หน้าแรก คอลัมนิสต์ เริงโลกด้วยจิ...

เริงโลกด้วยจิตรื่น : ‘สู้ๆ’ที่แตกต่าง โดย จันทร์รอน

24.06.18 | 13:00 น.

หากชีวิตดำเนินมาถึงช่วงที่พอจะมองเห็นผลที่เกิดขึ้นกับจิตใจจากการกระทำ

จะพบว่า “ความโลภ” กับ “ความโกรธ” ทำให้ร้อน ต้องดิ้นรน ทำให้พล่านไป

ขณะที่ “ความไม่อยากได้ใคร่ดี” และ “การไม่รู้สึกรู้สาที่จะใส่ใจ” ทำให้หดหู่ เหี่ยวแห้งหมดอาลัยตายอยาก ทำให้เอาแต่ทอดอาลัย

ทั้งหมดทั้งสิ้นแล้วแต่ทำให้จิตปั่นป่วน ว้าวุ่น ป่วยไข้ ทุกข์ระทม

และสภาวะเช่นนี้ จะเป็นเหตุให้ชีวิตถูกดำเนินไปอย่างทุลักทุเล เนื่องเพราะจะถูกนำให้ “หลง” วนอยู่อย่างนั้น ด้วยไม่มีพลังที่จะมอง หรือมองไม่เห็นหนทางที่จะหลุดออกมาจากเหตุแห่งทุกข์ระทมนั้น

Advertisement

เมื่อเกิดภาวะเช่นนี้ มักได้รับคำแนะนำจากคนรอบข้างว่า “สู้ๆ”

มักจะเป็น “สู้” ในความหมายที่ว่าช่วงชิงเอาสิ่งที่อยากได้มาให้ได้ หรือเอาชนะสิ่งที่ทำให้โกรธนั้นให้ได้

ต้องไม่หมดอาลัยตายอยาก ต้องลุกขึ้นมาเพื่อจัดการให้ได้ตามที่ต้องการ

ดังนั้นเมื่อ “สู้ๆ” เกิดขึ้น ความคิดที่จะตามมาคือหาหนทางที่จะจัดการตามความคิดนั้น และหนทางนี้จะชี้นำให้เกิดการกระทำต่างๆ

ชักนำวิถีชีวิตให้ดิ้นรนไปกับความคิด “สู้ๆ” นั้น

คล้ายกับว่าเป็นสิ่งที่ดี คนเราควรจะทะยานไปในทิศทางที่คิดหวังไว้ อย่างทุ่มเท อดทนที่จะไปให้ถึงเป้าหมายให้ได้

แต่โดยจริงแท้แล้ว หากไม่ตั้งสติ เพื่อพินิจพิจารณาอย่างถ้วนถี่

“สู้ๆ” แบบนี้เป็นการเคี่ยวเข็ญให้ชีวิตเคลื่อนไหวในเส้นทางที่เร่าร้อน เพราะเป็นการตอบสนอง “ความโลภ” และมุ่งเอาชนะสิ่งที่ทำให้ “โกรธ”

ยิ่งทุ่มเทเท่าไร ไฟแห่งความต้องการนั้นจะโหมไหม้ความรู้สึกนึกคิดมากขึ้น

เสี่ยงต่อการเป็นทุ่มเทอย่างสะเปะสะปะ ซึ่งโอกาสที่จะไม่เป็นตามที่หวังมีสูงกว่า

ในวิถีทางเช่นนี้ หากเป็นคนหนุ่มคนสาว มีเวลาและเรี่ยวแรงพอที่จะลองผิดลองถูก ล้มเหลวเพื่อหาประสบการณ์ คงไม่เป็นไรเท่าไร เพราะถือเอาเป็นบทเรียนที่มีค่าได้

อย่างที่บอกว่า “คนไม่รู้จักความล้มเหลว ย่อมไม่ได้สัมผัสความสำเร็จที่แท้จริง”

แต่สำหรับผู้ที่ผ่านชีวิตมาจนเหลือเวลาไม่มากแล้ว

น่าจะมีหนทางหนึ่งที่เหมาะกว่า

นั่นคือ “ปล่อยวาง ความโลภ และพยาบาทอันเกิดจากความโกรธลงก่อน”

น้อมจิตใจให้อยู่ใน “ความสงบ” ไม่พลุ่งพล่านไปด้วยความอยาก หรือความโกรธนั้น

จากนั้นค่อยๆ พินิจพิจารณาให้เห็นว่า จากที่เป็นอยู่ในปัจจุบันไปสู่ที่ปรารถนา

ต้องการนั้น มีอะไรเป็นปัจจัยต้องการประกอบบ้างจึงจะนำสู่ความสำเร็จ

ประเมินให้เห็นว่า ปัจจัยเหล่านั้นเรามีอยู่หรือไม่ และหากไม่มีพอจะหาหรือจัดการให้มีได้หรือไม่

ประเมินกระทั่งมองเห็นความเป็นจริงของสิ่งที่มีอยู่และมีความสามารถที่จะหาได้ จากนั้นลองประเมินการประกอบกันขึ้นว่าจะหวังผลได้แค่ไหน

ตั้งความหวังไปตามที่ผลที่ประเมินได้

พร้อมๆ กันนั้นก็เผื่อความไม่แน่นอนของปัจจัยต่างๆ ไว้ โดยตระหนักไว้ตลอดเวลาว่ามีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ทำจิตใจให้พร้อมที่จะให้ชีวิตดำเนินไปตามความเปลี่ยนแปลงนั้น

หนทางนี้เป็น “สู้ๆ” แบบ “มีชีวิตอยู่กับปัจจุบันขณะ”

ไม่เตลิดไปกับ “ความทะยานอยากตามอนาคตที่คิดฝัน”

และ “ละห้อยหา ทอดอาลัยด้วยอดีตที่มืดมน”