หน้าแรก คอลัมนิสต์ รื่นร่มรมเยศ ...

รื่นร่มรมเยศ : ดาบสหัวดื้อ : โดย เสฐียรพงษ์ วรรณปก

17.06.18 | 14:15 น.

มีพระภิกษุสองรูปที่ได้ชื่อว่าหัวดื้อที่สุดในสมัยพุทธกาล รูปหนึ่งชื่อ ฉันนะ ฉันนะที่เคยเป็นมหาดเล็กคนสนิทของเจ้าชายสิทธัตถะนั่นแหละครับ ท่านถือว่าเคยเป็นคนสนิทกับพระพุทธเจ้ามาก่อน จึงมีทิฐิมานะไม่ยอมฟังใคร ไม่ยอมเชื่อใคร เชื่อมั่นในตัวเองสูง อย่าว่าไม่ฟังคำเตือนของพระเถระทั้งหลายเลย บางครั้งพระพุทธเจ้าทรงเตือนยังไม่ค่อยจะฟังเลย ได้ชื่อว่าหัวดื้อที่สุด

พระพุทธองค์ทรงปล่อยให้กาลเวลาผ่านไป จนกระทั่งเมื่อตอนใกล้เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน พระอานนท์กราบทูลถามว่า หลังจากพระพุทธองค์ล่วงไปแล้ว จะให้สงฆ์จัดการอย่างไรกับพระฉันนะจอมหัวดื้อ

พระพุทธองค์รับสั่งว่า ให้ทำ “พรหมทัณฑ์” แก่เธอ แล้วจะสำนึกเอง พรหมทัณฑ์ก็คือบอยคอตอะไรทำนองนั้น พระสงฆ์ไม่มีใครสนใจไยดีเธอ ทำเหมือนว่าไม่มีพระชื่อฉันนะอยู่ด้วย ไม่พูดไม่จา ไม่โอวาท ไม่อนุศาสน์ ซึ่งก็น่าจะดี แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ ฉันนะ เธอมีความรู้สึกถูกโดดเดี่ยว จึงอึดอัดใจ และในที่สุดสำนึกผิด จึงกราบขอขมาพระสงฆ์ ยอมทำตนอยู่ในโอวาทของพระเถระทั้งหลาย

อีกรูปหนึ่งนามว่า ติสสะ รายนี้ก็ไม่ฟังใครเหมือนกัน จนพระสงฆ์ทั้งหลายเอือมระอา รายนี้ถูกปราบโดยวิธีใด ผมก็ลืมเสียแล้ว จำได้แต่ว่า พระสงฆ์กราบทูลปรารภกับพระพุทธองค์ว่า ติสสะ หัวดื้อเหลือเกิน

พระพุทธองค์ตรัสว่า ติสสะเธอใช่จะหัวดื้อเฉพาะในปัจจุบันเท่านั้น ในอดีตก็หัวดื้อเช่นนี้เหมือนกัน

Advertisement

เรียกว่าหัวดื้อข้ามชาติ ว่าอย่างนั้นเถอะ

เมื่อพระสงฆ์กราบทูลถาม พระพุทธองค์จึงตรัสเล่าเรื่องแต่ปางก่อนให้พระสงฆ์ทั้งหลายฟังว่า ในอดีตกาลนานมาแล้ว ณ ศาลานอกเมืองแห่งหนึ่ง ดาบสเฒ่าท่านหนึ่งสัญจรพักอาศัยอยู่ก่อนแล้วหลายวัน วันหนึ่งมีดาบสหนุ่มมาจากแดนไกล เข้ามาอาศัยพักอยู่ด้วย

