“บอยยูนิตี้” เปิดวงจรปิดดีเอสไอเข้าปิดโชว์รูมแต่ไม่มีหมายศาล เผยเคยมีปัญหารถหรูกับเจ้าหน้าที่ระดับสูง สังกัดกระทรวงยุติธรรม พร้อมยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมนายกรัฐมนตรี กรณีดีเอสไออายัดรถ 34 คัน ตรวจสอบการโจรกรรมรถจากอังกฤษ
เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน นายอินทระศักดิ์ เตชธีรสิริ หรือ “บอย ยูนิตี้” กรรมบริษัทเอสทีที ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ย่านรัชดาภิเษก และสุขุมวิท 63 พร้อมทีมทนายความ แถลงข่าวที่โรงแรมเอสซีปาร์ค ขอความเป็นธรรม และชี้แจงกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ อายัดรถรวม 34 คัน ที่ถูกกล่าวหาว่ามีรถภายในโชว์รูมถูกโจรกรรมมาจากประเทศอังกฤษ
โดยนายอินทระศักดิ์ นำภาพจากกล้องวงจรปิด ตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม และในวันที่ 4 มิถุนายน ที่ผ่านมา มาแสดงต่อสื่อมวลชน โดยระบุว่ามีเจ้าหน้าที่ดีเอสไอมาปิดโชว์รูมย่านรัชดาภิเษก และสุขุมวิท 63 โดยนำป้ายมาติด และนำรถยนต์มาปิดกั้นทางเข้าออก โดยไม่มีหมายศาล ส่วนรถอายัดไปทั้งหมด 34 คัน เป็นรถใหม่ 13 คัน รถฝากขาย 5 ถึง 6 คัน ส่วนที่เหลือเป็นรถของลูกค้า พร้อมกันนี้ได้แสดงเอกสารการนำเข้ารถยนต์ ที่ส่งมาทางเครื่องบินมาต่อเรือที่สิงคโปร์ก่อนเข้ามาในประเทศไทย และใบขนสินค้านำเข้า โดยมีการแสดงเลขเครื่อง เลขตัวถัง และเอกสารการเสียภาษีอย่างถูกต้อง เพื่อตอบคำถามกรณีที่ พันตำรวจเอกไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ สอบถามว่า รถที่ถูกโจรกรรมมาอยู่ในโชว์รูมได้อย่างไร
ส่วนรถลัมโบกินี สีเขียว 1 ในรถที่ถูกอายัด นายอินทระศักดิ์ ระบุว่า รถคันนี้ถูกส่งมาเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ซึ่งมีตำรวจสุวรรณภูมิ และเจ้าหน้าที่ศุลกากร มาขอตรวจสอบวันที่รถนำเข้ามาว่าเป็นรถที่ถูกโจรกรรมหรือไม่แต่ตรวจสอบแล้วไม่พบว่าผิดกฎหมาย ซึ่งหลังเกิดเรื่องดังกล่าวขึ้นจึงได้ประสานไปยังสถานฑูตของอังกฤษ ทราบว่า รถยนต์ที่จะส่งออกจากอังกฤษจะมีหน่วยงานตรวจสอบที่ชื่อว่า H.M.R.C แสดงว่ารถทุกคันถูกตรวจสอบจากต้นทางก่อนออกมาถึงประเทศไทย ส่วนการสำแดงราคายืนยันไม่มีการสำแดงเท็จ แต่เป็นการคำณวนตามกฎเกณฑ์ทั้งของดีลเลอร์ และผู้นำเข้าอิสระ หรือ เกรย์มาร์เก็ต ที่จะต้องเสียภาษีนำเข้าร้อยละ 328 ตามกฎหมายที่ระบุไว้อยู่แล้ว โดยยกตัวอย่างการนำเข้ารถคันหนึ่งที่ต้องเสียภาษีกว่า 30 ล้านบาท
นอกจากนี้นายอินทระศักดิ์ยอมรับว่าที่ผ่านมาเคยมีปัญหาส่วนตัวกับเจ้าหน้าที่ระดับสูง ในสังกัดกระทรวงยุติธรรม เกี่ยวกับรถยนต์หรู ซึ่งตัวเองจะรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีในส่วนนี้ด้วย แต่ไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด
ด้านนายเจริญ แก้วยอดหล้า ประธานที่ปรึกษา บริษัทเอสทีที ออโต้ เซอร์วิส จำกัด กล่าวขณะนี้ได้ยื่นฟ้องคดีแพ่งดีเอสไอ ฐานละเมิดพร้อมเรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท ซึ่งศาลนัดพร้อมในวันที่ 4 กันยายนนี้ โดยเห็นว่าดีเอสไอใช้อำนาจหน้าที่ไม่ถูกต้อง ในการปิดโชว์รูมของนายนายอินทระศักดิ์ โดยไม่มีหมายศาลกระทบการดำเนินธุรกิจ ทั้งการซื้อขาย ซ่อมบำรุงเปลี่ยนอะไหล่ให้ลูกค้า และการบริการอื่นๆ รวมถึงกระทบต่อพนักงาน ด้วย จึงอยากทราบว่าดีเอสไอใช้กฎหมายอะไรในการปิดโชว์รูมดังกล่าว
นายเจริญ ยังระบุอีกว่าขณะนี้ นายอินทระศักดิ์จากเดิมเป็นผู้บริหารในบริษัท ได้เปลี่ยนตำแหน่งเป็นกรรมการบริษัท เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม ที่ผ่านมา เพื่อความสะดวกในการต่อสู้คดีพร้อมยืนยันว่ามีหลักฐานการได้มาของรถด้วยความสุจริต และไม่มีการท้าทายดีเอสไอ นอกจากนี้ได้ ทำหนังสือร้องเรียนถึงพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อขอความเป็นธรรม ซึ่งก่อนหน้านี้ร้องเรียนไปที่ สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และหน่วยงานอื่นรวม 5 ครั้ง ด้วย

