หน้าแรก คอลัมนิสต์ หันมามองอีกด้...

หันมามองอีกด้านของอีอีซี

26.06.18 | 13:00 น.

ท่านผู้อ่านคงรู้จักหรือได้ยินโครงการอีอีซี หรือเขตพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor) กันบ้าง เพราะทุกวันนี้สื่อต่างๆ ก็พูดกันแต่เรื่องนี้ อย่างน้อยคนไทย 43% ต้องได้ยินได้ฟังโครงการอีอีซีนี้ ซึ่งศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” ได้เปิดเผยผลสำรวจเมื่อเร็วๆ นี้ สรุปได้ว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 56.90% ไม่เคยรับรู้หรือได้ยินโครงการนี้ และคนที่เคยรับรู้ก็ได้รู้จักโครงการนี้พอสมควร ส่วนใหญ่เห็นว่าดีและจะก่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติ โดยจะช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตและรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ เห็นว่าคนไทยจะได้มีงานทำ
ขนาดท่านนายกรัฐมนตรีเอง เมื่อประมาณ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา (ประมาณวันที่ 8 มิถุนายน 2561) ได้กล่าวผ่านรายการศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนว่า ผลที่จะได้รับจากโครงการอีอีซีนี้ จะทำให้มีการจ้างงานหลายหมื่นอัตราในหลายสาขาอาชีพ จะมีการใช้วัตถุดิบในประเทศกว่า 5 หมื่นล้านบาทต่อปี จะมีการส่งออกสร้างรายได้เข้าประเทศกว่า 7 หมื่นล้านบาทต่อปี หากมองย้อนไปเมื่อ 30 ปีที่ผ่านมาไทยเรามียุค “โชติช่วงชัชวาล” เพราะได้มีการนำก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยมาใช้ ตอนนี้มีอีอีซีเข้ามาทดแทน อีก 3 ปีข้างหน้าก็จะเริ่มทยอยเห็นผล

เมื่อโครงการนี้เป็นโครงการที่รัฐบาลเร่งผลักดันกันอย่างเต็มที่ นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติจึงสนใจและให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ยิ่งได้มีการออกประกาศใช้พระราชบัญญัติ “เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ.2561” ที่ได้ลงในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2561 ก็ยิ่งได้รับความสนใจมากยิ่งขึ้น

สำหรับเหตุผลและความจำเป็นที่ต้องตราพระราชบัญญัติฉบับนี้ ก็เพื่อดำเนินการพัฒนาพื้นที่ภาคตะวันออกให้เป็นระบบโดยสอดคล้องกับหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมการประกอบการพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง ทันสมัย สร้างนวัตกรรม และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
รายละเอียดของการพัฒนาอุตสาหกรรมโดยใช้เทคโนโลยีชั้นสูง สร้างนวัตกรรม และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมทั้งพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันในด้านต่างๆ นั้น ได้มีการกำหนดไว้ในมาตรา 39 ของพระราชบัญญัติ โดยอย่างน้อยต้องประกอบด้วยอุตสาหกรรมด้านต่างๆ 10 ประเภท เช่น ยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพหุ่นยนต์ การบินและโลจิสติกส์ ดิจิทัล เป็นต้น

เมื่ออีอีซีมีความชัดเจนเช่นนี้ เราก็จะได้ยินเรื่องการตื่นตัวของนักลงทุนเกิดตามมา เช่น มีโครงการที่ได้รับการอนุมัตินักลงทุนส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ ในจังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา จำนวนรวมกันถึง 300 โครงการ หรือการที่นายหน้าค้าที่ดินจำนวนมากได้แห่จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทถึงกว่า 500 บริษัท โดยมีทุนทั้งจีนและญี่ปุ่น เข้ามากว้านซื้อที่ดินแข่งกับคนไทยอย่างคึกคัก นอกเหนือจากนี้ยังมีข่าวว่ากลุ่มทุนขนาดใหญ่จากต่างประเทศหลายรายกำลังเจรจากับกลุ่มทุนไทย เพื่อเสนอตัวยื่นประมูลลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงที่จะเชื่อมต่อ 3 สนามบินที่อยู่ในแผนอีกด้วย

