กรณีที่นายวสิทธิ์ นันทิวัชวิภา อายุ 29 ปี ชาว อ.พานทอง จ.ชลบุรี ได้ตระเวนเผารถยนต์ รถตู้ในพื้นที่ อ.พานทอง เสียหายทั้งหมด 8 คัน เมื่อช่วงค่ำคืนวันที่ 26 มีนาคมที่ผ่านมา และต่อมาตำรวจสามารถควบคุมตัวไว้ได้
พ.ต.อ.ภาสกร ทุนทรัพย์ ผกก.สภ.พานทอง กล่าวว่า เบื้องต้นมีรถยนต์ได้รับความเสียหายจากการวางเพลิงจำนวน 8 คัน ส่วนผลตรวจปัสสาวะของผู้ต้องหาปรากฏว่าไม่พบสารเสพติดภายในร่างกาย หลังจากนี้จะต้องส่งไปตรวจสุขภาพจิตยังโรงพยาบาลศรีธัญญา ว่ามีความผิดปกติด้านสมองและจิตใจหรือไม่ หากพบก็จะดำเนินการบำบัดต่อไป
ขณะที่ชาวบ้านใกล้เคียงซึ่งเป็นญาติห่างๆ ของผู้ก่อเหตุ กล่าวว่า ผู้ก่อเหตุอยู่บ้านไม้สองชั้นหลังใหญ่ โดยได้อาศัยอยู่ตามลำพังแต่เพียงผู้เดียว และผู้ก่อเหตุเคยมีเงินกว่า 30 ล้าน หลังจากได้มรดกที่ดินจากพ่อแม่และนำไปขาย แต่ผู้ก่อเหตุมีการใช้จ่ายเงินอย่างฟุ่มเฟือย มีรถสปอร์ตขับจำนวนหลายคัน ลงทุนเปิดร้านคาราโอเกะ เปิดผับ ทำให้เงินหมดไปในที่สุดภายในเวลาแค่ 4 ปี อีกทั้งเมื่อ 2 ปีก่อนภรรยาและลูกก็หนีไป จากการที่ผู้ก่อเหตุมีนิสัยก้าวร้าว และเริ่มมีอาการทางจิต
ส่วนเพื่อนบ้านบริเวณใกล้เคียงอีกราย กล่าวว่า ปกติแล้วผู้ก่อเหตุจะพักอาศัยอยู่เพียงคนเดียว และมักจะได้ยินเสียงหัวเราะ หรือคุยคนเดียวอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งแต่ก่อนผู้ก่อเหตุมีเงินจากการขายที่จำนวนมาก มีรถหรูขับ แต่ไม่นานเงินก็หมด บางวันถึงกับเดินมาขอเงิน
ขณะที่ นายธีรวรรธน์ โรจน์วิรุฬห์ เจ้าของรถกระบะที่อยู่ข้างห้องนายจักรกฤษ เล่าเหตุการณ์ว่า ตอนเวลาประมาณเกือบ 03.00 น.ของวันที่เกิดเหตุ น้องสะใภ้ได้ยินเสียงรถจักรยานยนต์มาจอดหน้าบ้าน ก่อนจะได้กลิ่นไฟไหม้ จึงเรียกให้ตนออกมาดูก็พบว่ารถถูกไฟไหม้ ตอนแรกตนคิดว่าระบบรถขัดข้องแล้วเกิดเพลิงไหม้ แต่พอหันไปเห็นรถของนายจักรกฤษถูกไฟไหม้เช่นกันจึงคิดว่าไม่ใช่เรื่องปกติแล้ว จนโทรแจ้งเจ้าหน้าที่จึงทราบว่ามีคนร้ายตระเวนก่อเหตุเผารถในพื้นที่ ซึ่งรถตนเพิ่งซื้อมาได้ไม่ถึง 1 ปี ก็ต้องมาเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น แต่ตนยังโชคดีกว่าผู้เสียหายรายอื่นๆ ที่ไม่มีประกันรถยนต์
ส่วนประเด็นที่ผู้ก่อเหตุมีสติไม่สมประกอบนั้น นายธีรวรรธน์กล่าวว่า เรื่องนี้ตนยังไม่เชื่อ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะผู้ก่อเหตุตระเวนเผารถคนอื่นได้ในหลายๆ จุด และยังหลบหนี อีกทั้งทุกจุดที่ผู้ก่อเหตุลงมือก็จะมีที่เติมน้ำมันแบบหยอดเหรียญ ตนคิดว่าหากสติไม่สมประกอบก็คงจะไม่สามารถคิดได้
ขณะที่ นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ทนายความ กล่าวว่า ผู้ก่อเหตุมีความผิดทางอาญา ฐานวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 1,000 บาทถึง 14,000 บาท แต่หากผู้ก่อเหตุเป็นคนสติไม่สมประกอบก็จะยกเว้นโทษทางคดีอาญา ซึ่งแพทย์ต้องเป็นผู้วินิฉัย แต่หากขณะก่อเหตุมีสติรู้ผิดชอบชั่วดี ศาลจะลงโทษน้อยเพียงใดก็ได้ แต่ไม่ใช่ไม่รับโทษ ส่วนทางแพ่ง ผู้ป่วยและผู้ดูแลหรือญาติจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบร่วมกัน

