คุณสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ แถลงผลงานในโอกาสดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ครบ 6 เดือนว่าประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยเฉพาะการสร้างความ
เข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานราก
ผลักดันราคาสินค้าเกษตรหลากหลายตัวทำสถิติราคาสูงสุด เช่น ข้าวเปลือกหอมมะลิตันละ 18,700 บาท เพิ่มจากเดิมตันละ 12,000-14,000 บาท สูงสุดในรอบ 10 ปี ส่วนข้าวเปลือกเจ้าเฉลี่ยตันละ 8,000 บาท มันสำปะหลังเป็นครั้งแรกที่ราคาสูงถึง กก.ละ 3.20 บาท เทียบกับปีก่อน กก.ละ 1.70 บาท สูงสุดในรอบ 10 ปีเช่นกัน ฯลฯ
ครับ เป็นเรื่องที่น่าร่วมชื่นชมยินดีกับความสำเร็จในสายตาผู้กำหนดนโยบายเป็นอย่างยิ่ง และก็เป็นธรรมดาตามหลักการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ควรพูดแต่เรื่องดีๆ เรื่องที่ประสบความสำเร็จ เรื่องไม่ค่อยดีอย่าไปพูด เดี๋ยวกลายเป็นเรื่อง
แต่ขณะเดียวกันสิ่งที่น่าคิด คือความเป็นจริง ยังมีผลผลิตทางการเกษตรอีกหลายตัวที่ตรงกันข้าม เกษตรกรผู้ปลูกจำนวนมากกำลังจะตาย กลืนไม่เข้าคายไม่ออก หาทางออกไม่ได้ เพราะเชื่อคำของรัฐบาล เลิกปลูกข้าว หันไปปลูกอย่างอื่นที่มีตลาดรองรับ ที่กำลังเป็นปัญหาหนักหนาอยู่ทั่วประเทศเวลานี้ คือ ชาวไร่อ้อย
การไม่ยอมพูดถึง พูดความจริงไม่หมด เท่ากับ พูดความจริงเพียงครึ่งเดียว
เพราะราคาอ้อยตกต่ำ โรงงานน้ำตาลปิดหีบเร็ว ไม่ยอมรับซื้อ ชาวไร่เหลืออ้อยบานเบอะ ไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร
ตัวอย่างสดๆ ร้อนๆ น.ส.จิรัชญา ขอบกิ่ง ผู้ใหญ่บ้านวังโรงน้อย อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา 1 ใน 8 พลเมืองดีผู้มีจิตใจงดงาม ที่เข้าไปช่วยอุ้มเด็กชายวัย 2 ขวบ ออกมาจากรถเก๋งที่เกิดอุบัติเหตุไฟไหม้ทั้งคัน บนถนนมิตรภาพ อ.สีคิ้ว เมื่อวันที่ 12 มิถุนายนทีผ่านมา
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ดูคลิปเหตุการณ์เกิดความประทับใจ ประกาศตามหาตัวทุกคน ให้มาเข้าพบพร้อมกันที่ทำเนียบรัฐบาล วันอังคารที่ 19 มิถุนายน เพื่อมอบโล่เป็นขวัญกำลังใจและเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับสังคม
เธอเล่าว่า อยากจะพูดคุยกับนายกรัฐมนตรี ในฐานะเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยว่าตอนนี้เกษตรกรชาวไร่อ้อยกำลังเดือดร้อนเพราะโรงงานต่างๆ ปิดหีบอ้อยกันหมดแล้ว ทำให้ตัดอ้อยส่งโรงงานไม่ทัน ตนเป็นหนึ่งในเกษตรกรที่เปลี่ยนพื้นที่นาปลูกข้าวจำนวน 60 ไร่มาปลูกอ้อยแทนตามนโยบายของรัฐบาล แต่ตอนนี้ยังเหลืออ้อยอีกกว่า 20 ไร่ที่ตัดส่งโรงงานไม่ทัน จึงอยากให้นายกรัฐมนตรีช่วยเหลือ