ดาบสเฒ่ากล่าวว่า ที่นี่มีอยู่ห้องเดียว คุณพักอยู่ข้างในห้อง ผมจะอยู่ข้างนอก ว่าแล้วก็ยึดเอามุมหน้าประตูเข้าออกเป็นที่นอน ดาบสหนุ่มกำหนดทิศทางที่ดาบสเฒ่าพักอยู่เรียบร้อย ก่อนเข้านอน กระนั้นก็พลาดจนได้ เพราะดาบสเฒ่ามิได้นอนจุดเดิม เมื่อดาบสหนุ่มลุกขึ้นมาเพื่อปัสสาวะตอนดึก ค่อยๆ ย่องๆ ออกประตู ท่ามกลางความมืด เท้าเกิดไปเหยียบมวยผมดาบสเฒ่าเต็มรัก

ผู้เฒ่าร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ หาว่าดาบสหนุ่มแกล้งเหยียบศีรษะ

“ขอประทานโทษเถอะขอรับ ผมมองไม่เห็นขอรับ”

“มองไม่เห็นทำไมเหยียบถูกวะ” ผู้เฒ่าตอบยียวนหาเรื่อง “อย่างนี้มันแกล้งกันนี่หว่า”

“กระผมมิได้เจตนาเลย ขอรับ มันมืด มองไม่เห็น ไม่นึกว่าท่านอาจารย์จะอยู่ตรงนี้”

“เอ็งอย่ามาแก้ตัว เอ็งแกล้งข้าก็บอกมาตรงๆ” ผู้เฒ่าไม่ยอมลดละ”

ดาบสหนุ่มกล่าวขอโทษแล้วขอโทษอีกกว่าจะหยุดบ่น ดาบสผู้เฒ่าคิดว่า เราหันศีรษะมาทางนี้ไอ้หนุ่มถึงเหยียบเรา คราวนี้เปลี่ยนทิศใหม่ดีกว่า ไม่งั้นมันจะมาเหยียบเราอีก ว่าแล้วก็หันศีรษะไปทางเท้าเดิม

ดาบสหนุ่มทำสรีรกิจ (ถ่าย) เสร็จแล้วก็คิดว่า ตะกี้นี้เราเดินไปทางนี้จึงเผลอเหยียบศีรษะท่านอาจารย์ คราวนี้เราเดินไปทางเท้าท่านดีกว่า แล้วก็ค่อยๆ ก้าวเท้าไปทางเท้าเดิมด้วยความระมัดระวัง แต่ก็เคราะห์ร้ายอะไรปานนั้น

คราวนี้เหยียบเอาตรงคอดาบสแก่ดังอึ๊บ พร้อมเสียงร้องดังวัวถูกเชือดตามมา คราวนี้ไม่ต้องอธิบายอะไรแล้ว ดาบสแก่ไม่ยอมฟังทั้งนั้น อย่างนี้ไม่เรียกว่าแกล้งจะเรียกว่าอะไร

ดาบสหนุ่มก็ได้แต่นั่งยกมือไหว้ขอโทษขอโพย แต่ก็ไร้ผล ดาบสแก่เอ่ยสาปแช่งว่าให้ศีรษะแกแตกเป็นเจ็ดเสี่ยงทันทีที่พระอาทิตย์อุทัย

ดาบสหนุ่มเป็นพระโพธิสัตว์ มีบารมีและฌานแก่กล้ากว่าดาบสแก่ รู้ด้วยฌานว่า คำสาปนั้นตกไปยังดาบสแก่แทนที่จะเป็นตน จึงกราบเรียนท่านไปว่า ท่านอาจารย์ครับ คำสาปนั้นจะตกแก่ท่าน ขอความกรุณาถอนคำสาปเถิด

ดาบสแก่โต้ว่า “ข้าสาปแก มันจะตกแก่ข้าได้อย่างไร”

“จริงๆ ครับ ท่านอาจารย์ คำสาปนั้นจะตกแก่ท่าน ศีรษะท่านนั่นแหละจะแตกเจ็ดเสี่ยงทันทีที่พระอาทิตย์อุทัย มีทางเดียวที่จะรอดพ้นได้คือ ให้ท่านกล่าวขอโทษกระผมเถิด”

