพิมพ์ เป็นอักษรอริยกะ (มคธ) ใช้แทนหนังสือลานและมีพระสงฆ์ภายในวัดช่วยการเรียงพิมพ์ พิมพ์และทำเล่ม ต่อมาพัฒนามาเป็นโรงพิมพ์ชื่อว่า “โรงพิมพ์มหามงกุฏ”
เมื่อปี 2392 ได้สั่งซื้อเครื่องพิมพ์หิน โดยใช้พระสหายที่นิวยอร์กติดต่อให้จากเอเยนต์ในสิงคโปร์มูลค่าประมาณ 200 เหรียญ หลังจากพระองค์ทรงขึ้นครองราชย์ในปี 2394 ทรงให้จัดตั้งโรงพิมพ์หลวง ณ พระที่นั่งภาณุมาศจำรูญ ในพระบรมมหาราชวัง ขนานนามว่า “โรงพิมพ์อักษรพิมพการ” ได้สั่งเครื่องพิมพ์โยก พิมพ์แบบอัดก๊อบปี้ หรือเรียกว่าระบบ “เลตเตอร์เพรส” เข้ามาเพิ่มเติมกับทั้งให้ขุนมหาสิทธิโวหาร ไปดูงานการพิมพ์หินเพิ่มเติมในอังกฤษ จ้างช่างพิมพ์ฝรั่งเข้ามาและสอนข้าราชบริพารในโรงพิมพ์อักษรพิมพการ จนถึงวันที่ 15 มีนาคม 2401 โปรดให้จัดพิมพ์หนังสือราชการฉบับแรกคือ ราชกิจจานุเบกษาขึ้นมา จากนั้นการพิมพ์เริ่มแพร่หลายทั้งของฝรั่งและคนไทยมากขึ้นเป็นลำดับ
นับได้ว่าพระองค์ท่านทรงเป็นเจ้าของโรงพิมพ์ของคนไทย เป็นโรงเรียนฝึกสอนการพิมพ์แก่ข้าราชบริพาร เป็นการริเริ่มกิจการพิมพ์โดยเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมการพิมพ์จึงเทิดทูนพระองค์ท่านทรงเป็น “พระบิดาแห่งการพิมพ์ไทย” โดยร่วมกันรำลึกถึงคุณูปการอันยิ่งใหญ่ในวันที่ 15 มีนาคมของทุกปี
*เทคโนโลยีการพิมพ์ได้มีวิวัฒนาการมาตั้งแต่การพิมพ์หิน การพิมพ์เลตเตอร์เพรส การพิมพ์ออฟเซต และการพิมพ์อื่นๆ ตามมาเป็นลำดับ ส่วนการพัฒนาคนรองรับกับกิจการพิมพ์และเทคโนโลยีการพิมพ์มาได้อย่างไร
จากการบุกเบิกกิจการพิมพ์ของหมอบรัดเลย์ และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงเป็นจุดเปลี่ยนของกิจการพิมพ์ เข้าสู่อุตสาหกรรมการพิมพ์เพื่อผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ให้กับประเทศไทยมาเกือบ 200 ปี เทคโนโลยีการพิมพ์จึงพัฒนาไปสู่การคิดค้นระบบการพิมพ์เพื่อให้ได้สิ่งพิมพ์ พิมพ์ได้สวยขึ้น เร็วขึ้น มาเป็นลำดับ เช่น ระบบการพิมพ์หิน เปลี่ยนมาสู่การพิมพ์เลตเตอร์เพรส ที่ใช้อักษรตะกั่วเรียงพิมพ์ พัฒนามาสู่การพิมพ์ออฟเซตที่ใช้แม่พิมพ์พื้นราบที่ใช้กันแพร่หลายในขณะนี้ แล้วนำไปสู่การพัฒนาระบบอื่นๆ เช่น การพิมพ์ร่องลึก การพิมพ์สกรีน การพิมพ์ไร้แรงกด เหล่านี้เป็นต้น
ในขณะที่โรงพิมพ์เริ่มขยายตัวมีมากขึ้น ย่อมใช้แรงงานมากขึ้นและต้องใช้ความรู้ทั้งเชิงวิชาการและปฏิบัติตามเทคโนโลยีเพิ่มมากขึ้น หลังจากรัชสมัยรัชกาลที่ 6 กิจการพิมพ์ได้ขยายตัวแพร่หลายเป็นอย่างมากความเจริญก้าวหน้าของกิจการที่มีความต้องการสูง ส่งผลให้การศึกษาทางการพิมพ์เกิดขึ้นประมาณ พ.