ฟังดูมันดีไปหมด ดีไปทุกเรื่อง จนเกิดเป็นความฝันที่บรรเจิดจ้าปลื้มใจอยู่คนเดียว แต่ครั้นหวนคิดถึงโครงการอันหนึ่งที่เกิดขึ้นตอนมีการจัดตั้ง คสช.ใหม่ๆ คือ โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดนของประเทศ ซึ่งระยะแรกได้กำหนดไว้ 5 แห่ง ที่ ตาก มุกดาหาร สระแก้ว ตราด และสงขลา และต่อมาได้กำหนดเขตเพิ่มเป็นระยะที่สองอีก 5 แห่ง รวมเป็น 10 แห่ง คือ หนองคาย นราธิวาส เชียงราย นครพนม และกาญจนบุรี ผ่านมา 4 ปีเศษไม่เห็นมีท่านรัฐมนตรีคนไหนพูดถึงโครงการนี้เลย มีใครสรุปผลงานของรัฐบาลชิ้นนี้ให้ประชาชนเห็นบ้างไหมว่าได้ใช้งบประมาณไปเท่าไหร่ เกิน 20,000 ล้านบาทหรือไม่ มีถนนและด่านหรูสร้างใหม่

Advertisement

แต่ไม่ค่อยมีการใช้ประโยชน์สักเท่าไหร่ สิ่งเหล่านี้ สิ่งที่เอาเงินภาษีอากรไปละลายแบบสูญเปล่าแบบนี้ ถ้าเรามีรัฐบาลเลือกตั้ง คงไม่เงียบเหมือนป่าช้าเช่นนี้

เมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีการจัดประชุมวิชาการด้านชายแดนศึกษาและการพัฒนาประเทศครั้งที่ 1 ขึ้นที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย โดยมีรองศาสตราจารย์ และผู้รู้จากมหาวิทยาลัยทางภาคเหนือมาให้ความเห็น สรุปได้ว่าโครงการนี้ล้มเหลว ไม่มีความคืบหน้า จนปัจจุบันได้กลายเป็นเขตผีหลอกไปแล้ว โครงการนี้ไม่ทราบว่าใครคิดให้ คสช.ทำสมัยนั้น แต่ถ้าจะให้เดาก็คงไม่ผิด

บัดนี้มีโครงการอีอีซีเกิดขึ้น เหมือนได้ประกายแสงเจิดจ้าที่จะทำให้ชนชาติไทยโชติช่วงชัชวาลอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งโครงการนี้เชื่อได้ว่าต้องเกิดขึ้นแน่ๆ สมกับที่รัฐบาล คสช.กำลังผลักดันอย่างเต็มที่

ในภาพรวมหากได้มีการศึกษาพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ.2561 ให้ลึกๆ จะเห็นภาพที่ชัดเจนว่าต่างชาติที่เป็นผู้ประกอบการที่จะมาลงทุนนั้น จะมีแต่ได้กับได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะเมื่อเขาเข้ามาลงทุนในประเทศไทย แม้ไม่มีกฎหมายอีอีซี เขาก็ต้องได้สิทธิประโยชน์จากการส่งเสริมการลงทุนมากมายของรัฐบาลอยู่แล้ว โดยเฉพาะการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ต้องจ่ายร้อยละ 20 ของกำไรสุทธิ นอกจากนี้ ยังมีการยกเว้นภาษีเครื่องจักรอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมนั้นๆ อีกด้วย แถมยังนำคนของชาติเขาที่เรียกว่าผู้เชี่ยวชาญมาทำงานในประเทศไทยได้ตามความจำเป็น และยังได้ประโยชน์จากการที่วัตถุดิบมีราคาถูก ค่าแรงงานถูก ค่าโลจิสติกส์ในการส่งออกก็ถูก สิ่งต่างๆ เหล่านี้มีให้กันอยู่แล้ว

การให้ตามกฎหมายส่งเสริมเดิมยังไม่พอไม่เป็นที่ดึงดูดให้ชาวต่างชาติแห่มาลงทุนได้มากพอ จึงต้องมีสิ่งล่อใจมาเสนอและสนองให้ต่อมการลงทุนของต่างชาติกระตุกมากยิ่งขึ้น จึงมีการออกกฎหมายเปิดเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกขึ้น โดยได้คิดค้นสิ่งจูงใจออกมาเพิ่มเติมเป็นชุดไว้ 5 เรื่องตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 48 ของกฎหมายเรื่องนี้ ดังจะสาธยายให้ฟัง ดังต่อไปนี้

