หน้าแรก คอลัมนิสต์ ขอให้ใจแข็งไว...

ขอให้ใจแข็งไว้

21.06.18 | 13:15 น.

ช่วงนี้ตอนบ่ายมักจะมีฝนตกเป็นประจำทุกวันและมักจะตกเร็วขึ้นวันละครึ่งชั่วโมง เป็นฝนจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้จากทะเลอันดามัน ทำให้แผ่นดินชุ่มฉ่ำ

หลังจากพายุลมมรสุมก็จะเปลี่ยนเป็นพายุความกดอากาศต่ำจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ข้าวปลาอาหารปีนี้คงบริบูรณ์ ความกดดันเรื่องปริมาณการผลิตสินค้าเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าว มันสำปะหลัง และอ้อย คงจะไม่มีให้เป็นที่เดือดร้อนใจ

ที่น่าสังเกตเป็นอย่างยิ่งก็คือ แม้ว่ารัฐบาลจะล้มเลิกโครงการจำนำข้าวหรือโครงการประกันราคาข้าว เพราะรัฐบาลคงจะเข้าใจแล้วว่าทำอะไรไม่ได้กับราคา ราคาสินค้าเกือบทุกอย่างย่อมเป็นไปตามราคาตลาดโลก เราเป็นผู้รับราคาหรือ price taker ไม่ใช่ผู้ตั้งราคาตลาดโลกหรือ price maker นโยบายราคาทั้งหลายที่เสียเงินเสียทองกันมา 30-40 ปีเป็นนโยบายที่ไร้ผล ไม่มีมาตรการอันใดใช้ได้ผลในการยกราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ต้องส่งออก

แม้ว่าจะไม่มีโครงการประกันราคาข้าว ไม่มีโครงการรับจำนำข้าว มีเพียงสินเชื่อการเกษตรจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรธรรมดา สำหรับชาวนาที่มียุ้งฉางต้องการเก็บข้าวไว้ขายหลังฤดูเก็บเกี่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าวเหนียว การผลิตข้าวเปลือกและการส่งออกข้าวสารก็ยังเพิ่มขึ้น การส่งออกในปีที่ผ่านมาทะลุ 10 ล้านตันข้าวสาร ส่วนที่บริโภคภายในประเทศนั้นก็คงเป็นปกติ ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ยินชาวไร่ชาวนาเรียกร้องการประกันราคาหรือการจำนำราคาข้าว เพราะขาดทุนจากการผลิต

การส่งออกที่เพิ่มขึ้นนั้นมีสัดส่วนของการส่งออกข้าวคุณภาพดี คือข้าวหอมมะลิจากภาคอีสาน และข้าวหอมดอกมะลิจากภาคกลางเพิ่มขึ้นด้วย เพราะมีการเปลี่ยนจากการผลิตข้าวนาปรังคุณภาพต่ำมาสู่ข้าวคุณภาพสูงราคาดีกว่ามากขึ้น เพราะข้าวคุณภาพต่ำไม่ได้รับการประกันจากรัฐบาล

Advertisement

โรงสีที่เคยได้ประโยชน์อันมิควรได้จากรัฐบาลก็เงียบ ไม่กล้าพูด เพราะหลายรายต้องคดีถูกจำคุกบ้าง อยู่ระหว่างถูกฟ้องร้องบ้าง สามารถประหยัดภาษีอากรของประชาชนในการประกันราคาข้าวหรือจำนำข้าวได้ถึง 5-6 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งเงินจำนวนนี้หากรัฐบาลจะใช้จ่ายเพื่อเป็นสวัสดิการของชาวไร่ชาวนาและผู้ยากไร้ โดยจัดให้มีระบบสวัสดิการที่ไม่ใช่การแจกเงิน หรือจัดสรรให้จัดไปซ่อมแซมวัดวาอาราม หรือจัดหลักสูตรปลอมเพื่อการศึกษาของพระภิกษุสามเณรที่กลายเป็นเรื่องเงินทอนวัด จนพระเถระชั้นผู้ใหญ่ต้องคดีทุจริตยักยอกทั้งเงินหลวงและเงินราษฎร์จนเป็นข่าวฮือฮาอย่างปัจจุบัน

