หน้าแรก คอลัมนิสต์ นามนั้นสำคัญไ...

นามนั้นสำคัญไฉน : มาซิโดเนีย

20.06.18 | 13:09 น.
แคว้นมาซิโดเนีย (สีเขียว) กับประเทศมาซิโดเนีย (สีเทา)

เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ.2538 ผู้เขียนได้เขียนบทความเรื่อง “มาซิโดเนีย : กรณีศึกษาความพิลึกในสมัยโลกาภิวัฒน์” ตีพิมพ์ที่มติชนรายวันนี่แหละ มาวันนี้ 23 ปีแล้วก็มีทีท่าว่าจะแก้ความพิลึกได้แล้วละครับ

ครับ ! ประเทศมาซิโดเนียเป็นประเทศที่เพิ่งเกิดใหม่เมื่อ พ.ศ.2534 หรือเพียง 20 กว่าปีมานี้เองตั้งอยู่บนคาบสมุทรบอลข่านโดยแยกตัวออกจากประเทศยูโกสลาเวีย (ประเทศยูโกสลาเวียล่มสลายลงโดยแยกออกเป็น 7 ประเทศ) สำหรับประเทศมาซิโดเนียตั้งอยู่ทางตอนเหนือของกรีซมีเนื้อที่ 25,333 ตารางกิโลเมตร มีประชากร 2,058,539 คน เมืองหลวงชื่อกรุงสโกเปีย

ธงชาติมาซิโดเนียช่วง พ.ศ.2534-2538

เมื่อมาซิโดเนียประกาศเอกราชแยกตัวออกเป็นประเทศเอกเทศซึ่งก็เป็นการตั้งประเทศใหม่ที่ราบรื่นดีไม่ต้องรบราฆ่าฟันกับใครและได้รับการรับรองว่าเป็นประเทศเอกราชจากนานาประเทศ ได้เป็นสมาชิกของสหประชาชาติ ผิดกับหลายประเทศที่แยกจากยูโกสลาเวียที่ต้องสู้รบผู้คนล้มตายทรัพย์สินเสียหายมากมายกว่าจะก่อตั้งประเทศได้สำเร็จ

แต่ประเทศกรีซซึ่งเป็นเพื่อนบ้านทางทิศใต้ของมาซิโดเนียได้คัดค้านชื่อและธงชาติของประเทศมาซิโดเนียมาตั้งแต่ พ.ศ.2534 ด้วยเหตุผลที่ว่ามาซิโดเนียตีขลุมเอาว่าประเทศมาซิโดเนียเป็นตัวแทนของดินแดนมาซิโดเนียทั้งหมดทั้งๆ ที่มาซิโดเนียเป็นชื่อของอาณาจักรมาซิดอนโดยพื้นที่ของมาซิดอนส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคกลางและตะวันตกของเขตมาซิโดเนียที่ตั้งอยู่ในประเทศกรีซในปัจจุบัน

ชาวกรีกได้อ้างสิทธิในการใช้ชื่อมาซิโดเนียแต่เพียงผู้เดียว เนื่องจากต้นกำเนิดของคำดังกล่าวอยู่ในประเทศของตนและกรีซก็คือรัฐที่สืบเนื่องมาจากอาณาจักรมาซิโดเนียโบราณของอเล็กซานเดอร์มหาราช เพียงแต่เมื่อสมัยจักรวรรดิโรมันเข้ามาปกครองทั้งคาบสมุทรบอลข่านจึงได้ขยายเขตการปกครองของมาซิโดเนียออกไปกว้างขวางกว่ายุคดั้งเดิมมาซิโดเนียจึงไม่ใช่แค่ดินแดนทางตอนเหนือและตอนกลางของกรีซเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงพื้นที่ส่วนใหญ่ของสาธารณรัฐมาซิโดเนียในปัจจุบันและพื้นที่ด้านตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศอัลบาเนียอีกด้วย

Advertisement
ธงชาติมาซิโดเนียปัจจุบัน

ที่สำคัญที่สุดคือชาวมาซิโดเนียปัจจุบันนี้คือชาวสลาฟมิใช่ชาวกรีกแต่ได้แอบอ้างเอาวีรบุรุษของชาวกรีกคือ “พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช” ผู้เกริกไกรว่าเป็นชาวสลาฟไปด้วยมิหนำซ้ำยังเอาสัญลักษณ์ “Sun of Verghina” ซึ่งเป็นพระอาทิตย์รัศมี 16 แฉก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของราชวงศ์มาซิโดเนียโบราณมาเป็นธงชาติมาซิโดเนีย และแถมยังตั้งชื่อสนามบินนานาชาติว่าสนามบินอเล็กซานเดอร์มหาราชแห่งสโกเปีย อันเป็นเรื่องที่ชาวกรีกเป็นจำนวนมากยอมไม่ได้โดยเด็ดขาด

