เมื่อ 17 ปีที่แล้ว ใน พ.ศ.2544 ผู้เขียนไปเรียนปริญญาโททางกฎหมายที่มหาวิทยาลัยแห่งอลาบามาได้มีโอกาสเรียนวิชา “กฎหมายแรงงานระหว่างประเทศ” กับศาสตราจารย์ไฮลี อดีตผู้เชี่ยวชาญประจำองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) และเคยเป็นคณบดีคณะนิติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยแห่งเอธิโอเปีย (มหาวิทยาลัยแห่งนี้เดิมชื่อมหาวิทยาลัยเฮลี เซลาสซี) แต่เนื่องจากศาสตราจารย์ไฮลีมีเชื้อสายเป็นชาวเอริเตรียซึ่งก่อกบฏแยกตัวออกจากเอธิโอเปียเมื่อ พ.ศ.2536 ศาสตราจารย์ไฮลีจึงถูกไล่ออกจากตำแหน่งคณบดีจนต้องลี้ภัยไปอยู่สหรัฐอเมริกาจึงมาสอนกฎหมายระดับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยอลาบามา ซึ่งศาสตราจารย์ไฮลีไม่ค่อยจะพูดถึงประเทศเอธิโอเปียกับเอริเตรียมากนักแต่ดูท่าทางท่านออกจะขมขื่นที่ได้รับการปฏิบัติต่ออย่างไม่เป็นธรรมจากเอธิโอเปียไม่น้อยเลยทีเดียว
ครับ ! เป็นการเริ่มเรื่องโดยอ้างอิงถึงหลักฐานชั้นต้นคือศาสตราจารย์ไฮลีไว้ก่อนเพื่อความเป็นวิชาการนะครับ อีทีนี้จะกล่าวถึงภูมิหลังของความเป็นคู่รักคู่แค้นของเอธิโอเปียกับเอริเตรียซึ่งที่ตั้งของทั้ง 2 ประเทศนี้มีความสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์ของโลกมากที่สุดแห่งหนึ่งคือที่จะงอยแอฟริกานี้ควบคุมช่องแคบมันเดบเป็นทางออกจากทะเลแดงสู่มหาสมุทรอินเดียเป็นช่องทางขนส่งน้ำมันดิบวันละ 3.8 ล้านบาร์เรล
เอธิโอเปียเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเลที่ตั้งอยู่บนจะงอยแอฟริกาเป็นชาติที่มีประวัติศาสตร์อันต่อเนื่องยาวนานที่สุดบนทวีปแอฟริกา และเอธิโอเปียเป็นประเทศเดียวในแอฟริกาที่ยังคงเอกราชระหว่างยุคล่าอาณานิคมในแอฟริกาชองชาวยุโรปจนถึง พ.ศ.2479 จึงถูกกองทัพอิตาลีเข้ายึดครองประเทศนี้ กองทัพอังกฤษและเอธิโอเปียปราบกองทัพอิตาลีใน พ.ศ.2484 จนเอธิโอเปียได้รับเอกราชกลับคืนมา เมื่อธันวาคม พ.ศ.2487
ส่วนเอริเทรีย เป็นประเทศทางตอนเหนือของจะงอยแอฟริกา มีชายฝั่งทะเลติดกับทะเลแดงเกือบหนึ่งพันกิโลเมตร ส่วนทางทิศใต้ติดเอธิโอเปีย มีเมืองหลวง คือ แอสมารา เคยอยู่ภายใต้อาณัติของจักรวรรดิออตโตมาน และภายใต้การปกครองของอียิปต์ อิตาลีได้เข้ายึดครองดินแดนเอริเตรียเป็นอาณานิคมเมื่อ พ.ศ.2412

ในช่วงต้นของสงครามโลกครั้งที่ 2 อังกฤษได้เข้ายึดเอริเตรียและประกาศให้เอริเตรียเป็นรัฐภายใต้อารักขาของอังกฤษ ซึ่งในช่วงนี้ อังกฤษได้การพัฒนาเมืองมัสซาวาและเมืองอัสซาฟ เป็นเมืองท่าชายฝั่งทะเลแดงของจักรภพอังกฤษ
ใน พ.ศ.2495 อังกฤษได้โอนเอริเตรียให้อยู่ในการบริหารของสหประชาชาติและสหประชาชาติได้ลงมติให้เอธิโอเปียดูแลเอริเตรีย 10 ปี ในรูปของสหพันธรัฐ โดยให้เอริเตรียเป็นดินแดนปกครองตนเอง แต่เอธิโอเปียกลับทำการผนวกดินแดนเอริเตรียเป็นส่วนหนึ่งของประเทศโดยยกเลิกการปกครองตนเองของชาวเอริเตรีย
จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการรบสู้ระหว่างชาวเอริเตรียกับฝ่ายเอธิโอเปียเพื่อเรียกร้องเอกราชของเอริเตรียเป็นเวลากว่า 30 ปี