ปริมาณการผลิตข้าวเพิ่มขึ้นและปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้น โดยปราศจากโครงการประกันราคา ย่อมเป็นเครื่องยืนยันว่าชาวนาไทยเป็นผู้ผลิตที่มีประสิทธิภาพสูง ไม่ต้องการการชดเชยจากรัฐบาลก็สามารถแข่งขันในตลาดโลกสู้กับประเทศพัฒนา เช่น อเมริกา ออสเตรเลีย ยุโรปได้ เพราะประเทศเหล่านี้สามารถส่งออกได้ก็เพราะรัฐบาลต้องใช้เงินงบประมาณจำนวนมากในการชดเชยผู้ผลิต

คู่แข่งของเราขณะนี้กลายเป็นอินเดีย เวียดนาม กัมพูชา ในเรื่องราคา แต่ในด้านคุณภาพและชนิดของข้าวยังสู้เราไม่ได้ เพราะเราต้องใช้เครื่องจักรแทนแรงงานมากขึ้น ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านยังพึ่งแรงงานอยู่มาก และยังเน้นการผลิตข้าวคุณภาพต่ำ

เมื่อสามารถประหยัดงบประมาณที่สูญเสียไปจากนโยบายจำนำข้าว แม้ว่าจะต้องตั้งงบประมาณชำระหนี้จากการขาดทุนจากโครงการรับจำนำข้าวเป็นจำนวน 5-6 หมื่นล้านต่อปี นานเป็นเวลากว่า 10 ปี อันเป็นต้นทุนจากนโยบายที่ผิดพลาด เราก็น่าจะมีทรัพยากรทางการเงินเหลือเฟือในการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ท่าเรือน้ำลึก สนามบินนานาชาติหลายแห่ง ถนนทางด่วน ทางรถไฟ ระบบราง ระบบไฟฟ้า ระบบชลประทาน การศึกษา งานวิจัยและ
พัฒนา

ความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ดต่อเงินภาษีอากรของประชาชน โดยผลประโยชน์ตกอยู่กับชาวนาที่เป็นหัวคะแนนบ้าง โรงสีที่เป็นพรรคพวกบ้าง โดยชาวนาส่วนใหญ่ไม่ได้รับประโยชน์ ไม่เหมือนกับโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค โครงการกองทุนหมู่บ้านและโครงการหนึ่งผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบล ซึ่งทั้งหมดอาจจะถือได้ว่าเป็นโครงการประชานิยมทั้งนั้น บางโครงการก็ประสบความสำเร็จ ใช้งบประมาณเป็นประโยชน์ ปัญหาโกงกินทุจริตมีน้อย หนี้เสียอยู่ในเกณฑ์ที่ดีกว่าหนี้ของสถาบันการเงินด้วยซ้ำ

ถ้าจะเพิ่มวงเงินงบประมาณมากขึ้นจากที่ประหยัดได้เพราะไม่มีโครงการรับประกันราคาพืชผลทางเกษตร ด้วยโครงการที่ผลประโยชน์ลงไปถึงรากหญ้า ทำให้คนอีสานและคนเหนือยังระลึกถึงมาจนบัดนี้ การกลั่นกรองโครงการ การไม่ฝืนกลไกตลาด การจัดระบบให้มีการตรวจสอบกันเองโดยประชาชน ก็น่าจะทำให้ “รวยกระจุกจนกระจาย” ลดน้อยถอยลงไปได้

