แต่มาจนถึงวันนี้ สิ่งหนึ่งที่สังคมไทยยังไม่สามารถหาเจอ คือ ฉันทามติว่า เราจะเข้าใจและเรียกเหตุการณ์ในวันนั้นว่าคืออะไร เช่น การเปลี่ยนแปลงการปกครอง (ซึ่งดูว่าจะเป็นกลางมากที่สุด) ไปจนถึงการปฏิวัติ การทำรัฐประหาร หรือการอภิวัฒน์
พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ แน่นอนว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ 24 มิถุนายน 2475 นั้นเป็นเหตุการณ์ทางการเมือง
แต่ “การเมืองของเหตุการณ์ 2475” นั้นยังไม่เคยสิ้นสุดลง โดยเฉพาะการเมืองของการเข้าใจ จดจำ และตีความเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันดังกล่าว
ที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่งก็คือ นอกจากเราจะหาฉันทามติที่จะเรียกและรับรู้เหตุการณ์วันนั้นไม่ได้แล้ว ในช่วงที่ไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ยังมีกระแสของการพยายามให้ความหมายใหม่กับเหตุการณ์ดังกล่าว โดยถือเป็นกำเนิดใหม่อีกครั้งหนึ่งของกระแสที่เรียกกันว่า “การโต้อภิวัฒน์” ในทำนองเดียวกับการพยายามอธิบายทั้งความไม่พร้อมของสังคมและประชาชนต่อการเปลี่ยนแปลง และความไม่พร้อมในเชิงของการก่อร่างสร้างสถาบันทางการเมืองใหม่ๆ ที่จะเป็นคุณต่อประชาธิปไตยในระยะยาวนับเนื่องมาจากเจตจำนงของคณะราษฎรเองที่ไม่ได้มุ่งหวังในการสร้างประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แก่ประชาชน
สิ่งที่อยากนำเสนอในวันนี้ มี 3 ประเด็น หนึ่งคือ เรื่องของกรอบทำความเข้าใจเหตุการณ์ 2475 สองคือ คำอธิบายของ ปรีดี พนมยงค์ ต่อ 2475 เมื่อ 50 ปีผ่านไป และสามก็คือ การกลับมาของกระแสโต้อภิวัฒน์อีกครั้งหนึ่ง
1. กรอบการทำความเข้าใจ 2475 : ก่อนที่เราจะเรียก หรือมั่นใจว่าเหตุการณ์นี้คืออะไร สิ่งทำสำคัญในการ
อภิปรายประเด็นเรื่อง 2475 ก็คือเรื่องของ “หลักฐาน” ในการอ้างอิงถึง 2475 ซึ่งเราต้องทำความเข้าใจเสียก่อนว่าหลักฐานที่ใช้กันนั้น มีทั้งส่วนที่เป็นเอกสารราชการ หรือเป็นเอกสารที่เป็นทางการ เอกสารที่เป็นเหตุการณ์ประเภท “ความทรงจำของเหตุการณ์” จากแต่ละฝ่ายที่อาจมีจุดยืนและมุมมองที่ต่างกันต่อเหตุการณ์มาแต่เบื้องแรก หรือเอกสารประเภทสารคดีการเมืองที่เป็นที่นิยมเขียนในช่วงต่อมา และงานวิชาการที่ค้นคว้าศึกษาเหตุการณ์นี้ในยุคต่อมา ซึ่งก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้งสารคดีการเมือง และงานวิชาการนั้น ผู้เขียนเองก็อาจจะมีความมุ่งหมายบางประการในการคืนความยุติธรรมให้กับบางแง่มุม หรือพิทักษ์เจตนารมณ์ของผู้เปลี่ยนแปลงในวันนั้นก็อาจเป็นได้
ผมคิดว่าเรามีเรื่องสำคัญที่ควรจะทำความเข้าใจเรื่อง 2475 ออกเป็น 4 เรื่อง
1.1 สาเหตุของการเปลี่ยนแปลง : สาเหตุของความเปลี่ยนแปลง ก็มีทั้งคำอธิบายประเภทที่มองว่า ทั้งหมดเป็นเพียงความมุ่งหวังอำนาจของคนจำนวนหนึ่งเท่านั้น โดยเฉพาะพวกนักเรียนนอกกลุ่มเล็กๆ ไปจนถึงการทำความเข้าใจของความอ่อนแอและเสื่อมสลายของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่มีอยู่เดิม ว่าไม่สามารถที่จะรับกับปัญหาใหญ่ของประเทศ และผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยเฉพาะผลกระทบทางเศรษฐกิจ
