หน้าแรก เด่นวันนี้ ภูมิเศรษฐกิจห...

ภูมิเศรษฐกิจหมูที่ไม่หมู : โดย รศ.ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย

9.06.18 | 13:00 น.
ภาพจาก : https://topwar.ru/uploads/posts/2013-08/thumbs/1376620100_11238580

ท่ามกลางสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับอียู จีน กลายเป็นเรื่องธรรมชาติของความสัมพันธ์การค้าระหว่างประเทศ โดนัลด์ ทรัมป์ จัดให้หมดเพื่อแก้ปัญหาการขาดดุลการค้า การจ้างงานในประเทศของตนเองและความต้องการที่จะสานฝันแบบของอเมริกา โลกในยุคนี้ทำให้เห็นการกำหนดแบ่งแยกแรงงานระหว่างประเทศที่ชัดเจนว่าการผลิตเชิงพาณิชย์จำเป็นที่ต้องคำนึงข้อนี้ จึงจะสามารถสร้างการต่อรองและรักษาอธิปไตยของประเทศทางเศรษฐกิจ ไม่เช่นนั้นจะโดนคุกคามโดยตรงและกลายเป็นเครื่องมือทางการค้าที่สร้างให้เกิดความไร้เสถียรภาพทางการเมืองของประเทศ…พูดง่ายๆ ใครมีต้นทุนดีกว่าคนนั้นเอาไป ไม่มีมิตรแท้ มีแต่ใครคิดได้ดีกว่าก็จัดไป

อย่างกรณีสุกร หรือหมู ตามที่นิยมเรียกกัน เป็นเรื่องภูมิเศรษฐกิจและการใช้เครื่องมือที่นุ่มนวลในการจัดการผลิตภัณฑ์ดังกล่าว และต้องยอมรับว่าวอชิงตันเขาเป็นเทพด้านผลิตภัณฑ์หมูแบบสมบูรณ์ไร้คู่แข่ง มีข้อมูลรายงานว่าหมูของสหรัฐมีราคากิโลกรัมละประมาณ 35 บาท ของไทยเราตกอยู่ประมาณ 50 กว่าบาท ในฐานะที่เราทำการค้ากับทั่วโลกและเป็นสมาชิก WTO ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงเมื่อสู้กันที่ราคา ซึ่งสหรัฐประสบความสำเร็จในตลาดหมูและผลิตภัณฑ์หมูเกือบทั่วโลกทั้งในจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และเวียดนาม

คาดว่าไทยจะไม่สามารถต้านทานได้ ถ้าทรัมป์ใช้มาตรการนี้และคิดว่าทรัมป์จะจัดในเรื่องดังกล่าวแน่นอน

หากอ่านหนังสือที่ทรัมป์เขียน เรื่อง “The art of the deal” นั่นคือเขาจะใช้หลักกรรโชก ข่มขู่และคุกคาม คล้ายๆ กับการยึดทรัพย์ลูกหนี้ของเจ้าหนี้ ซึ่งทำให้เขาสามารถบรรลุข้อตกลง และลูกหนี้ส่วนใหญ่มักจะโกลาหล แต๋วแตก และร้องไห้ฟูมฟาย (ยกเว้น คิมน้อย ที่วิธีการดังกล่าวไม่ได้ผล เพราะเป็นการต่อรองด้านอาวุธและชีวิต)

หันกลับมาดูผู้เลี้ยงสุกรของไทย ที่แสดงความไม่พอใจต่อแรงกดดันที่เกิดขึ้นจากสหรัฐที่กำลังดำเนินการต่อรัฐบาลไทย โดยเรียกร้องให้ไทยเปิดตลาดสำหรับการนำเข้าเนื้อหมู

Advertisement

สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ มีเครือข่ายผู้เลี้ยงสุกรราว 195,000 ราย และมีมูลค่าของผลิตภัณฑ์เนื้อหมูกว่า 200,000 ล้านบาท ได้ติดต่อกรมเจรจาการค้า เพื่อต่อต้านการบังคับให้ไทยเปิดตลาดนำเข้าเนื้อหมูและผลิตภัณฑ์หมูจากสหรัฐ โดยสมาคมยืนยันในความจริงที่ว่า การนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐเป็นสิ่งต้องห้ามในทุกกรณี เพราะผลิตผลเนื้อหมูสหรัฐที่จะส่งมายังตลาดไทย จะทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรของประเทศ

เมื่อไม่นานมานี้ สหรัฐได้กดดันให้ประเทศไทยเร่งผลักดันการเจรจาการนำเข้าหมูสหรัฐ ทั้งยังเสนอการปรับปรุงการใช้สารเร่งเนื้อแดงในเนื้อหมู เพื่อกระตุ้นการเจริญเติบโต อาทิ สารแรคโตพามีน ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์ส่งเสริมการเปลี่ยนไขมันเป็นกล้ามเนื้อ และลดการสะสมไขมันในเนื้อเยื่อ เพื่อเพิ่มปริมาณเนื้อแดงและลดไขมันลง ตอบโจทย์ความนิยมของผู้บริโภคที่ชอบบริโภคเนื้อหมูสีแดงสวย

หมูที่ได้รับสารเร่งเนื้อแดงจะมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น โดยใช้อาหารน้อยลง จากน้ำหนักหมู 60 กิโลกรัม จะเพิ่มเป็น 100 กิโลกรัม ได้เร็วกว่าปกติ 4 วัน ในขณะที่ให้ปริมาณอาหารน้อยลง 18.5 กิโลกรัม และมีน้ำหนักกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นประมาณ 3 กิโลกรัม นี่เป็นแรงจูงใจอย่างดีให้ผู้เลี้ยงหมูใช้สารเร่งเนื้อแดงเพื่อเพิ่มผลผลิต

แต่จากการศึกษาพบว่าสารตัวนี้สามารถทำให้เกิดอาการหัวใจเต้นเร็ว มือสั่น ปวดศีรษะ กล้ามเนื้อกระตุก ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม พบว่าใน 27 ประเทศ รวมทั้ง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เม็กซิโก แคนาดา ยอมรับการเลี้ยงสัตว์ด้วยสารแรคโตพามีนว่าปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค แต่ประเทศไทย โดยกระทรวงสาธารณสุข และอีก 160 ประเทศ รวมทั้งจีน รัสเซีย และสหภาพยุโรป ไม่อนุญาตให้ใช้สารดังกล่าวในฟาร์มปศุสัตว์

ประเด็นที่สำคัญคือ สารแรคโตพามีนที่เป็นข้อสงสัยที่จีนอ้างนั้น ขึ้นอยู่กับเหตุผลทางเศรษฐกิจมากกว่าเรื่องความปลอดภัย และมีความเป็นไปได้ที่ปัจจัยหลักในการกำหนดห้ามคือความตั้งใจของจีนในการปกป้องราคาจากฉากหลังของการผลิตเนื้อหมูที่สูงของจีน เนื้อหมูของจีนแพงกว่าสหรัฐสองเท่า แต่การห้ามใช้สารดังกล่าวทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ซึ่งจีน รัสเซียและอียู รู้ปัญหานี้ดี จึงพยายามต่อรองให้สหรัฐไม่ใช้สารแรคโตพามีน

แต่ผู้ผลิตของสหรัฐอ้างว่าใช้ตามมาตรฐานมีความปลอดภัย การเจรจากันตรงนี้จึงน่าจะเป็นทางตัน

เมื่อมาดูตรงนี้ … การปฏิรูปการเมืองที่รัฐบาลไทยทำอยู่ไม่เห็นมีเรื่องหมู ผลิตภัณฑ์เครื่องในหมูและกลุ่มคนที่เลี้ยงหมู จำนวน 195,000 คน ว่าจะไปอย่างไรต่อ กรรมการยกร่างปฏิรูปเอวัง บลาๆๆๆๆ ตะติ๊งโหน่ง แต่ที่แน่ๆ คือ ตัวอย่างประเทศเวียดนาม เมื่อนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐ ทำให้ต้องปิดฟาร์มหมู ต้านไม่อยู่ อาจเป็นเพราะทุกอย่างที่นำเข้าทั้งเครื่องใน อะไรต่างๆ มีราคาถูกจนทำให้ฟาร์มหมูของเวียดนามพังทลาย และกลุ่มนวัตกรรม 4.0 ก็ไปห่างๆ จากกลุ่มหมู เพราะเป็นเรื่องดิจิทัล หุ่นยนต์ บล็อกเชน สตาร์ตอัพ ไม่รู้ว่าหมูอยู่ในส่วนไหนในพื้นที่ดังกล่าว?

