การท่องเที่ยวภายในประเทศของไทยช่วงนี้ยังคึกคัก เพราะปัจจัย 2 ประการด้วยกัน ปัจจัยแรก อากาศที่เริ่มลดความร้อนลงถึงแม้จะมีฝน แต่ยังไม่เป็นอุปสรรคต่อการเดินทางท่องเที่ยว ปัจจัยที่ 2 น่าจะเป็นนักท่องเที่ยวจีนที่คอยมาเติมเต็มเมืองท่องเที่ยวหลักเช่นเชียงใหม่ ซึ่งขณะนี้พบว่ามีนักท่องเที่ยวจีนเดินซอกแซกไปตามตรอกซอกซอยที่เป็นเขตที่พักอาศัยของคนท้องถิ่น ซึ่งแต่ไหนแต่ไรก็ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติไปเดินมากนัก แต่มาเดี๋ยวนี้เปลี่ยนไปเนื่องจากมีนักลงทุนจีนมาซื้อบ้าน ซื้อคอนโดฯ หรือเช่าไว้แล้วเปิดเป็นที่พักให้นักท่องเที่ยวจีนมาเช่า โดยตั้งราคาให้ถูกกว่าโรงแรม นอกจากนี้ยังลือกันว่าคนจีนเริ่มมาลงทุนในเชียงใหม่ ซื้อที่ดินตึกแถวผ่านนอมินีแปลงละ 20-30 ล้านบาทรอบคูเมือง
เมื่อนักท่องเที่ยวมากขึ้นแล้วผลกระทบที่เกิดขึ้นมีอะไรบ้าง เรื่องแรกที่เห็นได้ชัดเจนก็เห็นจะเป็นเรื่องขยะ เมื่อนักท่องเที่ยวมาดื่ม กิน และซื้อของ ก็ต้องมีการทิ้งขยะ ตัวอย่างเช่น บ้านแม่กำปอง ขยะที่มากที่สุดตอนนี้เป็นถ้วยกาแฟพลาสติก เพราะทั้งนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่และรุ่นเดอะต่างก็ชอบเข้าร้านกาแฟเหมือนกัน เพียงแต่รุ่นใหม่ชอบกินกาแฟ ส่วนรุ่นเดอะต้องการใช้ห้องน้ำของร้านกาแฟซึ่งก็ต้องซื้อกาแฟ แม้แต่เชียงคานเมืองที่แสนสงบริมแม่น้ำโขง หลังจากที่เทศบาลตำบลเชียงคานเปิดโรงคัดแยกขยะและเปิดรับขยะจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ใกล้เคียงอีก 6 แห่งมาจัดการ โดยคิดค่าธรรมเนียมจัดการขยะอัตราตันละ 300 บาท ในปี พ.ศ.2558 พบว่ามีปริมาณขยะเข้ามา 7,000 ตัน/ปี แต่ขยะที่สามารถคัดแยกได้มีแค่ 3,800 ตัน ขยะที่เหลือกลายเป็นขยะตกค้าง หลังจากเปิดโรงงานมา 3 ปีเชียงคานมีขยะตกค้างเป็นหมื่นตัน
เกาะลันตาใหญ่ จ.กระบี่ อบต.มีกำลังขนขยะจากชุมชนไปกำจัดได้เพียงปีละ 2,920 ตัน/ปี แต่ต้องจัดการกับขยะที่เกิดขึ้นปีละกว่า 5,300 ตัน โดยในจำนวนนี้คาดการณ์ว่าเป็นขยะท่องเที่ยวถึง 1,463 ตัน/ปี หรือร้อยละ 28 ที่ ต.ศาลาด่านซึ่งเป็นที่ตั้งของที่พักนักท่องเที่ยวที่ไปเกาะลันตายิ่งแล้วใหญ่ ในขณะที่ อบต.สามารถจัดการขยะได้เพียง 420 ตัน/ปี แต่มีปริมาณขยะท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นสูงถึงปีละ 2,198 ตัน มากกว่าความสามารถในการรองรับได้ของ อปท.ถึง 5 เท่า
การศึกษาของ ดร.ปเนต มโนมัยวิบูลย์ มหา วิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง พบว่ามีขยะที่เกิดขึ้นจากจุดรองรับขยะในแหล่งท่องเที่ยวใน อปท.ที่ อ.เชียงแสนเฉลี่ยวันละ 66 กิโลกรัมต่อแหล่งในช่วงฤดูท่องเที่ยว โดยขยะเกือบ 30 กก.หรือเกือบครึ่งหนึ่งสามารถลดได้ด้วยคัดแยกไปใช้ประโยชน์ ส่วนอัตราการเกิดขยะจากโรงแรมนั้นมีประมาณเฉลี่ย 68 กก./วัน แต่ถ้าเป็นโรงแรมที่หรูหราอาจจะมีขยะเพิ่มขึ้นจากการให้บริการระดับ 5 ดาว เพิ่มขึ้นอีก 136 กก./วัน หรือมีอัตราการเกิดขยะสูงกว่าค่าเฉลี่ยพื้นฐานถึง 3 เท่า
สำหรับ อปท.ขนาดเล็กซึ่งตามปกติอาจจะไม่จำเป็นต้องมีการจัดการขยะ เพราะครัวเรือนสามารถจัดการได้ แต่เมื่อมีนักท่องเที่ยวมา ขยะกลายเป็นเรื่องใหญ่เช่นที่ภูชี้ฟ้า จ.เชียงรายซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวของ อบต.ตับเต่า ปกติมีขยะชุมชนทั้งปีประมาณ 177 ตัน แต่ในช่วงที่คนมาดูทะเลหมอกเพียง 2 หรือ 3 เดือนนั้นมีขยะท่องเที่ยวถึง 193 ตัน อบต.ตับเต่ายังไม่มีความสามารถในการเก็บขนและกำจัด
