เดินหน้าชน : โหนมั่ว-น้ำมันแพง

20.06.18 | 13:29 น.

ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกมีขึ้น-มีลง เป็นไปตามเงื่อนไข ปัจจัยและสถานการณ์จากนอกประเทศเป็นหลัก

แน่นอนว่าประเทศไทยซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันย่อมได้รับผลทั้งบวกและลบ จากราคาน้ำมันที่ขึ้น-ลง

ราคาน้ำมันถูก ย่อมดีแน่กับผู้บริโภค แต่พอแพงขึ้นมาเมื่อไรก็ต้องออกมาโวยวายกันบ้าง เพราะไม่ใช่แค่น้ำมันที่แพง แต่ก๊าซก็ขึ้นราคาตามไปด้วย

ผลกระทบ ไม่ใช่คนใช้รถที่ใช้น้ำมันหรือก๊าซต้องควักกระเป๋าเพิ่ม แต่ยังมีผลตามกันมาเป็นลูกโซ่ กระทบชิ่งไปต้นทุนค่าขนส่งสินค้า รถโดยสาร และร้านอาหารต่างๆ หากปรับเพิ่มค่าบริการก็จะส่งต่อไปยังราคาสินค้าต่างๆ ที่ต้องมา
บวกกับคนซื้ออีกทอด

รัฐบาลจึงต้องออกมาตรการมาเบรกด้วยการใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล ไม่ให้เกิน 30 บาท/ลิตร และอุดหนุนราคาก๊าซแอลพีจี 10 บาทต่อขนาดถัง (15 กิโลกรัม) ทำให้ราคาก๊าซแอลพีจี เหลือไม่เกินถังละ 363 บาท

Advertisement

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องเข้าใจว่าประเทศไทยนำเข้าน้ำมันดิบวันละประมาณ 1 ล้านบาร์เรล มากลั่นเป็นน้ำมันเบนซินและดีเซลใช้ในประเทศ ขณะที่เราผลิตน้ำมันดิบในประเทศเพียงวันละประมาณ 2.5 แสนบาร์เรลเท่านั้น

ดังนั้น ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศต้องอ้างอิงและสะท้อนตามราคาตลาดโลก เช่นเดียวกับประเทศต่างๆ ที่นำเข้าน้ำมันดิบ แต่ที่ราคาขายแต่ละประเทศไม่เท่ากันนั้น เป็นเพราะโครงสร้างภาษีน้ำมันแตกต่างกัน

สำหรับประเทศไทย ราคาน้ำมัน 1 ลิตร สัดส่วน 65.22% เป็นต้นทุนน้ำมันดิบหรือราคาหน้าโรงกลั่น อีก 28.07% เป็นภาษี เช่น ภาษีสรรพสามิต และกองทุนต่างๆ และอีกประมาณ 6.71% เป็นค่าการตลาด แต่สำหรับบางประเทศอาจยกเว้นภาษีหรือเก็บในอัตราต่ำ ราคาน้ำมันก็จะถูกกว่าไทย

แต่ด้วยเพราะเป็นเรื่องที่ซับซ้อน คนทั่วไปไม่ค่อยรับรู้ จึงออกมาโวยวายและสงสัยว่าเหตุใดราคาน้ำมันของไทยแพงกว่าเพื่อนบ้าน เป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจได้

ทว่าพวกที่แอบอ้างเป็นเอ็นจีโอ หน้าเก่าๆ ที่น่าจะรับรู้ข้อมูลและข้อเท็จจริง แต่กลับเอาประเด็นราคาน้ำมันแพงมาบิดเบือน สร้างกระแสผ่านสื่อออนไลน์ ให้คนทั่วไปออกมาเรียกร้องให้ปรับรื้อโครงสร้างน้ำมันใหม่เพื่อให้ราคาถูกเหมือนเพื่อนบ้าน

โดยมีเป้าแรกคือหวังจะล้มการประมูลปิโตรเลียมแหล่งบงกชและเอราวัณ จากนั้นนำไปสู่แผนสอง นั่นคือการปลุกผีจัดตั้ง “บรรษัทน้ำมันแห่งชาติ” หรือ “เอ็นโอซี” ที่เอ็นจีโอกลุ่มนี้หวังจะเข้าไปนั่งเก้าอี้บริหาร

ที่เอ็นจีโอพยายาม “โชว์กึ๋น” นั้น กลับเป็นการ “โชว์กลวง” มากกว่า แถมยังลวงให้คนเข้าใจผิด ด้วยเพราะราคาน้ำมันกับการตั้ง “เอ็นโอซี” เป็นคนละเรื่องคนละราวกันเลย

ที่สำคัญการตั้ง “เอ็นโอซี” มีตัวอย่างให้เห็นว่าล้มเหลวมาแล้วในหลายประเทศ เช่น “เวเนซุเอลา” ที่เอ็นจีโอชูเป็นต้นแบบปฏิรูปพลังงาน ขณะนี้เศรษฐกิจประเทศนี้ล่มสลายไปแล้ว หรือบริษัท ปิโตรนาส จำกัด ซึ่งเหมือนเป็น “เอ็นโอซี” ของมาเลเซีย ก็ถูกตรวจสอบถึงความโปร่งใสหลายเรื่อง

“เอ็นโอซี” แทบทุกประเทศจะมีลักษณะรวบอำนาจเบ็ดเสร็จ ผูกขาดทุกกระบวนการ ตั้งแต่นโยบายไปจนถึงการให้สิทธิการสำรวจขุดเจาะ งบประมาณและการบริหารงาน จะอยู่ที่คณะกรรมการบริหารเพียงกลุ่มเดียว ซึ่งไม่มีหลักประกันอะไรเลยว่าราคาน้ำมันจะถูกลง แถมอาจจะแพงกว่าด้วยซ้ำ

หากหลงเชื่อเอ็นจีโอที่มีประโยชน์แฝงอยู่เบื้องหลัง และทำให้การประมูลแหล่งบงกชและเอราวัณต้องล้มไป จะทำให้ประเทศเสียหายมหาศาล

ถ้าไม่มีก๊าซธรรมชาติจากแหล่งบงกชและเอราวัณ ซึ่งเป็นแหล่งเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าของประเทศกว่า 70% ก็จะต้องนำเข้าก๊าซแอลพีจีมาผลิตไฟฟ้าแทน ส่งผลให้ค่าไฟจะสูงขึ้น

ดังนั้น การโหมกระพือราคาน้ำมันแพงแล้วโยงไปถึงการตั้ง “เอ็นโอซี” จึงเป็นแค่การโหนกระแสมั่วๆ