ใน พ.ศ.2534 กลุ่มแนวร่วมปลดปล่อยประชาชนเอริเตรียได้ร่วมกับกลุ่มกบฏ 4 เหล่าของเอธิโอเปียต่อสู้กับรัฐบาลเอธิโอเปียจนทำการล้มล้างรัฐบาลเผด็จการคอมมิวนิสต์ของเอธิโอเปียได้สำเร็จสามารถยึดพื้นที่ดินแดนเอริเทรียได้ทั้งหมดเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2536 ซึ่งเป็นวันฉลองครบรอบการเข้ายึดเมืองหลวงแอสมาราได้สำเร็จ
นับแต่แยกตัวเป็นเอกราชจากเอธิโอเปียแล้ว เอริเตรียยังคงปกครองประเทศด้วยคณะรัฐบาล และสภานิติบัญญัติแห่งชาติชั่วคราว มีพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียว คือพรรคแนวร่วมประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอันเป็นพรรคที่เป็นหัวหอกในการต่อสู้เพื่อเอกราชมาโดยตลอด ว่ากันง่ายๆ ก็คือการปกครองแบบเผด็จการพรรคเดียว มีผู้นำคนเดียวมาโดยตลอดนั่นเองมีการสร้างอนุสาวรีย์เกือกแตะเพื่อเป็นที่ระลึกของสงครามหลายแห่งเพราะเป็นสัญลักษณ์ที่ทหารเอริเตรียล้วนแต่สวมเกือกแตะออกรบทั้งสิ้น
ความสัมพันธ์ระหว่างเอธิโอเปียและเอริเตรียนั้นราบรื่นดีมาตลอดเนื่องจากเอริเตรียได้ช่วยเหลือรัฐบาลเอธิโอเปียสมัยใหม่ในการโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการคอมมิวนิสต์ของเอธิโอเปียได้สำเร็จนั่นเอง แต่ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศเริ่มสั่นคลอนเรื่องแนวพรมแดนที่ทอดยาวระหว่างกัน
แต่เมื่อมีการกำหนดแนวพรมแดนขึ้นอย่างเป็นทางการจึงเกิดความขัดแย้งและเกิดการสู้รบกันขึ้น เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ.2541 ในบริเวณซึ่งเรียกว่าสามเหลี่ยมแบดเมซึ่งมีพื้นที่ 400 ตารางกิโลเมตร เอธิโอเปียซึ่งดูแลพื้นที่สามเหลี่ยมนี้อ้างว่ามีทหารเอริเตรียบุกรุกเข้ามา โดยทางเอริเทรียยอมรับว่ากองกำลังของตนได้เข้าไปในพื้นที่ดังกล่าวจริง แต่ก็อ้างว่าเป็นการมาเพื่อจะเอาดินแดนซึ่งเป็นของตนคืนตามแผนที่ของอิตาลีซึ่งเขียนขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.2450

การต่อสู้ระหว่างสองประเทศเป็นเหตุให้ประชาชนนับร้อยล้มตายลงและอีกนับพันไร้ที่อยู่อาศัย เมื่อถึงเดือนเมษายน พ.ศ.2543 การต่อสู้ที่เกิดขึ้นเป็นระยะ ก็เปลี่ยนมาเป็นการสู้รบอย่างเต็มรูปแบบและช่วงนี้นี่เองที่ศาสตราจารย์ไฮลีต้องลี้ภัยจากเอธิโอเปีย
เผลอไปแพล็บเดียวก็มีสงครามฆ่าฟันกันระหว่าง 2 ชาติก็เข้าปีที่ 18 แล้ว ความจริงทั้ง 2 ประเทศนี้คือเอธิโอเปียกับเอริเตรียเนื้อแท้แล้วก็เป็นประเทศเผด็จการด้วยกันทั้งคู่นั่นแหละ
ดังนั้นการสร้างศัตรูร่วมเพื่อที่ให้ประชาชนเกลียดชัง หวาดกลัวร่วมกันจึงจำเป็นในการคงไว้ซึ่งระบอบเผด็จการโดยไม่ต้องอาศัยเหตุผลหรือความจริงเลย ประชาชนก็แบกรับเคราะห์กรรมกันไปด้วยข้ออ้างความมั่นคงและชาตินิยมนี่แหละ
จนกระทั่งทางเอธิโอเปียกลับตัวได้ก่อนโดยได้ผู้นำหนุ่มอายุ 41 ปี เรียนจบปริญญาเอกชื่อนายอบียา อาหมัด ได้รับเลือกตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของเอธิโอเปียเมื่อเดือนเมษายนปีนี้ ได้ยื่นข้อเสนอยอมยกเมืองแบดเมให้กับเอริเตรียเพื่อสงบศึกและมีความสัมพันธ์ฉันเพื่อนบ้านแก่กันโดยทางเอริเตรียก็ได้ส่งคณะผู้แทนมาเจรจาที่เอธิโอเปียเรียบร้อยแล้ว
สงครามร่วม 50 ปี ระหว่างสองประเทศก็จะได้สิ้นสุดลงเสียที