ศ.2476 ได้มีการเปิดสอนวิชาการพิมพ์ในระดับอาชีวศึกษาชั้นต้นชั้นปลาย ที่โรงเรียนช่างพิมพ์วัดสังเวช บางลำพู และเปิดสอนกันเป็นลำดับ เช่น โรงเรียนสารพัดช่างพระนคร โรงเรียนดอนบอสโก ซึ่งการพิมพ์ในช่วงนั้นยังเป็นการพิมพ์ระบบเลตเตอร์เพรสหรือเรียกว่าการพิมพ์ฉับแกละ แต่เทคโนโลยีการพิมพ์ของโลกได้เปลี่ยนมาสู่ระบบการพิมพ์ออฟเซต กระทรวงศึกษาธิการได้มองการณ์ไกลถึงการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีจำเป็นต้องเตรียมผลิตบุคลากรทางการพิมพ์ที่มีเทคโนโลยีขั้นสูงไว้รองรับในปี 2496 จึงได้เปิดสอนวิชาการพิมพ์ในระดับ ปวช. ปวส.ที่วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ ครูบาอาจารย์ต่างไปเรียนวิชาการพิมพ์ออฟเซตในสหรัฐและยุโรป กลับมาพัฒนาบุคลากรทางการพิมพ์รองรับกับเทคโนโลยี และรองรับกับอุตสาหกรรมการพิมพ์ได้ทันเวลา ณ วันนี้ได้พัฒนาไปเป็นระดับปริญญาตรีมานานแล้ว
๐เครือข่ายสถาบันการศึกษาด้านการพิมพ์และสื่อ มีความเป็นมาอย่างไร
หลังจากวันที่ 3 มิถุนายน 2379 เป็นต้นมา จนถึงพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 กิจการพิมพ์ได้เจริญรุ่งเรืองตลอดมาตามที่กล่าวไว้ในช่วงต้น การพัฒนาบุคลากรด้านการพิมพ์และสื่อได้ก่อตั้งผลิตบุคลากรได้รองรับในระดับต่างๆ เพิ่มมากขึ้นมีถึง 14 สถาบัน ที่จะต้องร่วมกันให้เป็นเอกภาพในการพัฒนารองรับกับเทคโนโลยีและความต้องการของประเทศในอนาคต จึงมีเจตนารมณ์ร่วมกันก่อตั้ง Thailand Printing Academic Forum (TPAF) จากสถาบันที่มีสาขาการผลิตบุคลากรทางการพิมพ์ เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2554 ได้แก่
1.คณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ธัญบุรี
2.ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางภาพถ่ายและเทคโนโลยีการพิมพ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
3.ภาควิชาเทคโนโลยีการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี
4.ภาควิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาภิราช
5.สาขาเทคโนโลยีการพิมพ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล กรุงเทพ
6.วิชาเอกเทคโนโลยีการพิมพ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ล้านนา
7.สาขาวิชาเทคโนโลยีการพิมพ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
8.สถาบันวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม
9.แผนกวิชาการพิมพ์ วิทยาลัยเทคนิคมีนบุรี
10.แผนกวิชาการพิมพ์ วิทยาลัยสารพัดช่างพระนคร
11.แผนกวิชาการพิมพ์สกรีน วิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา
12.แผนกวิชาการพิมพ์ โรงเรียนดอนบอสโก
13.ศูนย์ฝึกอบรมเทคโนโลยีการพิมพ์แห่งชาติ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
14.โรงเรียนวิศวกรรมแหลมฉบัง