เมื่อฝนปีนี้มาเร็ว แม้ว่าจะตกท้ายเขื่อนเป็นส่วนมาก แต่เมื่อพายุดีเปรสชั่นมาถึง ก็ไม่มีใครรู้ว่าปีนี้จะเกิดภาวะน้ำท่วมหรือไม่ จะตัดสินใจพร่องน้ำดีหรือไม่ดี ข้อมูลในอดีตเป็นอย่างไร น่าจะได้ประกาศให้เป็นที่รู้กันทั่วไป ทั้งเกษตรกรและที่ไม่ใช่เกษตรกร จะได้เตรียมตัวทำตรงกันข้าม เพราะทางการเรามักจะพยากรณ์ผิดอยู่เสมอ

สินค้าทุกตัวที่ผู้ผลิตคิดไปในทางเดียวกันหมด ผลจะเป็นไปในทางตรงกันข้าม เช่น ถ้ารัฐบาลประกาศว่าราคาข้าวจะดี ถ้าทุกคนเชื่อก็จะเร่งผลิตเหมือนกันหมด ราคาก็จะไม่ดี ถ้ามีข่าวว่าราคาจะไม่ดี ทุกคนคิดเหมือนกันแล้วลดการผลิตลง ปีนั้นราคาจะดี ทั้งๆ ที่ราคาจะดีหรือไม่ดีอยู่ที่ราคาตลาดโลกซึ่งไม่มีใครพยากรณ์ได้ โครงการมูลภัณฑ์กันชนทุกชนิดสินค้าจึงล้มเหลว ไม่ควรเก็บสต๊อกไว้เก็งกำไร ควรเก็บสต๊อกไว้เพียงเพื่อใช้หมุนเวียนตามฤดูกาลผลิตเท่านั้น

เมื่อราคาน้ำมันดิบถีบตัวสูงขึ้น ปัญหาโครงสร้างราคาน้ำมันก็จะกลับมาเป็นปัญหาให้ถกเถียงกันอีกว่าจะปล่อยให้โครงสร้างราคาน้ำมันชนิดต่าง ๆ อันได้แก่ น้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล แก๊สหุงต้ม หรือแอลพีจี แก๊สธรรมชาติเหลว ควรจะปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดภายใต้อัตราภาษีสรรพสามิตเดิมหรือไม่ ตามหลักใครใช้ใครจ่าย กล่าวคือภาษีสรรพสามิตที่เก็บจากน้ำมันเชื้อเพลิงและแก๊สธรรมชาติที่ใช้กับรถยนต์ควรจะมากกว่าหรือไม่น้อยกว่าค่าใช้จ่ายในการสร้างและซ่อมแซมถนนหนทาง เพราะวิธีเก็บภาษีสรรพสามิตจากน้ำมันเชื้อเพลิงแทนการตั้งด่านเก็บค่าผ่านทางเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการเก็บภาษีจากผู้ใช้ทางสาธารณะ

ด้วยเหตุนี้ประเทศที่พัฒนาแล้ว ราคาน้ำมันจึงแพงกว่าประเทศที่กำลังพ ัฒนา เพราะประเทศที่พัฒนาแล้วมีการสร้างถนนหนทางและทะนุบำรุงซ่อมแซมมากกว่าประเทศกำลังพัฒนา ส่วนภาษีอื่นๆ เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีบำรุงท้องที่ก็ควรจัดเก็บไปตามปกติ ในฐานะที่พลังงานเป็นสินค้าเพื่ออุปโภคบริโภคชนิดหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นวัตถุดิบที่ใช้ผลิตสินค้าและบริการอย่างอื่นด้วย

เมื่อได้มีกรอบนโยบายพลังงานโดยรวมตามหลักใครใช้ใครจ่าย โดยไม่นำเอาภาษีอากรของส่วนรวมไปชดเชยผู้ใช้น้ำมันและพลังงานอย่างอื่นเช่นไฟฟ้าแล้ว ปัญหาที่ตามมาอีกอันหนึ่งก็คือปัญหาโครงสร้างราคา ซึ่งมีปัจจัยเรื่องการเมืองและสังคมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