ประการแรก สิทธิในการถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินเพื่อการประกอบกิจการ หรือห้องชุดเพื่อการประกอบกิจการหรือการอยู่อาศัย ตามมาตรา 49 กำหนดให้ผู้ประกอบการกิจการถือกรรมสิทธิ์ที่ดินภายในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษได้โดยไม่ต้องรับอนุญาตตามประมวลกฎหมายที่ดิน และสำหรับห้องชุดก็ให้ถือกรรมสิทธิ์ได้โดยได้รับการยกเว้นจากการจำกัดสิทธิของคนต่างด้าวตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด เรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดินและห้องชุดนี้ได้รับการยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายปกติ 2 เรื่อง 2 ฉบับ

นอกจากนี้ ในมาตรา 52 ยังได้เปิดให้มีการเช่าหรือการให้เช่าช่วงทั้งที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ไม่ให้นำความในมาตรา 540 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.การเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อพาณิชย์และอุตสาหกรรม พ.ศ.2552 มาใช้บังคับ โดยการให้เช่าหรือให้เช่าช่วงนี้ไม่ให้เช่าเกิน 50 ปี การต่อสัญญาเช่าอาจทำได้ไม่เกิน 49 ปี รวมเบ็ดเสร็จ 99 ปี เรื่องนี้ถือว่าได้มีการยกเว้นกฎหมายให้อีก 2 เรื่อง 2 ฉบับ

ยังมีเรื่องการให้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินราชพัสดุที่ไม่เคยปล่อยให้ทำแบบนี้มาก่อนเลยในอดีต คือ มาตรา 53 ที่ได้กำหนดว่า “ในกรณีที่คณะกรรมการนโยบายมีมติให้นำที่ราชพัสดุมาใช้เพื่อประโยชน์ในการจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ รวมทั้งการนำไปให้เช่าหรือให้เช่าช่วง ให้อำนาจทั้งปวงของกรมธนารักษ์เกี่ยวกับที่ราชพัสดุนั้นเป็นอำนาจของสำนักงาน…”

“การใช้ประโยชน์ที่ราชพัสดุตามวรรคหนึ่ง มิให้นำหลักเกณฑ์วิธีการ หรือเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยที่ราชพัสดุมาใช้บังคับ”
“การเช่า เช่าช่วง ให้เช่า หรือให้เช่าช่วง ตามมาตรานี้ไม่ถือว่าเป็นการร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ เว้นแต่คณะกรรมการนโยบายจะมีมติเป็นรายกรณี…”

มาตรานี้ได้ยกเว้นกฎหมายปกติไปอีก 2 เรื่อง 2 ฉบับ เป็นไงครับง่ายดี จะเอาอะไรก็ยกเว้นไปเลย ไม่เคยคิดที่จะปฏิรูปกฎหมายเก่าๆ ที่ล้าสมัยให้เมื่อยและเหนื่อยฟรี อยากได้อะไรสบายๆ ก็เลี่ยงและเลิกใช้กฎหมายปกติ ทำกันง่ายดีนะท่าน

ประการที่สอง สิทธิในการนำคนต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักร มาตรา 51 ได้กำหนดไว้ว่าเพื่อส่งเสริมให้บุคคลผู้มีความรู้ความสามารถ (ก็คือคนต่างด้าว) เข้ามาประกอบกิจการหรือทำงานในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษได้ บุคคลดังกล่าวรวมทั้งคู่สมรส บุพการี และบุตรที่อยู่ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษหรือเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ได้รับการลดหย่อนภาษีสิทธิเกี่ยวกับการเข้าเมืองและการขออนุญาตทำงาน และสิทธิอื่นเพิ่มเติม ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการนโยบายประกาศกำหนดโดยต้องประกาศในพระราชกฤษฎีกา เรื่องนี้ได้รับการยกเว้นการปฏิบัติตามกฎหมายปกติให้อีกอย่างน้อย 3 เรื่อง 3 ฉบับ

