คนเปลี่ยนเมืองพาขึ้นถิ่นอีสานเหนือ จุดหมายปลายทางที่เมืองตำนานไดโนเสาร์โลก พบนักพัฒนาต่อยอด นำขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปวัฒนธรรม มาสร้างเม็ดเงินให้ชุมชน ทั้งยังดูแลระบบการศึกษาและสาธารณสุข ส่งเสริมคุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อม พัฒนาภาคเกษตร สร้างการเปลี่ยนแปลงให้ที่นี่เป็นอีกหนึ่งในเมืองน่าอยู่
วีรภัทร ราชชมภู นายกเทศมนตรีตำบลท่าคันโท จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นผู้มีบทบาทรับไม้ต่อให้พื้นที่เกิดความเข้มแข็ง และเปลี่ยนแปลงในหลายด้าน จากพื้นที่เกษตรกรรมเกือบทั้งหมดมาผสมผสานการพาณิชย์ อาศัยนโยบายการปรับโครงสร้างพื้นฐานเข้าสู่บริบทของความเป็นเมืองยิ่งขึ้น เพื่อก้าวสู่สมาร์ท ซิตี้ พร้อมกับนำแนวความคิดว่า การพัฒนาเมืองท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม จะสร้างรายได้และสร้างงาน นำเงินเข้าท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน
ที่นี่มีการปรับเปลี่ยนตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน ขยายถนนต่างๆ เพิ่มพื้นที่ในด้านเศรษฐกิจเชิงพาณิชย์ ส่วนพื้นที่ที่อยู่ในโซนเมืองอยู่แล้วก็ได้รับการเพิ่มศักยภาพยิ่งขึ้น มีการเพิ่มช่องทางจัดจำหน่ายของพืชผลทางการเกษตร
ปรับโฉมตลาดทันสมัยใจกลางเมือง

ตลาดสดท่าคันโท เป็นอีกหนึ่งจุดที่เปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดเจน จากถนนด้านหน้าตลาดที่เป็นเพียงถนน 2 เลนที่ล้วนเต็มไปด้วยฝุ่น การเดินทางมาค้าขายค่อนข้างลำบาก มีการปรับปรุงให้ทันสมัย บริเวณรอบๆ ได้เพิ่มพื้นที่เช่า เป็นการส่งเสริมผลักดันให้ผู้ประกอบการเอกชนมีส่วนร่วมพัฒนาเมือง มีมินิมาร์ทหลายร้าน ฟุตบาททางเท้าเดินได้สะดวก พื้นที่จอดรถจัดเตรียมไว้อย่างครบครัน
แผงค้าส่วนใหญ่เป็นสินค้าทางการเกษตร มีพืชผักและวัตถุดิบตามฤดูกาล เป็นหนึ่งในตลาดสดน่าเดิน เพราะมีการจัดร้านค้าอย่างมีระเบียบ โดยเฉพาะช่วงที่มีการระบาดโควิดจนถึงวันนี้ กำหนดระยะห่างของร้าน ไม่วางของให้เกะกะทางเดินเพื่อความสะดวกสำหรับผู้มาจับจ่าย มีการพูดคุยทำความเข้าใจกับพ่อค้าแม่ค้าให้คำนึงถึงความสะอาดให้ได้มาตรฐานตลาดสด
พัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม กระตุ้นเศรษฐกิจ