ทั้ง 14 สถาบันได้ให้สัตยาบันร่วมกัน ด้วยเจตนารมณ์ 7 ข้อหลักๆ โดยสรุปเพื่อเป็นศูนย์กลางความร่วมมือทางวิชาการ การวิจัย พัฒนาบุคลากรตามความต้องการของประเทศ ประสานความร่วมมือกับเครือข่ายองค์กรภาครัฐและเอกชนในประเทศและต่างประเทศ เป็นต้น โดยได้ร่วมกันดำเนินกิจกรรมต่อการพัฒนาบุคลากรรองรับกับเทคโนโลยีและความต้องการของสถานประกอบการมาเป็นลำดับ
๐เครือข่าย มีมากถึง14 สถาบัน มีบทบาทต่ออุตสาหกรรมการพิมพ์มากน้อยเพียงใด
ต้องเข้าใจก่อนว่ากิจการพิมพ์ พัฒนามาเป็นอุตสาหกรรมการพิมพ์เพราะจะมีกิจการหรืออุตสาหกรรม เชื่อมโยงอีกมากมายมาเป็น supply chain และ value chain ร่วมกัน มีโรงพิมพ์ประเภทต่างๆ ตั้งแต่ขนาดเล็ก กลางใหญ่ มากกว่า 3,000 แห่ง กระจายทั่วประเทศ เช่น การพิมพ์หนังสือพิมพ์ การพิมพ์หนังสือเรียนหนังสือทั่วไป การพิมพ์ทั่วไป การพิมพ์พลาสติก การพิมพ์ผ้า การพิมพ์โลหะ การพิมพ์แก้ว การพิมพ์สิ่งพิมพ์ปลอดทำเทียม เช่น ธนบัตร เช็ค พาสปอร์ต สลากกินแบ่ง โฉนดที่ดิน และสิ่งพิมพ์เอกสารสำคัญอีกมาก ส่วนธุรกิจเชื่อมโยงที่เป็นวัสดุพิมพ์ มีตั้งแต่การผลิตกระดาษ การผลิตพลาสติก การผลิตโลหะ การผลิตแก้ว การผลิตหมึกพิมพ์ การผลิตเคมีภัณฑ์ รวมถึงธุรกิจปลีกย่อย เช่น การผลิตแม่พิมพ์ การผลิตเคมีภัณฑ์ รวมถึงธุรกิจปลีกย่อย เช่น การผลิตแม่พิมพ์ การแยกสีทำแม่พิมพ์ การทำเล่ม การเคลือบเงา การขึ้นรูป การเจาะ การปั๊มต่างๆ ฯลฯ รวมมูลค่ารายได้นับล้านล้านบาท เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนอุตสาหกรรมอื่นให้เกิดมูลค่าเพิ่ม และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศที่จะขาดอุตสาหกรรมการพิมพ์ไปไม่ได้
สถาบันการศึกษาจึงเป็นสถาบันหลักในการผลิตและพัฒนากำลังคนไปรองรับกับทุกอุตสาหกรรมสถาบันการศึกษาทั้ง 14 สถาบันจึงได้กำหนดยุทธศาสตร์การผลิตบุคลากรให้กับอุตสาหกรรมการพิมพ์ตั้งแต่ระดับฝึกอบรม ปวช. ปวส. ปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก ในปัจจุบัน เพราะความต้องการแรงงานในสถานะประกอบการต่างกัน ในระดับศูนย์ฝึกอบรมพัฒนากำลังคนในสถานประกอบการให้มีทักษะและความรู้เพิ่มขึ้น ระดับอาชีวศึกษาผลิตกำลังคนด้านช่างเฉพาะทางและวิชาชีพขั้นสูง ระดับอุดมศึกษา พัฒนาต่อยอดให้เป็นบัณฑิตนักปฏิบัติเฉพาะทางในระดับปริญญาตรี ส่วนปริญญาโท-ปริญญาเอก ผลิตกำลังคนให้เป็นนักวิเคราะห์ วิจัย แก้ปัญหา และสร้างนวัตกรรมใหม่ในอุตสาหกรรมการพิมพ์ในแต่ละประเภทของเทคโลยีถือได้ว่าในอาเซียนประเทศไทยมีระบบการศึกษาด้านการพิมพ์พร้อมที่สุด สามารถผลิตและพัฒนากำลังคนรองรับกับความต้องการและความก้าวหน้าของเทคโนโลยีได้ระดับหนึ่ง ต้องขอบคุณรัฐบาลที่ได้ตระหนักให้ความสำคัญในการสนับสนุนการศึกษาด้านนี้มาตลอด