1.2 การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น : ตัวความเปลี่ยนแปลงเองนั้นก็มีความน่าสนใจว่า แต่ละฝ่ายมีจุดยืน ความมุ่งหวัง และแสดงบทบาทของตัวเองในการเปลี่ยนแปลงในวันนั้นแค่ไหน อย่าลืมว่าสิ่งหนึ่งที่เราพบในเหตุการณ์ในวันนั้นก็คือ ไม่มีใครที่บรรลุสิ่งที่ตนต้องการไปทั้งหมด สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการประนีประนอมและการแบ่งปันอำนาจ ที่เต็มไปด้วยการเจรจาต่อรองและความตึงเครียด ที่ส่งผลในระยะยาวต่อการเปลี่ยนแปลงนับตั้งแต่วันแรกของการเปลี่ยนแปลงไปอีกนานแสนนาน
1.3 ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลง : ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลง 2475 มีทั้งระยะสั้นและในระยะยาว กล่าวคือ ในระยะสั้นนั้นย่อมจะเห็นว่าเกิดการเปลี่ยนการปกครองที่เกิดการร่วมกันใช้อำนาจของพระมหากษัตริย์และประชาชน ผ่านการมีรัฐบาลและระบบรัฐสภา และมีรัฐธรรมนูญที่เป็นศูนย์กลางพันธะสัญญาใหม่ของพระมหากษัตริย์กับประชาชน ผ่านการขับเคลื่อนประเทศโดยรัฐบาลและรัฐสภา แม้ว่าตัวรัฐบาลและรัฐสภานั้นจะมาจากการเลือกตั้งกึ่งหนึ่ง และอีกกึ่งหนึ่งมาจากการแต่งตั้งของคณะราษฎร (ในนามของตัวแทนจากพระมหากษัตริย์ ซึ่งความตึงเครียดขัดแย้งในเรื่องนี้ทำให้เกิดประเด็นเรื่องการสละราชสมบัติในเวลาต่อมา)
ส่วนผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงระยะยาวก็คือ ยังไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลงกลับไปได้ อย่าลืมว่า แม้กระทั่งกบฏบวรเดชเองก็ไม่ได้มุ่งหวังไปที่การเปลี่ยนแปลงย้อนกลับไปสู่ระบอบก่อน 2475 แต่เนื้อหาหลักนับจากกบฏบวรเดชเป็นต้นมา (อย่างน้อยตามถ้อยแถลงที่เป็นทางการ) มักเป็นเรื่องของการจัดความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจขององค์พระมหากษัตริย์กับอำนาจของประชาชน (ผ่านระบบตัวแทน) ในการปกครองประเทศ โดยมีรัฐบาลที่เป็นทั้งของประชาชนและของพระมหากษัตริย์นั้นทำหน้าที่ในการปกครองประเทศ แต่ระบบความเป็นตัวแทนดังกล่าวบ่อยครั้งที่ไม่ได้สะท้อนทั้งเจตนารมณ์ของใครเลยก็อาจจะเป็นได้ นั่นคือที่มาสำคัญ เมื่อเกิดปรากฏการณ์ของการตีความและอ้างอิง “วรรคทอง” ของรัชกาลที่ 7 “ข้าพเจ้าเต็มใจจะมอบอำนาจให้ราษฎร…มิใช่กลุ่มหนึ่งกลุ่มใด” เพื่อนำมาใช้ในการเรียกร้องรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเมื่อตุลาคม 2516
1.4 ความหมายและคุณค่าของการเปลี่ยนแปลง : เรื่องการให้ความหมายและคุณค่าของการเปลี่ยนแปลงนั้นดูจะเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด เพราะความหมายและคุณค่าของความเปลี่ยนแปลง 2475 ไม่ได้มีขึ้นหลังเหตุการณ์ 2475 เท่านั้น กล่าวคือ ผู้คนในสังคมนี้ตั้งแต่ในยุคสมัยนั้นมาจนถึงวันนี้ต่างมี แนวคิด จุดยืน อุดมการณ์ และผลประโยชน์เป็นของตัวเอง ความเชื่อที่ว่าเหตุการณ์ 2475 นั้นส่งผลกระทบมาถึงเราในวันนี้ไม่ได้มีลักษณะที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด หากแต่ยังมีอีกหลายเหตุการณ์ทั้งก่อน 2475 และหลัง 2475 ที่ส่งผลกระทบถึงการรับรู้ จิตสำนึก อุดมการณ์ และพฤติกรรมทางการเมืองของผู้คนในสังคมนี้
