จากกรณีที่สังคมติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง สำหรับการพิสูจน์หวย 30 ล้านบาท ว่าความจริงแล้วใครเป็นเจ้าของตัวจริงกันแน่ ระหว่างครูปรีชา ใคร่ครวญ กับร.ต.ท.จรูญ วิมูล ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการส่งฟ้องร.ต.ท.จรูญในคดียักยอก เพื่อให้มีการสืบพยานในชั้นศาลต่อไป จนกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของสังคมอย่างหนัก โดยพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้สั่งการให้กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 โอนสำนวนคดีการสอบสวนมายังกองบังคับการปราบปรามเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและสามารถตอบคำถามของสังคมได้ เพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นและมั่นใจในการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น
รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับหลักฐานสำคัญที่ทีมสืบสวนกองปราบฯรวบรวมมาได้นั้น เป็นคลิปเสียงการสนทนากันระหว่าง นางรัตนาภรณ์ สุภาทิพย์ อายุ 58 ปี แม่ค้าขายสลากฯที่ถูกรางวัล ซึ่งโทรศัพท์ไปหา นายปรีชา รวม 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อเวลาประมาณ 16.30 น. ของวันที่ 1 พ.ย. 2560 ซึ่งเป็นวันและเวลาหลังจากที่ทราบผลสลากในงวดดังกล่าวแล้ว โดยในคลิปเสียงมีใจความสำคัญคือ นางรัตนาภรณ์ ได้โทรไปบอก นายปรีชา ด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริงว่า นายปรีชาถูกรางวัลที่ 1 เพราะนางรัตนาภรณ์จำได้ว่าบนแผงของตัวเองมีเลขรางวัลดังกล่าวอยู่ และนายปรีชาก็น่าจะเป็นคนซื้อไป แต่หลังจากรับโทรศัพท์แล้ว นายปรีชา ก็ปฏิเสธว่าไม่ใช่เลขที่ตนซื้อ ตนซื้ออีกหมายเลขหนึ่ง ซึ่งในคลิปเสียง นายปรีชา ยังได้ระบุหมายเลขของตนอย่างชัดเจน
ส่วนหลักฐานคลิปเสียงที่ 2 เป็นคลิปเสียงที่ นางรัตนาภรณ์ แม่ค้าสลากฯคนเดิมโทรหา นายปรีชา อีกครั้ง ในเวลาประมาณ 16.00 น. ของวันที่ 2 พ.ย. 2560 ในลักษณะเดียวกัน ซึ่งใจความสำคัญ คือ เป็นการย้ำว่า นายปรีชา ถูกสลากดังกล่าว แต่ นายปรีชา ก็ได้ปฏิเสธว่าไม่ได้ถูกรางวัลเช่นเดียวกับครั้งแรก อย่างไรก็ตาม นางรัตนาภรณ์ ก็พยายามย้ำลักษณะยัดเยียดว่า นายปรีชา เป็นคนถูกรางวัล แต่ นายปรีชา ก็ได้ปฏิเสธมาตลอดพร้อมกับย้ำหมายเลขที่ตนเองเป็นคนซื้อมาด้วย ทั้งนี้ทั้งสองคลิปตำรวจกองปราบฯ จะนำเข้าสำนวนการสอบสวนเพื่อเป็นหลักฐานในการพิจารณาคดี เพราะเป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ไม่อาจปฏิเสธได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชุดสืบสวน กองกำกับการ 5 กองบังคับการปราบปราม (กก. 5 บก.ป.) ได้เริ่มตรวจสอบคำให้การของพยานในคดีที่เป็นพยานใหม่ในสำนวนที่ตำรวจภูธรภาค 7 รวบรวมไว้ โดยพยานดังกล่าวระบุว่า เห็นสลากหมายเลขดังกล่าวโผล่ออกมาจากกระเป๋าเสื้อของ นายปรีชา ขณะเดินสวนกันในตลาดเรดซิตี้ อ.เมือง จ.กาญจนบุรี ใกล้แผงขายล็อตเตอรี่และยังขอแบ่งซื้อสลากดังกล่าว แต่นายปรีชาไม่ยอมแบ่งขายให้นั้น ซึ่งก็เป็นพยานสำคัญที่ทำให้ตำรวจบช.ภ. 7 ให้น้ำหนัก จนนำไปสู่การสรุปว่า นายปรีชา เป็นเจ้าของสลากที่แท้จริง