ปัญหาใหญ่ของการจัดการขยะจากการท่องเที่ยวคือ ไม่ใช่ว่า อปท.ที่ดูแลพื้นที่ที่มีกิจกรรมการท่องเที่ยวจะมีการจัดการขยะเสมอไป เมื่อเปรียบเทียบข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวกับข้อมูลการจัดการขยะมูลฝอยของกระทรวงมหาดไทย การศึกษาของ ดร.ปเนตที่ สกว.เป็นผู้สนับสนุน พบว่า อปท.ใน จ.เชียงรายที่มีกิจกรรมการท่องเที่ยว 83 แห่ง มีการจัดการขยะเพียง 45 แห่ง อีก 38 แห่งนั้นยังไม่มีการให้บริการเก็บขนขยะเลย แม้แต่จังหวัดท่องเที่ยวอย่างกระบี่ก็ยังมี อปท.ถึง 28 แห่ง จากทั้งหมด 42 แห่งที่ไม่สามารถจัดการกับขยะจากการท่องเที่ยวได้ และขยะเหล่านี้ก็จะเป็นปัญหาทำให้สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมลงไปเรื่อยๆ
อปท.ที่มีกิจกรรมท่องเที่ยวมีปัญหาการจัดการขยะเพิ่มเติมมากกว่า อปท.ทั่วไป คือหนึ่งขยะจากนักท่องเที่ยวมักเป็นขยะที่ขึ้นๆ ลงๆ ตามฤดูกาลท่องเที่ยว ในเวลาปกติซึ่งไม่ใช่ฤดูกาลท่องเที่ยวก็จะมีขยะน้อย ในฤดูกาลท่องเที่ยวก็จะมีขยะมากกว่าปกติหลายเท่า ในบางพื้นที่ นักท่องเที่ยวในช่วงฤดูท่องเที่ยวในแต่ละวันมากกว่าจำนวนประชากรของพื้นที่นั้นๆ ดังนั้นจะคาดหวังได้ยากกว่า อปท.ขนาดเล็กลงทุนเพื่อสามารถจัดการขยะท่องเที่ยวได้
สอง ประเทศไทยไม่เหมือนกับประเทศญี่ปุ่นที่ไม่มีถังขยะและบังคับให้นักท่องเที่ยวต้องนำขยะกลับมาทิ้งที่โรงแรม แต่ขยะจากการท่องเที่ยวไทยนั้นไม่ได้มีอยู่เฉพาะในเมือง หรืออยู่ที่ที่พัก เช่น โรงแรมและรีสอร์ต ในสถานีเดินทาง จุดให้บริการนักท่องเที่ยว นอกจากนั้นยังอยู่ตามแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ อุทยานแห่งชาติ เกาะแก่งต่างๆ และตามเส้นทางการเดินทาง เช่น ถนน รางรถไฟ อีกทั้งยังโปรยปรายออกมาจากหน้าต่างรถขณะที่เดินทางอีกด้วย การจัดการขยะของการท่องเที่ยวจึงกลายเป็นเรื่องใหญ่ ที่มีเจ้าภาพมาจากหลายองค์กรในพื้นที่เดียวกัน
การกำจัดที่ไม่ถูกต้องนี้ทำให้เกิดภัยเงียบตามมา ได้แก่ ขยะมูลฝอย 1 ตัน เมื่อนำไปเทกองรวมกัน ทำให้เกิดการปนเปื้อนของสารพิษในน้ำบาดาลได้ถึง 5,200 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ซึ่งน้ำบาดาลนี้เราจะถือว่าเป็นสมบัติอันล้ำค่าของประเทศและเป็นสมบัติที่เราควรถนอมไว้ใช้ได้เมื่อเกิดวิกฤตการณ์ด้านน้ำสูงสุด ถ้าสมมุติว่าขยะส่วนที่ไม่ถูกต้องเท่ากับร้อยละ 70% ใน 2 จังหวัดที่กล่าวมาแล้ว ขณะนี้น้ำบาดาลในเชียงรายได้ปนเปื้อนไป 26.95 ล้าน ลบ.ม. และกระบี่มีน้ำบาดาลปนเปื้อนไปแล้ว 48.9 ล้าน ลบ.ม. ต้นทุนเหล่านี้เราไม่เคยเอามาหักลบจากรายได้จากนักท่องเที่ยว!!
ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่าหากการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวและการจัดการสิ่งแวดล้อมไม่เชื่อมโยงกัน ทำให้สิ่งการท่องเที่ยวจะขาดความยั่งยืนในระยะยาว ดังนั้นการส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ควรคำนึงถึงการท่องเที่ยวและปัจจัยที่เกิดจากการท่องเที่ยว จึงสามารถรักษาความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติของประเทศได้
ส่วน อปท.ก็ควรพิจารณาจัดเก็บค่าธรรมเนียมการจัดการสิ่งแวดล้อม เช่น การเก็บค่าธรรมเนียมการจัดการขยะจากนักท่องเที่ยวโดยอาศัยพระราชบัญญัติรักษาความสะอาด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อปท.ที่เป็นเกาะ หน่วยงานของกระทรวงมหาดไทยควรพิจารณาปรับแก้กฎหมายให้ อปท.มีบทบาท อำนาจ หน้าที่ งบประมาณ และทรัพยากรสำหรับบริหารจัดการพื้นที่ตามจำนวนของนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งการมีอำนาจหน้าที่ในพื้นที่ทะเลและชายฝั่งอีกด้วย
มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด
สถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ

