หากการต่อสู้ทางการเมืองเป็นเช่นการชกมวย เรื่องที่จะพลาดถูกหมัดชุดจนเปะเป๋เสียรูปก็เป็นเรื่องธรรมดา
โดยเฉพาะกับนักมวยที่โดดเด่นที่สุดในเวทีมวยหมู่ขณะนี้ คือ ยอดมวยกางเกงส้มที่ก่อร่างขึ้นโดยอุดมการณ์และทุนของคุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ซึ่งเป็นนักมวยหน้าใหม่ที่ก้าวขึ้นสู่เวที ด้วยรูปมวยที่โดดเด่นจนเป็นที่น่าจับตา
บนเวทีอุ่นเครื่อง งานเสวนาที่จัดโดยคณะรัฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ เรื่อง “อนาคตประชาธิปไตยไทย: ข้ามพ้น กับดัก ความหวัง?” ซึ่งมีผู้เข้าร่วมจากพรรคการเมืองที่คาดว่าจะเป็น “นักมวย” ที่จะลงเวทีขับเคี่ยวกันในการเลือกตั้งครั้งแรกภายใต้รัฐธรรมนูญปัจจุบัน (ถ้ามันจะเกิดขึ้นจริง) ได้แก่ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์ คุณจาตุรนต์ ฉายแสง พรรคเพื่อไทย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ พรรคอนาคตใหม่ และนายไพบูลย์ นิติตะวัน จากพรรคประชาชนปฏิรูป
ช่วงหนึ่งของการเสวนา ธนาธรกล่าวถึงกับดักของการทำรัฐประหาร กับผลต่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทย ความสรุปได้ว่า การรัฐประหารซ้ำแล้วซ้ำเล่าในประเทศไทย ทำให้การพัฒนาของเรานั้นถดถอยกว่าหากเทียบกับประเทศอย่าง มาเลเชีย สิงคโปร์ ไต้หวัน เกาหลีใต้ ที่ปัจจุบันปรากฏเป็นรูปธรรมแล้วว่ามีการพัฒนาเศรษฐกิจดีกว่าประเทศไทย โดยธนาธรสรุปว่าการจะตามโลกให้ทันหรือรักษาตำแหน่งแห่งที่ของสังคมไทยในเวทีโลกได้นั้น ระบบที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยจะตามไม่ทันรับมือไม่ได้
คุณอภิสิทธิ์จึงสวนฉับเข้าให้ว่า อย่าไปเน้นจุดขายประชาธิปไตยโดยเน้นเรื่องผลลัพธ์ในการพัฒนาประเทศ เพราะสำหรับเขานั้นไม่แน่ใจว่าเราพร้อมที่จะเรียกสิงคโปร์ว่าเป็นประชาธิปไตยได้หรือไม่ และโดยเฉพาะเมื่อช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาประเทศที่ไปเร็วและไปไกลสุดคือจีน ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็คงไม่ได้มองว่าเขาเป็นประชาธิปไตย
คุณอภิสิทธิ์เลยพาไปลงสวยๆ ตามประสาของนักพูดที่เก่งฉกาจอันเป็นงานที่เขาทำได้ดีที่สุดว่า เขานั้นไม่ตั้งเกณฑ์วัดไว้เรื่องการพัฒนาหรือผลลัพธ์ เพราะคุณค่าของประชาธิปไตย อยู่ที่ว่ามันเป็นระบบที่คนจะได้รับการเคารพศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ และมีสิทธิเสรีภาพ สามารถแก้ไขตัวเองได้ และแก้ไขได้โดยความยินยอมพร้อมใจของคนในประเทศ
ฝ่าย “กองเชียร์” ของนักมวยสีฟ้า และ “กองแช่ง” ของนักมวยสีส้ม ต่างเอาไปตัดเน้นขยายผลกันว่า “อภิสิทธิ์สอนมวยธนาธร” ให้ฮือฮาสะใจกันไป ราวกับได้ชัยชนะไปแล้วในยกแรกกระนั้น
เมื่อมองแบบคนข้างเวทีที่นั่งเยื้องไปทางมุมสีส้มนิดหน่อย ก็คงต้องยอมรับว่า งานนี้นักมวยของเราปล่อยหมัดสวิงแล้วเผลอทิ้งการ์ดต่ำ ให้มุมสีฟ้าสวนเข้าที่ปลายคางและต่ออีกสองสามชุด จนเสียรูปมวยไปจังหวะหนึ่งจริงๆ แต่จะว่าถึงกับ “สอนมวย” เลย ก็เป็นการตู่เกินราคามากไปนิด