อย่างไรก็ตาม ความหมายและคุณค่าของการเปลี่ยนแปลงเมื่อ 2475 ยังถูกนำมาใช้รองรับการกระทำทางการเมืองอีกมากมายหลังจากนั้น เช่น การอ้างอิงถึงความสำเร็จและล้มเหลวของเหตุการณ์ หรือการอ้างอิงเปรียบเทียบว่าเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงทางการเมืองหลังจากนั้น เหมือนหรือต่างจาก 2475 (เช่น ข้ออ้างประเภท การทำรัฐประหารก็ไม่ได้แย่ไปทั้งหมด 2475 ก็เป็นการรัฐประหารเช่นกัน นำไปสู่ประชาธิปไตยได้เช่นกัน หรือการลุกฮือของประชาชนเป็นการปฏิวัติที่ประชาชนมีส่วนร่วมกว้างขวางกว่า 2475 จัดเป็นการปฏิวัติที่แท้กว่า 2475)
สิ่งสำคัญที่เขียนมาอย่างยืดยาวก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่ามีความเป็นไปได้ที่เหตุการณ์ 2475 ของแต่ละคนนั้นอาจจะมีการรับรู้และให้ความหมายที่ต่างกัน และแทนที่เราจะเชื่อว่าจะหาข้อเท็จจริงชุดเดียว หรือ จะร้อยข้อเท็จจริงทุกชุดเข้าเป็นเรื่องราวที่สอดคล้องต้องกันไปเสียหมด เราอาจจะต้องทำความเข้าใจกับความแตกต่างของการรับรู้ในเหตุการณ์ดังกล่าวของผู้คน และขยายการรับรู้เหตุการณ์ดังกล่าวของตัวเองออกไปให้มากขึ้น
เพราะการเมืองของ 2475 นั้นยังไม่เคยสิ้นสุดลง และไม่มีทีท่าจะสิ้นสุดลงอย่างง่ายๆ

2. 50 ปีผ่านไปกับ ปรีดี พนมยงค์ : ในตอนที่ครบ 50 ปีของ 2475 เมื่อ 2525 ปรีดี พนมยงค์ ขณะที่พำนักอยู่ที่ต่างประเทศได้ให้สัมภาษณ์สำนักข่าว BBC ย้อนรำลึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อ 2475 ซึ่งเราต้องพึงสังเกตด้วยว่า ปรีดีนั้นเป็นหนึ่งในผู้มีบทบาทสำคัญเมื่อ 2475 ในฐานะผู้ก่อการและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงในครั้งนั้นเช่นเดียวกัน (ท่านสามารถค้นหาคลิปเสียงดังกล่าวได้ในยูทูบ ซึ่งจะมีสองส่วน)
ปรีดีมองว่า คณะราษฎรเองก็มีความผิดพลาดเช่นกัน โดยมีทั้งความผิดพลาดบกพร่องที่เหมือนกับทุกๆ ขบวนการเมือง และความผิดพลาดบกพร่องของคณะราษฎรโดยเฉพาะ
ความผิดพลาดบกพร่องเหมือนคณะอื่นๆ ก็คือ ความขัดแย้งแตกแยกกันเองและคนภายในบางคนก็โลภริษยา เห็นแก่ตัว ทำลายกันเอง เพื่อให้ขึ้นเป็นใหญ่คนเดียว
ส่วนความผิดพลาดเฉพาะของคณะราษฎรนั้นแม้ว่าจะมีถึง 4 ข้อ แต่สิ่งสำคัญที่ทุกข้อมีร่วมกันก็คือ ไม่สามารถจัดการกับกระแสโต้อภิวัฒน์ (counter revolution) ที่เกิดขึ้น อีกทั้งหลายคนก็ยังได้เป็นส่วนหนึ่งของการรื้อฟื้น “ซากทัศนะ” บางประการให้กลับมา รวมทั้งไม่สามารถที่จะสื่อสารและครองใจกับประชาชนได้ ทั้งข้าราชการเก่าหลายคนที่ถูกเชิญมาร่วมงานก็มิได้นำพาประเทศไปในทิศทางที่คณะราษฎรมุ่งหมาย แต่เกิดความขัดแย้งกันจนนำไปสู่การปิดสภาและงดใช้รัฐธรรมนูญในเวลาต่อมา
ที่นำเอาสาระสำคัญที่พอสรุปได้จากคำสัมภาษณ์ของปรีดีมาลงให้เห็นนั้น ก็มิได้ต้องการจะบอกว่า ปรีดีนั้นคือความถูกต้องทุกอย่าง เพราะปรีดีอาจจะมีทัศนคติที่เปลี่ยนไปกับเหตุการณ์ก็ได้ หรืออาจจะต้องการพูดอะไรอีกหลายอย่างเพื่อรักษาทั้งภาพลักษณ์และเจตนารมณ์ของตนและของคณะราษฎรเอาไว้ แต่สิ่งที่สำคัญก็คือ กระแสโต้อภิวัฒน์ นั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและไม่ควรมองข้าม