ปัจจุบันเหมือนว่าธุรกิจการพิมพ์มีผลกระทบกับภาวะเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ไม่ประสบความสำเร็จก็มี รวมถึงต้องเลิกกิจการก็มี สถาบันการศึกษาและองค์กรทางการพิมพ์มีความเห็นอย่างไร
ต้องยอมรับว่าทุกประเทศในโลกต่างได้รับผลกระทบเช่นกันจากที่โลกถูกเปลี่ยนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม รัฐบาลไทยจึงจำเป็นต้องก้าวให้ทันโลกด้วยการกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศไทยไปสู่โลกที่ 1 มีรายได้ของประชากรต่อหัวต่อปี มากกว่า 13,000 เหรียญสหรัฐ เวลานี้มีรายได้ต่อหัวเพียงครึ่งเดียว ต่างกับสิงคโปร์ บรูไน และมาเลเซีย ที่ก้าวพ้นความยากจนไปแล้ว ด้วยการใช้ทรัพยากรมนุษย์มาพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยรัฐบาลเน้นไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 หรืออุตสาหกรรมใหม่แห่งอนาคต 10 เป้าหมาย (10s-curve)
อุตสาหกรรมการพิมพ์ต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิด (mind-set) เข้าสู่การเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งอนาคต หากเริ่มต้นช้าจะประสบปัญหาเหมือนกัน KODAK ที่ถูกเทคโนโลยีดิจิทัลมาทำลายล้างเทคโนโลยีเดิมๆ จนหมดสิ้น การผลิตสื่อ เพื่อการสื่อสารระหว่างมนุษย์ในโลกปรับเปลี่ยนไปสู่ digital platform สื่อสิ่งพิมพ์จะถูกสื่อใหม่ (now media) มีบทบาทสอดแทรกเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะสื่อหลอมรวม (convergence media)
เอาเป็นว่าในปี 2565 จะมีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตถึง 50 ล้านผู้ใช้ แล้วใช้ social network ที่เป็น social media อย่างหลากหลายได้ทุกแห่งอย่างรวดเร็ว กูเกิล เฟซบุ๊ก ยูทูบ วอทส์แอพ วีแซต คิวคิว อินสตาแกรม ทัมเบลอร์ คิวโซน ไลน์ และเว็บไซต์ธุรกิจออนไลนีกมากมาย นั่นคือบทบาทของสื่อออนไลน์ที่อยู่ใน smart phone, tablet, i-Pad, computer เฉพาะ smart phone ประเทศไทยมีมากกว่า 120 ล้านเลขหมาย เป็นส่วนหนึ่งที่ลดบทบาทสื่อหนังสือพิมพ์ สื่อหนังสือวารสาร และธุรกิจการพิมพ์บางประเภทให้มีส่วนแบ่งในตลาดน้อยลง แต่คงไม่ถึงกับสื่อสิ่งพิมพ์ล่มสลายในเร็ววัน เพียงแต่ต้องปรับเปลี่ยนเป็นสื่อดิจิทัลให้มากขึ้นเช่น e-book e-newspaper e-document ซึ่งต้องใช้เทคโนโลยี VR และ AR ให้มากขึ้น เพราะเมื่อเทคโนโลยี 5G เข้ามาอีกไม่ช้า จะทำให้ความเสถียรและความเร็วเริ่มมากขึ้นถึง 100 เท่า
Fin-Tech เริ่มมีบทบาท ทั้ง prompt pay, M-Pay, digital currency, bit-coins, block-chain, QR code บ้านเราเริ่มแพร่หลายโดยไม่ใช้เงินสด เช่น บางประเทศในยุโรป การพิมพ์ธนบัตรก็จะลดบทบาทพิมพ์น้อยลงตามไปอีกด้วย โดยสรุปกระทบไปทั้งอุตสาหกรรมการผลิตสื่อ การพิมพ์ และอุตสาหกรรมเชื่อมโยงทั้งระบบของ supply chain ทีเดียว