ที่ธนาธรพูดนั้นก็ใช่ หากมองในบริบทเผด็จการทหาร-ราชการนิยมแบบไทย ด้วยวิสัยทัศน์วัฒนธรรมการทำงานแล้วยากหนักหนาที่จะเดินตามใครเขา ด้วยโลกทัศน์และวิธีคิดแบบรัฐราชการในยุคสมาร์ทโฟนไม่ต่างจากสมัยที่เปลี่ยนจากการเขียนหนังสือด้วยมือมาใช้พิมพ์ดีดไม่มากนัก
กระนั้นที่คุณอภิสิทธิ์พูดนั้นก็ถูก ว่าประชาธิปไตยนั้นไม่ใช่ระบอบที่เอาไว้รับประกันในเชิง “ประสิทธิภาพ” และในทางเดียวกัน การปกครองในระบอบเผด็จการก็ไม่ใช่สูตรตายตัวว่าจะทำให้ประเทศหลุดถอยจากเส้นทางการพัฒนา
การปกครองในรูปแบบเผด็จการ เป็นการปกครองที่ให้อำนาจเบ็ดเสร็จไว้กับคนเพียงคนเดียวหรือกลุ่มเดียว โดยปราศจากกระบวนการตรวจสอบทัดทานหรือสอบถามความต้องการของประชาชน อำนาจเช่นนั้นยั่วยวนหอมหวาน ประดุจดังแหวนแห่งอำนาจ ที่อาจจะทำให้ผู้ครอบครองเป็นบ้าและใช้อำนาจนั้นเพื่อประโยชน์ส่วนตนได้ เพราะไม่มีเหตุผลอะไรที่เขาจะต้องใช้อำนาจล้นพ้นนั้นเพื่อคนอื่น
แต่นั่นก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เลยที่ผู้ปกครองซึ่งใช้อำนาจนั้นจะเป็น “เผด็จการเพื่อประโยชน์ส่วนรวม” หรือ “เผด็จการเพื่อชาติ” ได้ หากเขาถูกอุดมการณ์แห่งความเป็นชาติหล่อหลอมอย่างเข้มแข็งมั่นคง เสียจนความยั่วยวนแห่งประโยชน์ส่วนตัวนั้นไม่สามารถครอบงำเขาได้
ในกรณีเช่นนี้ ข่าวร้ายที่เราอาจจะต้องยอมรับคือ หากกล่าวกันเฉพาะในเชิง “ประสิทธิภาพ” ที่วัดจากการสร้างประโยชน์ส่วนรวมแล้ว การปกครองในระบอบเผด็จการโดยผู้มีอุดมการณ์ในทางดีเช่นนี้จะกลายเป็นการปกครองที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
เช่นระบอบในอุดมคติอย่าง “ราชาปราชญ์” ของเพลโต หรือระบอบ “เผด็จการโดยธรรม” ของท่านพุทธทาส
ในเมื่อการตัดสินใจเป็นเด็ดขาดโดยคนเดียวหรือกลุ่มเดียวให้ไปทำในสิ่งที่ดีเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม จากนั้นคนที่เหลือรับไปปฏิบัติผลักดัน แบบไม่ถามไม่สงสัย ทำทันทีไม่มีเงื่อนไข ทุกคนอยู่ใต้กฎกติกาและดำเนินบทบาทต่างๆ ไปตามที่รัฐกำหนดให้ เป็นฟันเฟืองที่ขับเคลื่อนไปตามหน้าที่ของแต่ละคน ด้วยเหตุนี้จึงใช้ทรัพยากร บุคคล และเวลา ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด นอกจากนี้ ใครที่รบกวนก่อความเดือดร้อนต่อสังคม หรือเพียงไม่ให้ความ
ร่วมมือกับส่วนรวม ก็จะต้องถูกลงโทษอย่างเด็ดขาด เป็นสภาวะอันสงบราบคาบ
อุดมคติระดับนั้นอาจจะเป็นไปได้ยาก แต่ที่พอยกได้ใกล้เคียง คือรูปแบบการปกครองที่แม้จะมีรูปแบบเป็นระบอบประชาธิปไตยและมีการเลือกตั้ง แต่ผู้ปกครองนั้นไม่เคยเปลี่ยนคนหรือเปลี่ยนกลุ่มเป็นเวลานานๆ สามารถบังคับใช้กฎหมายและบริหารอำนาจรัฐได้อย่างเข้มงวด เช่นกรณีของสิงคโปร์นั้นเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดที่เอาไว้ใช้อธิบายประสิทธิภาพของการปกครองในระบอบอำนาจเบ็ดเสร็จ แม้จะอยู่ในรูปแบบของรัฐสภาที่มีการเลือกตั้ง
สิ่งที่เป็นราคาของประสิทธิภาพนั้น คือการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างเกินความจำเป็นเพื่อรักษาความสงบหรือความเรียบร้อย การลิดรอนเสรีภาพในการแสดงออกของคนคิดไม่ตรงกับรัฐบาล เช่นการเซ็นเซอร์ Internet ในส่วนที่เกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็นของจีน หรือกรณีของสิงคโปร์ ก็มีรายงานการใช้อำนาจรัฐเพื่อจัดการคนคิดต่าง ถึงกับการดำเนินคดีกับเยาวชนอายุ 17 ที่วิพากษ์วิจารณ์อดีตผู้นำ การลงโทษด้วยการโบยตีเพื่อสร้างสภาพบังคับอันน่ากลัวของกฎหมายโดยละเลยสิทธิมนุษยชน
นอกจากนั้น การมุ่งหวังประสิทธิภาพของการพัฒนาและประโยชน์ทางเศรษฐกิจเป็นหลัก โดยละเลยคุณค่าเรื่องสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมที่เหมือนไม่มีราคาซ้ำยังเหมือนว่าจะเป็นภาระ ในระบอบเช่นนี้การใช้แรงงานเด็ก การละเมิดสิทธิคนงาน การทำอุตสาหกรรมโดยไม่สนใจความเสียหายของสิ่งแวดล้อม หรือการผลิตสินค้าที่ด้อยคุณภาพหรือละเลยมาตรฐานด้านความปลอดภัยเพื่อลดต้นทุนการผลิต จึงเป็นเรื่องที่ยอมรับได้
ต่อให้ได้ผู้นำหรือผู้เผด็จการที่ดี ตั้งใจจะทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมจริงๆ และแม้ว่าการนั้นจะได้รับความเห็นชอบด้วยมติมหาชน หากแต่การปกครองที่เห็นความเป็นมนุษย์ไร้ค่าไร้ความหมาย การเสียสละชีวิตหรือสิทธิเสรีภาพของผู้คนเพื่อการพัฒนาหรือเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมจึงเป็นราคาที่คุ้มค่าราวกับการดีดลูกคิด เหมือนตัวอย่างคลาสสิกจากเรื่องสั้นเกี่ยวกับเด็กน้อยแห่งเมือง Omelas* ซึ่งเมืองนี้จะมีความสุขสงบ ค้าขายดีมีความอุดมสมบูรณ์ได้ ตราบใดที่เด็กคนนี้ยังคงถูกขังและทรมานอยู่ในห้องใต้ดิน
จริงอยู่ว่านั่นเป็นตัวอย่างที่สุดโต่ง และจริงอีกนั่นเองที่ว่า การปกครองในระบอบเผด็จการก็อาจจะมอบสิทธิเสรีภาพให้ประชาชนบางส่วนได้เท่าที่ไม่กระทบกระเทือนต่ออำนาจรัฐ แต่สิทธิเสรีภาพอันสำคัญที่สุดที่ไม่ว่าเผด็จการโดยใครนั้นจำเป็นต้องริบยึดไว้ คือเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออก นั่นคือคุณจะยังมีความสุขอย่างลูกแกะในทุ่งกว้างที่จะไปไหนต่อไหนก็ได้ ตราบใดที่ไม่คิดตั้งคำถามว่าที่พวกเขาเลี้ยงคุณไว้อย่างดีให้อิสระเสรีภาพตามสมควรนั้นเป็นเพราะอะไร
ประชาธิปไตยจึงแตกต่างจากการปกครองระบอบทรราชเสียงข้างมาก ไม่ใช่เพียงการปกครองที่ใช้ประชาชนทำหน้าที่รับรองความถูกต้องแห่งการใช้อำนาจ ตรงที่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้นรับรองคุณค่าความเป็นมนุษย์แต่ละคนแม้เพียงหนึ่งชีวิต และรับรองว่าจะมีใครสักคนที่จะถูกมองว่าเป็นเพียงปัจจัยการผลิต ฟันเฟือง แบตเตอรี่ หรือแม้แต่เครื่องบูชายันต์เพื่อประโยชน์สุขของคนส่วนมาก
เพราะเราไม่รู้ว่าวันไหนที่เราจะกลายเป็นคนกลุ่มที่ถูกขังไว้ในห้องใต้ดินเพื่อความสุขมวลรวมประชาชาติ เราอยากได้ระบอบที่ไม่ต้องเสี่ยงดวงส่งใครไปสังเวยในห้องนั้น
*จากเรื่องสั้น “The Ones Who Walk Away from Omelas” ของ Ursula K. Le Guin. ซึ่งถูกยกขึ้นมาใช้เป็นกรณีอุทาหรณ์ของอุดมการณ์แบบอรรถประโยชน์นิยม (Utilitarianism) ในหนังสือ “ความยุติธรรม” (ustice: What’s The Right Thing To Do?) ของ Michael J Sandel ด้วย