หมายถึงว่า การเปลี่ยนแปลง 2475 ไม่ได้มีเพียงแค่ความมุ่งหวังที่ดี (หรือไม่ดี) ของฝ่ายเปลี่ยนแปลง และความพร้อมหรือไม่พร้อมของประชาชนต่อความเปลี่ยนแปลง แต่ยังมีตัวแสดงอีกกลุ่มหนึ่งในสมการความสัมพันธ์ต่อเหตุการณ์ 2475
นั่นก็คือ บรรดากลุ่มคนที่เสียประโยชน์จากเหตุการณ์ 2475 ก็มิได้นิ่งเฉยและยินยอมให้การเปลี่ยนแปลงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ แต่มีส่วนสำคัญในระดับขบวนการที่ต้องการเปลี่ยนแปลง ต่อรองให้กระบวนการเปลี่ยนแปลงย้อนกลับในบางระดับหรือสถาปนาความสัมพันธ์ใหม่ในหลายมิติ
ด้วยเหตุนี้ การทำความเข้าใจเหตุการณ์ 2475 จึงไม่ควรจะมีแต่การทำความเข้าใจคณะราษฎร องค์พระมหากษัตริย์ ประชาชน แต่ต้องไม่ลืมเข้าใจขบวนการฝ่ายเสียประโยชน์ หรือต้องการอำนาจและประโยชน์จาก 2475 อีกหลายกลุ่มที่อยู่นอกวงการศึกษาที่มีแต่เดิม ซึ่งงานทำนองนี้ก็เริ่มมีมากขึ้น
3.การกลับมาของกระแสโต้อภิวัฒน์ใหม่: กระแสโต้อภิวัฒน์ใหม่นั้นไม่ได้ดำรงอยู่ผ่านการใช้หลักฐานทางประวัติศาสตร์ล้วนๆ แต่มาพร้อมทฤษฎีทางวิชาการเพื่อทำให้ข้อเสนอดูน่าเชื่อถือขึ้น ในทำนองว่า รัฐธรรมนูญที่ถูกสถาปนาขึ้นในระบอบใหม่นั้นไม่เป็นที่เข้าใจของประชาชนมากไปกว่าสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม อีกทั้งยังเป็นเรื่องของการโฆษณาชวนเชื่อของรัฐที่ถูกกุมอำนาจโดยคณะราษฎรและเครือข่ายแต่เพียงฝ่ายเดียวลงไปยังประชาชน นอกจากนั้นยังมีความพยายามในการอธิบายทำนองว่าการพัฒนาทางการเมืองของประเทศไทยนั้นได้ “พลาดโอกาส” สำคัญที่จะนำไปสู่ประชาธิปไตยที่ยั่งยืนและมีคุณภาพ อันเนื่องมาจาก “การตัดสินใจทางการเมือง” ของคณะราษฎรในฐานะผู้ถืออำนาจในช่วงนั้นที่ไม่เปิดโอกาสให้มีการพัฒนาพรรคการเมืองอื่นๆ ขึ้นมา จึงทำให้พรรคการเมืองซึ่งควรจะเป็นสถาบันทางการเมืองที่ส่งเสริมการพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างเข้มแข็งเกิดขึ้นได้
คำอธิบายในทำนองนี้จึงเป็นการยืนยันที่ดูซับซ้อนกว่าข้อกล่าวหาเดิมๆ ที่ว่า การเปลี่ยนแปลง 2475 เป็นการชิงสุกก่อนห่าม เป็นการยึดอำนาจเพื่อกลุ่มพวกพ้องของตัวเอง และประชาชนไทยไม่มีความพร้อมในการเปลี่ยนแปลงในครั้งนั้น ในขณะที่งานวิชาการอีกสายหนึ่งก็ยังดำเนินต่อไป หมายถึง สายศึกษากระบวนการโต้อภิวัฒน์และการพยายามค้นหาการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการเปลี่ยนแปลง 2475 เพื่อยืนยันให้เห็นว่าประชาชนมีทั้งความรู้ ความพร้อม ความกระตืนรือร้น และความใฝ่ฝันต่อระบอบใหม่ที่เกิดขึ้นหลัง 2475 มิใช่น้อย โดยเฉพาะหลักฐานทางเอกสาร สิ่งก่อสร้าง ศิลปะ ผลิตภัณฑ์ ของใช้ในชีวิตประจำวันและของสะสมต่างๆ ที่ถูกผลิตขึ้นภายหลัง 2475 ที่กระจายตัวกว้างขวางไปในต่างจังหวัด และไม่ได้ถูกผลิตโดยรัฐในฐานะการโฆษณาชวนเชื่อแต่เพียงเท่านั้น
นับเป็นการต่อสู้ทางวิชาการที่น่าสนใจในการเมืองของการเปลี่ยนแปลง 2475 จากวันนั้นจนถึงวันนี้ที่น่าติดตามต่อไปยิ่งนัก
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