วีรภัทรเล่าว่า มีความคิดอยู่ตลอด จะทำอย่างไรให้ที่นี่ซึ่งเป็นเมืองรองแต่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ไม่แพ้เมืองท่องเที่ยวหลัก อยากให้มีผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยวเข้ามาสร้างรายได้ให้พื้นที่ จึงต่อยอดการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เช่น งานสงกรานต์ซึ่งแต่ละปีมีคนมาร่วมเป็นหมื่นคน

“อีกงานคือบุญใหญ่บั้งไฟล้าน ต่อยอดผสมผสานระหว่างประเพณีดั้งเดิมบุญบั้งไฟกับแนวความคิดสมัยใหม่ มีขบวนแห่ที่สวยงามตระการตาถึง 15 ขบวน แห่ตั้งแต่เช้าตรู่จนถึงเย็น ด้วยความร่วมมือร่วมใจจาก 13 ชุมชน เป็นงานใหญ่มีผู้คนเดินทางมาชมไม่ต่ำกว่าแสนคน เกิดเป็นเม็ดเงินสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นอย่างมาก รวมถึงช่วยสร้างอาชีพที่เป็นอัตลักษณ์ประจำถิ่นอย่างกลุ่มอาชีพที่ทำประดับตกแต่งบุญบั้งไฟ”
วางฐานการศึกษาทัดเทียมเมืองใหญ่ สนับสนุนเยาวชนเล่นกีฬา
นอกจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและงานบริการสาธารณะแล้ว อีกหนึ่งนโยบายที่วีรภัทรให้ความสำคัญอย่างมาก เป็นการยกระดับคุณภาพการศึกษาให้เยาวชน จากเดิมที่ต้องเดินทางไปเรียนต่างอำเภอหรือจังหวัด เขาได้ผลักดันให้โรงเรียนเทศบาลท่าคันโทสามารถจัดทำหลักสูตรพัฒนาผู้เรียนสู่ความเป็นเลิศด้านวิชาการ English Program ระดับประถมศึกษาได้สำเร็จ
เช่นเดียวกับศูนย์เด็กเล็กก็พัฒนาให้มีกิจกรรมหลักสูตรการเรียน Montessory ของฝรั่งเศส เพื่อเป็นการวางรากฐานการศึกษาที่ทันสมัยตั้งแต่ระดับอนุบาล แม้จะเป็นชนบทห่างไกล แต่สามารถยกระดับ พัฒนาให้มีความเท่าเทียมทางการศึกษาได้อย่างน่าชื่นชม ที่สำคัญคือเรียนฟรี
หัวข้อพัฒนาเด็กและเยาวชนไม่ได้มีเพียงเรื่องของการศึกษาเท่านั้น เมื่ออยู่นอกห้องเรียนก็ต้องมีสุขภาพพลานามัยแข็งแรง ด้วยการจัดสร้างสนามกีฬาและลานกีฬาทั้งในร่มและกลางแจ้งหลายประเภท เช่น สนามฟุตบอล วอลเล่ย์บอล บาสเกตบอล ตะกร้อ สระว่ายน้ำ เพื่อให้เด็กและเยาวชน รวมถึงคนในชุมชนหันมาเล่นกีฬาเพื่อห่างไกลยาเสพติด
ดูแลคุณภาพชีวิตชุมชนถ้วนหน้า
ชาวเทศบาลตำบลท่าคันโทได้รับคุณภาพชีวิตที่ดี ภายใต้แนวทางการบริการประชาชนอย่างครบวงจรและเป็นระบบ โดยเฉพาะการดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง มี ‘ธนาคารกายอุปกรณ์ประยุกต์’ และคลินิกกายภาพบำบัดชุมชนซึ่งเป็นความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายโรงพยาบาลท่าคันโท มีแพทย์กายภาพบำบัด และอุปกรณ์ต่างๆ สำหรับผู้ที่ต้องได้รับการบำบัด และยังมีการจัดตั้งกองทุน LTC เพื่อดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง

วีรภัทรผลักดันเรื่องของสังคมสงเคราะห์และสวัสดิการชุมชนมาตลอด ส่งทีมงานไปดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียงอย่างไม่ขาด ผู้ด้อยโอกาสหรือคนที่ไม่มีอาชีพก็สนับสนุนให้ได้งานทำ
ส่งเสริมเกษตรแนวใหม่ ขยายตลาดอาชีพ
อาชีพพื้นฐานดั้งเดิมของชาวท่าคันโทคือเกษตรกรรม ทำนาปลูกข้าว ปลูกมันสำปะหลัง-อ้อย เทศบาลได้แนะนำให้เกษตรกรส่งผลผลิตเข้าสู่โรงงานโดยตรงซึ่งมีหลายแห่ง ตัดขั้นตอนพ่อค้าคนกลาง ทำให้มีรายได้เลี้ยงตัวเองและครอบครัวเพิ่มมากขึ้น
ส่งเสริมการทำเกษตรแนวใหม่ เช่น ปลูกผักแปลงใหญ่ สวนครัว ฝึกให้มีการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ให้ความรู้เกษตรกรถึงวิธีคำนวณว่า แต่ละแปลงผักต้องใช้น้ำปริมาณเท่าไรต่อวันต่อเดือน แล้วถ้าเป็นเกษตรกรที่ไม่มีที่ทำกิน ก็จะจัดสรรแปลงที่เป็นพื้นที่ส่วนกลางให้ชุมชนได้ทำอาชีพทั้งการปลูกผักแปลงใหญ่ ทำข้าวนาปรัง ก่อให้เกิดรายได้ที่ยั่งยืน
เขาย้ำแนวทางที่วางแผนไว้ระยะเวลา 5-10 ปี ได้แก่ เกษตรหมุนเวียน หลังหมดฤดูทำนาก็เปลี่ยนมาปลูกพืชผักที่จำหน่ายได้ทุกวัน ปลูกพืชหมุนเวียน และมั่นใจว่าทำได้ไปตลอดเพราะมีการบริหารจัดการน้ำที่ดี ช่วยให้มีน้ำใช้ตลอดทั้งหน้าแล้ง

แม้แต่การส่งเสริมอาชีพอื่นๆ เช่น กลุ่มทอผ้ามัดหมี่ที่นอกจากอนุรักษ์ลายผ้าดั้งเดิมในชุมชนแล้ว และมีการพัฒนาเป็นลวดลายใหม่ๆ ในรูปแบบอื่นๆ เช่น กระเป๋า โคมไฟ พร้อมกับขยายตลาดเพิ่มช่องทางจัดจำหน่ายใหม่ๆ อย่างลาซาด้าและช้อปปี้ และร่วมออกบูธตามงานแสดงสินค้าต่างๆ
เปิดเวทีชี้แจง สร้างการรับรู้ร่วมกัน
บนเส้นทางแห่งความตั้งใจจริงที่จะพัฒนาให้ที่นี่เป็นเมืองน่าอยู่ ก็ยังคงต้องเผชิญกับอุปสรรคเป็นเรื่องธรรมดา วีรภัทรเล่าถึงการสร้างความเข้าใจกับชาวบ้านว่า ก่อนวางนโยบายนั้นจะต้องเปิดเวทีสาธารณะหรือเวทีประชาคมเป็นกลุ่ม เช่น หากต้องการขยายถนน ทำรางระบายน้ำ ต้องพูดคุยทำความเข้าใจกับชุมชนโดยรอบ เพราะพื้นที่แต่ละคนไม่เท่ากัน สิ่งที่เทศบาลจะจัดทำ ทุกคนมีความเห็นพ้องอย่างไร เป็นการเปลี่ยนเมืองไปพร้อมๆ กัน
“บางครั้งก็ต้องสร้างเป็นภาพ 3 มิติเสมือนจริง มีข้อมูลจากงานวิจัยส่วนหนึ่ง มีสิ่งที่สามารถอธิบายได้ แล้วก็หยิบยกปัญหาที่เคยประสบ มาประสานรวมกันเพื่อให้เป็นอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ทุกคนยอมรับในหลักการและลงมติอย่างเป็นเอกฉันท์”