๐อุตสาหกรรมการพิมพ์หรือธุรกิจการพิมพ์จะเตรียมการรองรับผลกระทบดังกล่าวด้วยกลยุทธ์ใดบ้าง
ที่เป็นความเห็นส่วนตัว จะเห็นว่าการผลิตสื่อหรือธุรกิจการพิมพ์บางส่วนได้ปรับเปลี่ยนไปบ้างแล้ว เช่น ร้านแยกสี-ทำแม่พิมพ์ ปรับไปรับพิมพ์ด้วยระบบ digital printing บริษัทโฆษณารับทำ web-site สื่อนอกบ้าน สื่ออินสโตร์สื่อเคลื่อนที่ด้วย digital platform ออกทาง LED กันอยู่แล้ว นับวันสื่อเหล่านี้จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ส่วนหนังสือพิมพ์ พัฒนาไปสู่ e-newspaper เป็น e-book มากขึ้น การปรับตัวแต่เริ่มต้นจึงเป็น เรื่องที่ดี
ถ้ามองดูแนวโน้มอุตสาหกรรมเป้าหมายใน 10 s-curve แล้ว น่าจะปรับเปลี่ยนธุรกิจกับเทคโนโลยีไว้รองรับเช่น
1.ใช้หลักของ products & market diversified ด้วยการใช้เทคโนโลยีไปรองรับ เช่น สิ่งพิมพ์และตัวสินค้าที่เป็น AI หรือ IoT จากอุตสาหกรรมผลิตใหม่ๆ ต้องใช้การพิมพ์ด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม หรือการผลิตกล่องบรรจุภัณฑ์ที่ขยายตัวมากขึ้นจากการผลิตสินค้าในอุตสาหกรรมเป้าหมาย จึงต้องค้นหาให้พบแทนที่จะรับจ้างพิมพ์งานเอกสารเหมือนๆ เดิม
2.ผลิต digital contents ทางการศึกษาที่กำลังปรับสู่กระบวนการเรียนการสอน online เพิ่มมากขึ้น
3.สื่อหนังสือ วารสาร และหนังสือพิมพ์ มุ่งผลิตเนื้อหาเฉพาะเรื่องที่เป็นประโยชน์และสนใจ หรือใช้ Print-on-demand ในการผลิต
4.ธุรกิจการพิมพ์บางส่วนและบริษัทโฆษณา หันไปสร้างสื่ออื่นที่มิใช่สื่อสิ่งพิมพ์ทั้งในและนอกสถานที่ที่มีคุณภาพด้วย VR ที่เป็นภาพเสมือนจริง และ AR ที่เป็นภาพผสมผสานแบบ 360 องศาให้มากขึ้น
5.โรงพิมพ์ทั่วไปเจาะตลาดหาลูกค้าที่เป็น niche ให้พบแล้วสร้างความโดดเด่น 3 เรื่อง
5.1 นวัตกรรมที่เป็นเทคโนโลยี (Innovation Technology)
5.2 สร้างความแตกต่างจากคนอื่น (Differentiation)
5.3 สร้างอัตลักษณ์เฉพาะตัว (Uniqueness)
ในขณะที่ธุรกิจและอุตสาหกรรมปรับตัวเองไปสู่เทคโนโลยีใหม่และตลาดใหม่สถาบันการศึกษาจะรองรับในการผลิตและพัฒนาบุคลากรให้แก่อุตสาหกรรมได้อย่างไร
สถาบันการศึกษามีภารกิจหลัก คือ การผลิตคนและพัฒนาคนให้เป็นทุนมนุษย์ยุค 4.0 จะต้องเปลี่ยนบทบาทใหม่เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของประเทศและสถานประกอบการ ต้องเตรียมปรับบทบาทเหมือนในอดีตที่การผลิตออฟเซตเข้ามาทดแทนการพิมพ์เลตเตอร์เพรสจนหมดสิ้นเช่น
1.ปรับวิธีคิด (Mine-set) ผลิต-พัฒนาคนไปสู่ประเทศและประชาคมโลกให้กว้างมากขึ้นหรือตาม demand side