นอกจากนี้ ยังมีมาตรา 54 ที่ยอมให้ผู้ประกอบการนำคนต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษนี้ โดยมีจำนวนคนและระยะเวลาอยู่ในประเทศไทยเกินกว่าที่กำหนดให้ตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองได้ โดยการอนุญาตจากเลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และมาตรา 55 ได้ตอกย้ำความนิยมคนต่างด้าวที่เข้ามาทำงานอีกว่า ต่างด้าวผู้มีความรู้ความชำนาญ และผู้บริหารหรือผู้ชำนาญการ มีสิทธิทำงานในตำแหน่งหน้าที่ที่คณะกรรมการนโยบายกำหนดได้โดยได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากเลขาธิการก็พอ ไม่ต้องได้รับใบอนุญาตทำงานตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการของคนต่างด้าว นี่ก็เป็นอีก 1 เรื่องที่ยกเว้นการปฏิบัติตามกฎหมายปกติ

แปลความง่ายๆ ก็คือ ผู้ประกอบกิจการชาวต่างด้าวในเขตเศรษฐกิจพิเศษและผู้ที่มีความรู้ความสามารถที่เขานำเข้ามาทำงานในราชอาณาจักรไทยสามารถเข้ามาทำงานได้อย่างแทบจะไร้การควบคุมดูแล สบายกว่าที่กฎหมายควบคุมคนต่างด้าวไทยตามปกติใช้ดูแลอยู่ แถมเรื่องภาษีก็อาจไม่ต้องจ่ายก็ได้ แล้วคนไทยที่เล่าเรียนจบปริญญามา จะมีสักกี่คนที่จะสามารถเข้ามาทำงาน เข้ามาเรียนรู้งาน เข้ามารับการถ่ายทอดเทคโนโลยี ในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษแบบนี้ได้

เรื่องนี้คนคิดร่างกฎหมายนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่คนไทยเสียแล้ว รวมทั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่แต่งตั้งโดย คสช. ผู้พิจารณาผ่านกฎหมายนี้ก็คงไม่ได้ใส่ใจในความเป็นคนไทยเช่นกัน

ประการที่สาม สิทธิในการที่จะได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีอากร ตามกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ.2561 นี้ ได้กำหนดไว้ในมาตรา 56 ให้ผู้ประกอบการในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษมีสิทธิได้รับยกเว้น ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด แต่ต้องไม่เกินที่กำหนดไว้ในกฎหมายส่งเสริมการลงทุน หรือกฎหมายว่าด้วยการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งก็นับว่าได้รับการลดหย่อนเต็มเหยียดอยู่แล้ว
นอกจากนี้ ยังมีมาตรา 57 ได้กำหนดว่า คณะกรรมการนโยบายอาจออกประกาศให้ผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษได้รับยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรทั้งหมดหรือแต่บางส่วน นี่ก็เป็นการยกเว้นกฎหมายในเรื่องที่ใหญ่มาก และใช้ปฏิบัติกันมายาวนานอีก 1 เรื่อง 1 ฉบับ

ประการที่สี่ สิทธิในการทำธุรกรรมทางการเงินได้รับการยกเว้นตามมาตรา 58 ให้ผู้ประกอบการได้รับการยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ว่าด้วยการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินทั้งหมดหรือบางส่วน และสามารถใช้เงินตราต่างประเทศชำระค่าสินค้าและบริการได้ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด ทั้งนี้ การกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขให้คณะกรรมการนโยบายพิจารณาตกลงร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทยก่อน ข้อนี้เขียนเหมือนไม่มีการยกเว้นกฎหมายเดิม โดยเติมข้อความว่า ให้ตกลงกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ไม่ใช่โดยความเห็นชอบของธนาคารแห่งประเทศไทย)
ก็เท่ากับว่าเป็นการยกเว้นกฎหมายอีก 1 เรื่อง 1 ฉบับ