มักจะมีข้อโต้แย้งเสมอว่าน้ำมันเบนซินเป็นน้ำมันที่ใช้สำหรับรถยนต์นั่งส่วนตัว ซึ่งคนรวยหรือคนมีฐานะทางเศรษฐกิจดีเป็นผู้ใช้ ส่วนน้ำมันดีเซลเป็นน้ำมันที่ใช้สำหรับรถบรรทุก รถสิบล้อ รถโดยสาร ทั้งในเมืองและต่างจังหวัด ดังนั้นควรเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันเบนซินในอัตราที่สูงกว่าน้ำมันดีเซล ทำให้สัดส่วนการใช้น้ำมันเบนซินกับน้ำมันดีเซลไม่สอดคล้องกับโครงสร้างการกลั่นน้ำมันดิบมาเป็นน้ำมันสำเร็จรูป

เมื่อเราลอยตัวราคาพลังงานให้เป็นไปตามกลไกตลาด โดยใช้ราคาเฉลี่ยหน้าโรงกลั่นน้ำมันที่สิงคโปร์บวกด้วยค่าขนส่งจากสิงคโปร์มาประเทศไทย ซึ่งเชื่อว่าเป็นราคาที่สะท้อนความเป็นจริงตามตลาด เพราะสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมการกลั่นน้ำมัน เป็นผู้ซื้อและขายน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่มีราคาอ้างอิงที่ใดจะสมเหตุสมผลไปมากกว่านี้ ตลาดน้ำมันไม่ใช่ตลาดที่มีการแข่งขันโดยเสรี แต่เป็นตลาดผูกขาดโดยสัมปทาน เพื่อไม่ให้มีการกลั่นเกินความต้องการจนต้องส่งออก

นโยบายเศรษฐกิจหลายอย่างแม้จะเป็นของง่ายๆ แต่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของตลาด เช่น นโยบายราคาข้าว ยางพาราและผลิตภัณฑ์ทางด้านเกษตรอื่นๆ หรือนโยบายพลังงานกับการใช้ถนนหนทาง นโยบายการทำประมง นโยบายแรงงานต่างชาติ การสงวนอาชีพสำหรับคนไทยและอื่นๆ ซึ่งไม่สอดคล้องกับอุปสงค์และอุปทานในตลาด เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลของแรงงาน ขัดขวางการพัฒนาไปสู่เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วของภูมิภาคดัง เช่น ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ ฮ่องกง สิงคโปร์ และที่สำคัญก็คือมาเลเซีย

คงต้องเฝ้าดูกันว่าฟิลิปปินส์ ไทย อินโดนีเซีย ใครจะหลุดพ้นจากการเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง หรือเป็นประเทศพัฒนาก่อนใครใน 3 ประเทศ ใครจะเป็นประเทศสุดท้ายที่จะต้องแข่งขันกับเวียดนาม กัมพูชา ลาว และพม่า

ขอให้ใจแข็งสำหรับนโยบายสินค้าเกษตรและนโยบายพลังงาน เพราะเมื่อราคาสินค้าเกษตรลดลงเป็นเวลานาน ขณะเดียวกันราคาพลังงานก็จะสูงขึ้นเป็นเวลานาน ขณะที่ดอกเบี้ยก็มีแนวโน้มว่าจะเป็นขาขึ้น ความกดดันให้รัฐบาลเปลี่ยนนโยบายจากเหตุผลเศรษฐกิจไปเป็นเหตุผลทางการเมือง หรือประชานิยมก็จะสูงขึ้น รัฐบาลมีแนวโน้มจะใช้เหตุผลทางการเมืองเปลี่ยนแปลงนโยบาย ซึ่งจะทำให้เกิดผลเสียในระยะยาว

ขอให้ใจแข็งไว้ทั้งนโยบายสินค้าเกษตรและพลังงาน