“เรื่องอะไรข้าจะขอโทษแก ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนถูกต้องหมด คือข้าสาปแกให้แกมีอันเป็นไป แล้วทำไมข้าจะกลายเป็นคนผิด ข้าไม่ผิด ข้าไม่ขอโทษ แกนั่นแหละถ้าไม่อยากตายก็คุกเข่าขอโทษข้าเสีย” ดาบสเฒ่าจอมหลักการเถียง

เมื่อเห็นว่ายังไงๆ ท่านอาจารย์ก็ไม่กล่าวคำขอโทษ ดาบสหนุ่มจึงมองหาทางช่วย จึงไม่ยอมให้พระอาทิตย์ขึ้น คืนนั้นกลายเป็นค่ำคืนยาวนานมาก นานจนประชาชนชาวเมืองเดือดร้อนว่าทำไมมันไม่สว่างสักที มีเหตุร้ายแรงอันใดหนอ

ประชาชนพากันไปพระราชวัง ร้องทุกข์ต่อพระราชา เมื่อพระราชาทรงตรวจดูพระจริยวัตรของพระองค์ไม่มีอะไรขาดตกบกพร่อง ก็ทรงแน่พระทัยว่าเหตุการณ์ครั้งนี้มิได้เนื่องมาจากพระองค์แน่ จึงสอบถามข้อมูลจากเสนาอำมาตย์ทั้งหลาย ได้รับรายงานล่าสุดว่า มีดาบสสอง รูปพักอยู่ศาลานอกเมือง ท่านทั้งสองรูปใดรูปหนึ่งอาจรู้สาเหตุแห่งภาวะมืดมาราธอนนี้ก็ได้

พระราชาและชาวเมืองจึงพากันไปหาดาบสทั้งสอง ได้ทราบจากดาบสหนุ่มว่า ท่านอาจารย์เข้าใจว่าท่านล่วงเกิน ได้สาปแช่งให้ศีรษะท่านแตกเจ็ดเสี่ยงตอนพระอาทิตย์ขึ้น แต่ท่านรู้ว่าคำสาปนั้นจะตกที่ท่านอาจารย์จึงไม่ยอมให้พระอาทิตย์ขึ้น

“แล้วเราจะทำอย่างไร พระคุณเจ้า ขืนปล่อยไว้อย่างนี้ประชาชนเดือดร้อนแน่” คำถามสอดขึ้นมา

“มีทางเดียว ให้อาจารย์ขอขมาอาตมาให้ได้” ดาบสหนุ่มยืนยัน

ดาบสแก่ไม่ยอมขอขมา ชาวเมืองจึงจับศีรษะท่านก้มแทบเท้าดาบสหนุ่มบังคับให้กล่าวคำขอขมา กระนั้นเฒ่าหัวดื้อก็ไม่ยอมกล่าวออกมา ดาบสหนุ่มจึงบอกให้จับแกลงน้ำลึกถึงปลายคาง ให้เอาก้อนดินเหนียวโปะบนศีรษะ แล้วดาบสหนุ่มก็ปล่อยอิทธิฤทธิ์ให้พระอาทิตย์ขึ้น

พอพระอาทิตย์โผล่ขึ้นขอบฟ้า ก็กดให้ดาบสมุดลง ทันใดนั้นก้อนดินบนศีรษะดาบสเฒ่าก็แตกกระจายเป็นเจ็ดเสี่ยง แกดำน้ำไปโผล่อีกมุมหนึ่ง รอดชีวิตมาได้

พระพุทธองค์ทรงสรุป ติสสะนั้นแต่ก่อนก็ดื้อด้านมาก่อนแล้ว ชาตินี้จึงต้องดื้ออีก ติดเป็นสันดานยากจะแก้ไข

คนเราถ้าเชื่อมั่นในตัวเองสูง มองแต่ในมุมของตัวเอง ก็มักจะไม่ฟังใคร เพราะคิดว่าตัวเองนั้นถูกแล้ว เมื่อไม่ผิดแล้วก็ไม่ขอโทษใคร ไม่ขอโทษแล้วใครจะทำไม

ไม่เป็นไรครับ ให้ประชาชนขอโทษท่านแทนก็แล้วกัน จะได้ไม่มีใครศีรษะแตก