ขณะที่จ่านิว โรม อนาคตใหม่ กลุ่มคนต้องการเลือกตั้ง จะตกลงเรื่องหมูนี้อย่างไร? อยากจะรู้ว่าการเลือกตั้งจะทำให้ผู้เลี้ยงหมูนั้นดำเนินชีวิตไปอย่างไร? และไม่อยากจะให้เรียกว่าเศรษฐกิจรากหญ้า เพราะดูเหมือนว่ากระจอกมาก ไม่มีตัวตน ทั้งๆ ที่ห่วงโซ่อุปทานในผลิตภัณฑ์หมูนั้นมีมูลค่ามากกว่า 200,000 ล้านบาท หากมีการนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐจริง คงจะเห็นการปิดท่าเรือนำเข้าเนื้อหมูจากเกษตรกรในสมาคมผู้เลี้ยงสุกรอย่างแน่นอน และจะส่งผลกระทบไปถึงความไม่มั่นใจในการลงทุนในประเทศไทยจากเรื่องของหมูด้วย

เรื่องหมูไม่ใช่เป็นเรื่องคนที่ไม่มีอะไรทำ แล้วมาเลี้ยงหมูตามบ้าน แต่เป็นเรื่องของการจัดวางตำแหน่งการผลิตที่ไม่ได้เน้นด้านทำเลถิ่นฐานอย่างเดียว เป็นเรื่องของการหาพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในการเคลื่อนย้ายวัตถุดิบ แปรรูปวัตถุดิบ และบริโภค ผลิตภัณฑ์ที่กลุ่มคนเหล่านี้มีความเก่งกาจ การประสานกิจกรรมและมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างเจ้าภาพทางเศรษฐกิจในท้องถิ่น เกี่ยวกับการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดในท้องถิ่นและยืมทรัพยากรจากภายนอกท้องถิ่นเพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นของผู้อยู่อาศัย ทำให้เกิดความสำเร็จของเป้าหมายกิจกรรมฟาร์มหมู และบูรณาการการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของท้องถิ่น ประเทศนี้เรื่องหมูจึงกลายเป็นเรื่องของ “การขาดยุทธศาสตร์หมู”

เรื่องหมูที่ไม่ใช่หมูตรงนี้ต้องคิดหาทางออกต่อไป แต่ที่แน่ๆ หากสหรัฐอเมริกาใช้การกดดัน เราอาจต้องกำหนดให้มีใบ รับรองสินค้าว่าไม่มีสารตกค้าง หรือหากภาครัฐไม่สามารถต้านทานได้ ควรควบคุมฉลากเหมือนบุหรี่และมีระบบการลงทะเบียนสินค้าจากต้นทางถึงปลายทางแก่ผู้บริโภคเพื่อตรวจสอบการสำรองและปริมาณการบริโภคที่แน่นอนโดยเทคโนโลยีที่ทันสมัย

ภาครัฐควรร่วมมือกับเอกชน เฝ้าระวังและปฏิบัติการโดยหาแหล่งเงินสนับสนุนการขับเคลื่อนอาหารปลอดภัยทุกพื้นที่ งบจิปาถะต่างๆ ที่ลงไปอย่างไม่มีเป้าหมายควรยุติได้แล้ว พร้อมทั้งควรมีการรายงานและดำเนินการสื่อสารตามช่องทางข้อมูลสารสนเทศให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลด้านความปลอดภัยต่อไป

รศ.ชินสัคค สุวรรณอัจฉริย