ประการที่ห้า สิทธิประโยชน์อื่นตามมาตรา 57 เช่น กรณีที่การประกอบวิชาชีพใดมีกฎหมายกำหนดไว้ว่าต้องให้ผู้มีสัญชาติไทยทำเท่านั้น คณะกรรมการนโยบายก็สามารถประกาศให้ผู้ซึ่งได้รับอนุญาตสามารถประกอบวิชาชีพนั้น เพื่อกิจการในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษได้ นี่ก็เป็นการยกเว้นกฎหมายอีก 1 เรื่อง 1 ฉบับ
จะเห็นได้ชัดว่าพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ.2561 ที่ออกโดยรัฐบาล คสช.ในยุคนี้ ออกมาแบบพิเศษสุดสุด เกินกว่าที่ประเทศคู่แข่งในอาเซียน เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม จะทำตามอย่างเราได้ เพราะเราได้ทำการยกเว้นไม่ให้นักลงทุนจากต่างประเทศต้องปฏิบัติตามกฎหมายปกติ ในเรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ เรื่องการให้คนต่างด้าวทั้งผู้ประกอบกิจการและสมุนรวมทั้งบริวารเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทยและประกอบอาชีพได้แบบไร้ข้อจำกัด รวมทั้งได้สิทธิประโยชน์อื่นๆ อีกมากเกินขอบเขตที่กฎหมายปกติที่ใช้กันมานานได้กำหนดไว้แบบหมูไม่กลัวน้ำร้อน โดยการยกเว้นกฎหมายสำคัญๆ ที่มีอยู่ไม่น้อยกว่า 13 ฉบับ แล้วเอาอำนาจเหล่านั้นมาไว้ที่คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ซึ่งมีท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ และมีเลขาธิการคณะกรรมการนโยบายซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติกำกับการทำงานให้เป็นไปตามกฎหมายและเป็นไปตามนโยบายของคณะกรรมการ กฎหมายปรนเปรอนักลงทุนต่างชาติเรื่องนี้คงทำให้ประเทศคู่แข่งในอาเซียนซึมไปอีกนาน

นับว่าเป็นเรื่องอันตรายและน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่งที่มีกฎหมายพัฒนาพื้นที่ใหญ่ โดยรวมเขต 3 จังหวัดใหญ่ ซึ่งตามข้อมูลของสำนักทะเบียนกลาง ณ ธันวาคม 2560 มีประชากรรวมกันถึง 2,930,250 คน ประชากร 3 ล้านคนนี้มากกว่าหลายประเทศ และจะใช้เงินลงทุนเป็นล้านล้านบาท ในการพัฒนา แต่เพื่อหวังให้ต่างชาติถาโถมเข้ามาลงทุน โดยไม่มีการคำนึงถึงคนไทยตาดำๆ และแรงงานไทยระดับมีความรู้ว่าจะได้รับการจ้างงานและการถ่ายทอดความรู้สักแค่ไหน ไม่ได้คิดถึงการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของไทยให้ลึกซึ้ง ไม่ได้มองถึงการสร้างชาติให้มั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว ไม่ได้คิดถึงการถูกย่ำยีทางสังคมให้มากพอ แล้วให้โครงการใหญ่นี้ อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของนายกรัฐมนตรีพร้อมรัฐมนตรีในอาณัติ 14 คน ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ระดับปลัดกระทรวง 3 คน ประธานสภาต่างๆ ภาคเอกชน 3 คน ผู้ทรงคุณวุฒิที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง 5 คน บวกเลขาธิการคนรับคำสั่งและนโยบายไปปฏิบัติอีก 1 คน แถมไม่ได้กำหนดให้มีการตรวจสอบที่เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลไว้ให้รัดกุมพอสมกับที่เป็นโครงการของรัฐ

ที่ว่าน่าเป็นห่วงมากคือกฎหมายนี้ในมาตรา 65 เรื่องการกำกับดูแลเขียนไว้เพียง 5 บรรทัด ว่า “ให้นายกรัฐมนตรีมีหน้าที่และอำนาจกำกับโดยทั่วไป ซึ่งกิจการของสำนักงาน เพื่อการนี้จะสั่งให้สำนักงานชี้แจงข้อเท็จจริง แสดงความคิดเห็น หรือทำรายงานก็ได้
ในกรณีที่เห็นว่าสำนักงานกระทำการใดอันมิชอบหรืออาจก่อให้เกิดความเดือดร้อนหรือเสียหาย นายกรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งให้สำนักงานยับยั้งหรือระงับการกระทำการนั้นได้”