นี่เป็นเพียงตัวอย่างเดียวของเกษตรกรชาวไร่อ้อย ที่เหลือกระจัดกระจายอยู่ตามจังหวัดต่างๆ อีกเป็นจำนวนมาก กำลังเดือดร้อน ไม่มีใครในรัฐบาลอยากพูดความจริงอีกด้านหนึ่งของเกษตรกร
กระทรวงพาณิชย์อาจอ้างได้ว่าไม่ได้ดูแลโดยตรง เป็นเรื่องของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงอุตสาหกรรม แต่ในความเป็นรัฐบาลมิอาจปฏิเสธความรับผิดชอบร่วมไปได้ เพราะสิ่งที่ชาวไร่อ้อยพูดถึงก็คือ ทำไมช่วยเหลือชาวนา ชาวสวนยาง ชาวประมง ฯลฯ ให้เงินชดเชยไร่ละพัน เท่านั้นเท่านี้ ทีชาวไร่อ้อยจะปล่อยให้ตายไปกับหนี้สินที่เพิ่มพูนขึ้นเพราะกู้มาทำอ้อย อย่างนั้นหรือ
หลายรายพากันทำตามคำขอร้องของรัฐบาล มีอะไรเดือดร้อนให้ไปร้องศูนย์ดำรงธรรมตามขั้นตอน ปรากฏว่าคำตอบที่ได้รับคือ จะให้ทำอย่างไร จะช่วยอะไรได้ ก็โรงงานเขาไม่รับซื้อ จะไปบังคับเขาได้อย่างไร
เกษตรกรก็หน้าจ๋อยกลับบ้านไป ไม่มีใครกล้ารวบรวมผู้คนเดินทางไปชุมนุมเรียกร้องที่หน้าศาลากลางจังหวัด ที่ทำเนียบรัฐบาล เพราะกลัวพิษคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ห้ามมั่วสุมชุมนุมเกิน 5 คน ถูกสกัดตั้งแต่พื้นที่แต่ละจังหวัด อย่าให้รวมตัวเดินขบวน ชุมนุมเป็นอันขาด ถ้าปล่อยให้เกิดขึ้นถือว่าบกพร่องต่อหน้าที่
ประกาศคำสั่งห้ามชุมนุมเกิน 5 คนจึงไม่ได้มีผลแต่นักการเมือง พรรคการเมืองที่เรียกร้องให้รีบยกเลิกเพื่อจะได้จัดกิจกรรมทางการเมืองรับเลือกตั้งเท่านั้น แต่ส่งผลถึงความกดดันที่มีต่อพี่น้องเกษตรกรและกลุ่มอื่นๆ ซึ่งเดือดร้อน จนกลัวรานไม่กล้าที่จะขยับเขยื้อน รวมตัว เพราะกลัวถูกจับดำเนินคดี เพราะเชื่อรัฐบาล เชื่อเจ้าหน้าที่รัฐให้ไปร้องศูนย์ดำรงธรรมวันยังค่ำ ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าคำตอบที่จะได้รับคืออะไร
การทำความดีของผู้ใหญ่บ้านหญิง พลเมืองดี เกษตรกรผู้ปลูกอ้อย จึงเป็นโชคดีมีโอกาสพบนายกรัฐมนตรี ผลจะออกมาเป็นอย่างไรก็ตาม อย่างน้อยที่สุด ทำให้ความจริงอีกด้านของเกษตรกรชาวไร่อ้อยได้สะท้อนออกมาสู่สังคม
ภายใต้ข้อจำกัด ห้ามชุมนุม รวมตัว ห้ามเดินขบวนร้องเรียน ไม่เช่นนั้นจะโดนข้อหา มั่วสุม ก่อความวุ่นวาย ยุยงปลุกปั่น กระทบต่อความมั่นคง เช่นเดียวกับกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ที่วันนี้ตกเป็นจำเลยคนละไม่รู้กี่คดี เพราะเรียกร้องสิทธิการชุมนุม การพูดความจริงที่ผู้มีอำนาจไม่อยากฟัง แค่นั้นเอง