แต่จากการตรวจสอบทางเทคนิคที่กองปราบฯ ร่วมกับ ตำรวจบก.ปอท. กลับพบว่า พยานคนดังกล่าวขับรถมาจอดที่ตลาดเรดซิตี้ ในเวลาประมาณ 16.48 น. ของวันที่ 1 พ.ย. 2560 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากที่ นายปรีชา ออกจากบริเวณตลาดไปแล้ว โดยปรากฏตามหลักฐานที่ นายปรีชา คุยโทรศัพท์กับ นางรัตนาภรณ์ แม่ค้าขายสลากฯอย่างชัดเจน นอกจากนี้ นายปรีชา ยังให้การด้วยว่า หลังจากรู้ว่าถูกรางวัลที่ 1 ยังได้โทรศัพท์ไปหา นางรัตนาภรณ์ ด้วย แต่จากการตรวจสอบทางเทคโนโลยีกลับไม่พบว่า นายปรีชา โทรหา นางรัตนาภรณ์ ในช่วงดังกล่าวแต่อย่างใด
คดีหวยอลเวงนี้ เป็นเรื่องที่สังคมจับตามองและสงสัยว่า หวยงวดวันที่ 1 พ.ย.2560 จริงๆ แล้วมีคนถูกรางวัลที่1 กี่คน เพราะมีกระแสข่าวว่าหวยชุดที่ถูกรางวัลนี้ อาจจะเป็นหวยที่ค้างแผง หรือขายไม่หมด เรื่องนี้ผู้สื่อข่าวไปสอบถาม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ธนวรรธน์ พลวิชัย โฆษกกองสลาก ชี้แจงว่า สลากรางวัลที่ 1 ในแต่ละงวด จะมีทั้งหมด 80 ใบ รางวัลใบละ 1 ล้านบาท งวดวันที่ 1 พ.ย.ที่มีปัญหากันนี้ ไม่มีสลากค้างแผงหลงเหลือ มีผู้มาขึ้นรางวัลทั้งหมดแล้ว ซึ่งหนึ่งผู้ที่ขึ้นรางวัลก็คือ รตท.จรูญ
โดยตามหลักกฎหมายทางกองสลากจะให้รางวัลกับผู้ครอบครองสลาก โดยไม่ได้สนใจว่าสลากนั้นจะหล่นหายมา หรือมีที่มาเช่นไร เพราะพิจรณาในส่วนของกองสลากเป็นของแท้ ผู้รับรางวัลมีหลักฐานยืนยันตัวตนชัดเจน และทางตำรวจ หรือศาล ไม่ได้มีคำระงับเงินรางวัล หรือขออายัดไว้ ทางกองสลากก็มอบรางวัลให้ รตท.จรูญ เพราะถือว่าเป็นผู้ครองครองโดยชอบธรรม ส่วนสลากใบนี้จะมายังไง ตร.ก็ไปพิสูจน์
ส่วนเรื่องต้นขั้วของสลาก ยืนยันว่า แม่ค้าปลีกไม่ได้มีต้นขั้วสลากแน่อน เพราะคนที่มีต้นขั้วคือคนที่รับโควต้าจำหน่ายจากกองสลากโดยตรง แต่กรณีนี้แม่ค้าไปรับมาจากยี่ปั๊วอีกที เป็นไปไม่ได้ที่จะมีต้นขั้ว นอกจากแม่ค้า เขียนบันทึกสลากที่ขายไปว่าเลขอะไร ซึ่งจากข้อมูลที่พบแม่ค้าส่วนใหญ่ไม่ทำบันทึกไว้
ทางด้านนายปรเมศ อินทรชุมนุม รองอธิบดีอัยการ สำนักคดีอาญา กล่าวว่าคดีนี้มีหลายอย่างที่แปลก การครอบครองลอตเตอรี่ของ รตท.จรูญ ชัดเจนว่าเป็นผู้ครอบครอง แต่ครูปรีชา ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าหวยชุดนี้ครอบครองได้มาอย่างไร แต่วันนี้ครูปรีชาจะพูดเสมอว่า ซื้อมาแล้วทำหาย ฉะนั้นต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าซื้อมาจริง ทำหายจริง ถ้ามีพยานเห็น พยานนั้นมาจากไหน ก็ต้องชัดเจน
ส่วนพยานที่บอกว่ามีมากกว่า 40 ปากนั้นไม่ใช่สาระสำคัญในการพิจารณาคดี พยานเหล่านี้เวลาขึ้นศาลศาลจะพิจรณาว่า ใครเห็นกับตา ใครได้ยินกับหู ไม่ใช่เพราะคำเล่า กล่าวอ้าง แล้วการที่พยานยิ่งเยอะไม่ใช่เรื่องดี เพราะเวลาทนายฝั่งนั้นเขาซักแล้วเสียงแตกจะเละเทะกัน แล้วจะถูกแจ้งข้อหาตามมาได้ ส่วนพยานนิติวิทยาศาสตร์เป็นหลักฐานที่มาสนับสนุนตัวพยานบุคคล