ทำให้ความขัดแย้งของทั้งสองชาติเกือบลุกลามเป็นสงคราม จนทำให้มาซิโดเนียต้องยอมเปลี่ยนธงชาติของตัวเองในปี พ.ศ.2538 โดยปรับดวงอาทิตย์แบบใหม่ให้ต่างจาก Vergina Sun ออกไปแต่ยังใช้ธงแดง ดวงอาทิตย์สีเหลืองเช่นเดิม

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่มาซิโดเนียได้เป็นเอกราชแล้วแต่กรีซไม่ยอมรับรองประเทศมาซิโดเนียนอกจากนี้ยังได้ปิดพรมแดนระหว่างกรีซกับมาซิโดเนียซึ่งอยู่ติดกันเหมือนไทยกับกัมพูชานั่นแหละครับและยังพยายามคัดค้านการที่มาซิโดเนียสมัครเข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติ องค์การนาโตและสหภาพยุโรปซึ่งก็ประสบความสำเร็จไม่น้อยโดยสหประชาชาติยอมรับมาซิโดเนียเข้าเป็นสมาชิกโดยใช้ชื่อว่า “อดีตสาธารณรัฐยูโกสลาฟแห่งมาซิโดเนีย (The former Yugoslav Republic of Macedonia)” ส่วนองค์การนาโตและสหภาพยุโรปยืนยันว่าจะรับมาซิโดเนียเข้าเป็นสมาชิกเมื่อทำความตกลงเรื่องชื่อประเทศกับกรีซได้สำเร็จเสียก่อน

อย่างว่าละครับเรื่องชาตินิยมฝืดๆ นี้ลากยาวกันกว่า 20 ปี ด่ากันไปมาระหว่าง 2 ชาติ ถึงขนาดที่ทางมาซิโดเนียสร้างอนุสาวรีย์ของอเล็กซานเดอร์มหาราชขณะกำลังทรงม้าบูเซฟาลัส ที่จัตุรัสกลางกรุงสโกเปีย เมื่อปี พ.ศ.2554 เป็นการฉลอง 20 ปี การเป็นเอกราชของประเทศมาซิโดเนีย เพื่อเป็นการตอบโต้และท้าทายกรีซที่ต่อต้านชื่อประเทศของมาซิโดเนีย

ในที่สุดประชาชนทั้งกรีซและมาซิโดเนียได้เลือกตั้งผู้นำที่ผู้มีอายุน้อยแต่มีวิสัยทัศน์ที่ก้าวหน้าทั้งคู่ โดยทั้ง 2 นายกรัฐมนตรีคือนายอเล็กซิส ซิปราส ผู้มีอายุเพียง 40 ปี ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีของกรีซเมื่อ พ.ศ.2558 และนายโซราน เซฟ อายุ 42 ปี ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีของมาซิโดเนียเมื่อ พ.ศ.2560

ดังนั้นผู้นำของทั้งสองประเทศคือ กรีซ และมาซิโดเนียได้เปิดการเจรจากันอย่างจริงจังและบรรลุข้อตกลงร่วมกันในวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ.2561 นี้ว่า มาซิโดเนียจะเปลี่ยนชื่อประเทศเป็น “สาธารณรัฐมาซิโดเนียเหนือ” และยกเลิกการตีขลุมเอาว่าพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชเป็นวีรบุรุษแห่งประเทศมาซิโดเนียซึ่งก็ไม่เป็นความจริงอยู่แล้วโดยทางกรีซจะยกเลิกการคัดค้านและหันมาสนับสนุนให้ประเทศมาซิโดเนียเข้าเป็นสมาชิกขององค์การนาโตและสหภาพยุโรป พร้อมกับเปิดพรมแดนติดต่อค้าขายกับมาซิโดเนียฉันมิตรนับว่าเป็นประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่ายดีกว่าข้อขัดแย้งชาตินิยมโง่ๆ ที่ลากยาวมานานจนไม่น่าเชื่อ ชวนให้ระลึกถึงพระราชนิพนธ์แปลของล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 ที่ว่า

“นามนั้นสำคัญไฉน ? ที่เราเรียกกุหลาบนั้น แม้เรียกว่าอย่างอื่นก็หอมรื่นอยู่เหมือนกัน”