พูดมากไปอาจจะถูกหาว่ามือไม่พายแต่เอาเท้ามาราน้ำ แต่เมื่อดูลึกถึงขนาดนี้ ก็จะขอฝากให้ท่านผู้อ่านที่เป็นคนไทยทั้งหลายได้รับรู้เรื่องที่แปลกประหลาดมากประการหนึ่งของพระราชบัญญัติฉบับนี้ คือว่า ถ้าพิจารณาดูขอบเขตของงานที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ที่มีเลขาธิการเป็นผู้กำกับดูแลตามกฎหมายนี้ จะพบว่าต้องรับผิดชอบหน้าที่ของงานด้านปฏิบัติการ (Operations) มากมายก่ายกองอย่างที่ไม่มีหน่วยงานไหนในประเทศไทยเคยมี เพราะต้องดูแลทั้งเรื่องที่ดินและอสังหาริมทรัพย์มากมาย มีกิจกรรมทั้งเรื่องที่ดินที่ได้มาและที่ต้องให้เช่าหรือเช่าช่วงไป มีเรื่องการดูแลเรื่องคนต่างด้าวที่จะเข้ามาทำงานด้วยวิธีพิเศษที่ไม่สามารถประมาณจำนวนได้ในขณะนี้ มีเรื่องต้องดูแลสิทธิประโยชน์ทางภาษีและอื่นๆ ต้องดูแลเรื่องการนำเครื่องจักรอุปกรณ์เข้ามา และการส่งออกของสินค้าด้วยกลไกที่เลี่ยงการปฏิบัติงานปกติของกรมศุลกากร ซึ่งเรื่องเหล่านี้ล้วนเลี่ยง (by pass) กฎหมายปกติทั้งนั้น อีกทั้งต้องดูแลการร่วมทุนกับเอกชน การอนุมัติ การให้สิทธิ การให้สัมปทานแก่ผู้ประกอบการรายใหญ่ๆ ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษทั้งหมดอีกมากมาย ฯลฯ

ลองคิดดูเถอะครับ งานทั้งหมดนี้มีเลขาธิการรับผิดชอบ แต่ไม่มีคณะกรรมการบริหารที่ต้องกำกับการปฏิบัติงานในรายละเอียดของเลขาธิการและสำนักงานตามรูปแบบสากลขององค์กรรัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรวิสาหกิจภาคเอกชน มีอยู่แค่คณะกรรมการนโยบายที่มีท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธานเท่านั้น ซึ่งตามมาตรา 13 ได้กำหนดให้คณะกรรมการนโยบายนี้มีหน้าที่และอำนาจบริหารงานของสำนักงานเหมือนเป็นคณะกรรมการบริษัท เรื่องนี้นายกรัฐมนตรีจะมาเล่นเองหรือไงครับ ผมว่าอันนี้มันเพี้ยนหนักและผิดฝาผิดตัวมากๆ มันเป็นเหมือน “หัวมังกุท้ายมังกร” แต่ดูๆ อีกทีน่าจะเป็น “หัวมังกุท้ายวานร” เสียมากกว่า

ในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 14 นั้น “ให้มีฐานะเป็นนิติบุคคลที่เป็นหน่วยงานของรัฐ แต่ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายอื่น แต่ในกรณีที่รัฐจะจัดสรรเงินอุดหนุนทั่วไปหรืองบประมาณอื่นใดให้แก่สำนักงาน ให้สำนักงบประมาณมีหน้าที่จัดสรรเงินให้แก่สำนักงานได้โดยตรง” สำนักงานแบบนี้น่าจะเรียกว่า “สำนักงานลูกครึ่ง” ในราชการไทย ที่เรียกเช่นนี้เพราะเป็นองค์กรที่อาศัยคราบของส่วนราชการ แต่ไม่ยอมอยู่ภายใต้การตรวจสอบความโปร่งใสตามกฎเกณฑ์ที่ราชการกำหนดไว้

ผู้ที่เขียนกฎหมายนี้ขึ้นมาได้ต้องเป็นนักกฎหมายที่คร่ำหวอดในการสร้างสำนักงานแบบนี้ที่พร้อมจะดูดซับเงินทอง ทรัพย์สิน และทรัพยากรของชาติ โดยไม่มีใครมาเอาผิดได้ขึ้นมา ซึ่งมีอยู่ไม่กี่คนในประเทศนี้