นำนวัตกรรมมาเป็นเครื่องมือทำงานของเทศบาลยุคใหม่
ยังมีความท้าทายระหว่างการขับเคลื่อนไปสู่เทศบาลยุคใหม่ นายกนักเปลี่ยนเมืองบอกว่า เป็นการทำงานควบคู่กับการนำเทคโนโลยีต่างๆ ที่ทันสมัยมาใช้ในการทำงานและบริการพี่น้องประชาชน ต้องสร้างเป็นทีมเวิร์ค เปลี่ยนวิธีคิด นำแอปพลิเคชั่นหลายตัวมาเป็นเครื่องมือ เช่น แอป EMS จากเดิมเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินต่างๆ แล้วประชาชนต้องการความช่วยเหลือจะใช้วิธีโทรศัพท์ แต่แอปนี้สามารถแจ้งโดยระบุพิกัดได้ทันที นอกจากนี้ก็ยังมีสำหรับงานบริการดูแลประชาชน เช่น อำนวยความสะดวกในการยื่นแบบต่างๆ
“ที่กำลังเปลี่ยนอีกเรื่อง คือ ‘Smart Water’ ซึ่งในเขตเทศบาล เราเป็นผู้ผลิตน้ำประปาเอง ดูแลคุณภาพน้ำให้ประชาชนในเขตเทศบาลตำบลท่าคันโทเป็นเวลาเกือบ 30 ปีแล้ว มีกองกิจการประปาซึ่งดูแลทุกชุมชนประมาณ 3,000 ครัวเรือน กำลังปรับให้ใช้เทคโนโลยีและอุปกรณ์ที่ทันสมัยยิ่งกว่าเดิม เช่น บริการชำระค่าน้ำประปา จากเดิมที่ใช้วิธีให้พนักงานไปเก็บตามบ้าน ก็สร้างแพลตฟอร์มรับชำระขึ้น”

ชี้ต้องกระจายอำนาจ ตัดขั้นตอนล่าช้า
นายกเทศมนตรีตำบลท่าคันโทเล่าถึงสิ่งที่องค์กรท้องถิ่นเกือบทุกแห่งต้องเผชิญคือ การที่กฎหมายหรือข้อระเบียบบางอย่างเป็นอุปสรรคในการลงมือพัฒนาพื้นที่ เนื่องจากต้องผ่านหลายขั้นตอน บางเรื่องก็ไปตกค้างอยู่ที่ส่วนกลาง ซึ่งในความเป็นจริง ท้องถิ่นมีความสามารถในการบริหารพื้นที่ตัวเอง รับรู้ปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว แต่ติดกฎระเบียบหลายอย่าง ทำให้พัฒนาได้ช้ามาก
“เทศบาลตำบลท่าคันโทวางแผนว่าภายในระยะเวลา 1-5 ปีจะทำอะไรบ้าง ถ้าบริบทของกฎระเบียบถูกจำกัดมากๆ จะส่งผลให้การทำงานหรือพัฒนาล่าช้า ไม่ทันตามแผนที่วางไว้ จึงขอฝากถึงรัฐบาลชุดใหม่ที่กำลังจะมาบริหารประเทศในเร็วๆ นี้ ในเรื่องการกระจายอำนาจ รวมถึงให้มีการจัดสรรงบประมาณมากกว่าเดิมจากที่เคยได้รับ 30% ของงบประมาณแผ่นดิน ขอให้เพิ่มเป็น 35-40% คิดว่าทุกเทศบาลในประเทศไทยมีความสามารถบริหารตัวเองได้อย่างดี
อีกเรื่องคือการลดทอนอำนาจของรัฐบาลส่วนกลางหรือส่วนภูมิภาคที่ทำให้ท้องถิ่นทำงานลำบาก อยากให้แก้ไขกฎหมายหรืออำนาจหน้าที่ในการบริหารจัดการตัวเองในท้องถิ่นนั้นๆ ให้เป็นเอกเทศจริงๆ กระจายอำนาจอย่างจริงใจ เราดูแลพี่น้องได้ทุกเรื่องทุกอย่าง รับรองว่าทุกท้องถิ่นในประเทศไทยจะเติบโตอย่างมีอนาคตที่ดีแน่นอน”