2.ปรับกระบวนการเรียนการสอน (Learningplatform) โดยบูรณาการหลายๆ สาขาให้รู้กว้างและรู้สึก รวมถึงการสอนแบบ onlineและใช้ทั้งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และ คณิตศาสตร์ (STEM) ให้นักศึกษาคิดวิเคราะห์ได้
3.ปรับโครงสร้างองค์กร (Organization Structure) เช่น ลดขนาด ปริมาณหลักสูตร ปริมาณนักศึกษาตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ร่วมกับภาคเอกชนจัดหลักสูตรและการเรียนการสอนแบบทำงานได้จริง (work based learning)
สถาบันการศึกษาด้านการพิมพ์และสื่อ จะร่วมเป็นเครือข่ายเข้าสู่กรอบแนวคิดของนโยบายการปฏิรูปหลักสูตรได้อย่างไร
ณ วันนี้ เราได้รวบรวมเครือข่ายทั้ง 14 สถาบัน และสถาบันอื่นที่เกี่ยวข้องด้านการพิมพ์และสื่อที่จะปฏิรูปหลักสูตรกันใหม่ทั้งหมด ร่วมหารือแนวทางการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ปฏิรูปหลักสูตรด้านอุตสาหกรรมการพิมพ์และสื่อเข้าสู่การผลิตบุคลากรยุค 4.0 ในเดือนพฤษภาคมนี้ โดยกำหนดขอบเขตและกรอบของหลักสูตรกว้างๆ เน้น Learning Outcomes ที่จะไปประกอบอาชีพให้หลากหลายมากขึ้น โดยสรุป
1.เป้าหมายของแต่ละระดับการศึกษา มุ่งผลิตคนไปทำงานอะไร เช่น เป็นช่างเทคนิค นักวิชาการ นักวิจัย หรือนักปฏิบัติสื่อหลากหลาย
2.แต่ละอาชีพจะมีอัตลักษณ์กำลังคนอย่างไร เช่น
2.1 ทักษะหลัก รู้กว้าง รู้ลึก และรู้หลากหลาย บูรณาการหลายศาสตร์
2.2 บุคลิก-นิสัย เป็นพลเมืองดี มีคุณธรรม-จริยธรรม จิตสาธารณะ รับผิดชอบ มนุษยสัมพันธ์ที่ดี
2.3 ทักษะในการทำงาน มีความคิดสร้างสรรค์-นวัตกรรม วิเคราะห์-แก้ปัญหาได้ การเป็นผู้นำและผู้ประกอบการ ทำงานได้ทันที
2.4 ทักษะความรอบรู้ ด้านภาษาอังกฤษ ICT และการเรียนรู้จากสื่อต่างๆ
ทั้งหมดนี้จะต้องพัฒนาอาจารย์ ร่วมมือกับสถานประกอบการและระหว่างสถาบัน โดยแต่ละสถาบันจะต้องกำหนดหัวข้อ วิชา การวัดผล เข้าสู่สมรรถนะที่ต้องการได้อย่างไรตามกระบวนการต่อไป
๐มีอะไรที่จะฝากถึงรัฐบาลกับองค์กรที่เกี่ยวข้องบ้าง
ในภาครัฐบาล มียุทธศาสตร์เข้าสู่อุตสาหกรรมในอนาคตเป็นเป้าหมายหลักอยู่แล้ว ซึ่งอุตสาหกรรมดิจิทัล เป็นเป้าหมายหนึ่งที่จะต้องพัฒนาไปยังอุตสาหกรรมเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมการพิมพ์และสื่อด้วย ควรส่งเสริมและสนับสนุนควบคู่กันไปในทุกมิติ
ในภาคองค์กรที่เป็นสมาคมและภาคประกอบการ ควรที่จะได้ร่วมกันแสวงหาแนวทางการปรับตัวในธุรกิจการพิมพ์และสื่อ รวมถึงบูรณาการแนวคิดในการพัฒนาร่วมกับภาครัฐและสถาบันการศึกษาอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ธุรกิจบรรลุเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติ รองรับกับความก้าวหน้าและความต้องการของโลกแห่งศตวรรษที่ 21 ในอนาคตที่เปลี่ยนแปลงอย่างพลิกโฉม

