ภายหลัง “เยอรมนีตะวันตก” และ “เยอรมนีตะวันออก” รวมประเทศกันเป็น “เยอรมนี” หนึ่งเดียว เมื่อปี 1990
นักฟุตบอล (ที่เกิด ถูกค้นพบ และได้รับการฝึกฝน) จาก “ฝั่งตะวันออก” ซึ่งลืมตาดูโลกในยุคกลาง 1960 ถึงปลาย 1970 ได้กลายเป็นกำลังหลักสำคัญของทีมอินทรีเหล็กยุคเริ่มต้น “รวมชาติ”
ฟรานซ์ เบ็คเค่นเบาเออร์ ยอดโค้ชผู้นำทีม “เยอรมนีตะวันตก” คว้าแชมป์โลกเป็นครั้งสุดท้ายในปี 1990 เช่นกัน ถึงกับเคยเอ่ยทำนายว่า หลังการรวมประเทศและได้ “ขุนพลฝ่ายตะวันออก” มาเสริมทัพ ทีมฟุตบอล “เยอรมนี” จะแข็งแกร่ง จน “ไร้พ่าย”
คำทำนายของ “เบ็คเค่นเบาเออร์” ถูกครึ่งผิดครึ่ง
ที่ผิด คือ ทีมชาติเยอรมนี มีโมเมนต์พ่ายแพ้หลายครั้งตลอดทศวรรษ 1990
ที่ถูก คือ การประสบความสำเร็จของพลพรรคอินทรีเหล็กในช่วงกลางทศวรรษ 1990 ถึงต้น 2000 (คว้าแชมป์ยุโรป และเข้ารอบสี่ทีมสุดท้ายในฟุตบอลโลกเป็นประจำ) นั้นพึ่งพาพลัง-ความสามารถของนักเตะ “ฝั่งตะวันออก” อยู่ไม่น้อย
ตัวอย่างรูปธรรมชัดเจน ได้แก่ ทีมชาติเยอรมนีชุดรองแชมป์ฟุตบอลโลก 2002 ซึ่งมีผู้เล่นราวครึ่งทีมเป็น “คนฝั่งตะวันออก”
หรือหากจะให้ระบุชื่อยอดนักฟุตบอลยุค 90 ถึงทศวรรษแรกของสหัษวรรษใหม่ ที่มีพื้นเพมาจาก “เยอรมนีฝั่งตะวันออก”
คงไม่มีแฟนบอลคนไหนที่จะไม่รู้จัก “ยอดสวีปเปอร์คนสุดท้ายในโลกลูกหนัง” อย่าง มัทธีอัส
ซามเมอร์ และ “พระรองในตำนาน” อย่าง มิชาเอล บัลลัค
แต่ก็มีข้อมูลชวนสะดุดใจว่าในทีมชาติเยอรมนีชุดลุยศึกฟุตบอลโลก 2018 กลับมีแค่มิดฟิลด์อย่าง โทนี่ โครส เพียงรายเดียวเท่านั้น ซึ่งมีภูมิลำเนา ณ “ฝั่งตะวันออก” ของประเทศ
ขณะที่เพื่อนร่วมทีมอีก 22 คน ล้วนเกิดและเติบโตใน “ฝั่งตะวันตก” ทั้งหมด
ว่ากันว่านี่เป็นผลพวงจากปัญหารากฐานทางเศรษฐกิจ
หลังกำแพงเบอร์ลินล่มสลาย นักเตะฝีเท้าเยี่ยมจาก “ฝั่งตะวันออก” ก็ทยอยแยกย้ายเดินทางไปค้าแข้งกับสโมสรชื่อดัง “ฝั่งตะวันตก” ซึ่งให้ค่าจ้างสูงกว่า
ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนผ่านระบบเศรษฐกิจจากคอมมิวนิสต์มาสู่ทุนนิยมที่ล้มเหลว ก็นำไปสู่ภาวะล่มสลายของอุตสาหกรรมต่างๆ ใน “ฟากตะวันออก”
ส่งผลกระทบมาถึงบรรดาทีมบอล “ฝั่งตะวันออก” ซึ่งไม่มีสโมสรใดสามารถยืนหยัดใน
บุนเดสลีกาได้อย่างยั่งยืน
สโมสรเหล่านี้ไม่ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาล (เหมือนที่เคยได้รับในสมัยยังเป็นประเทศเยอรมนีตะวันออก) พร้อมกันนั้น พวกเขาก็ไม่สามารถทำตัวดึงดูดแหล่งทุน เพื่อแย่งชิงลิขสิทธิ์ทีวีหรือสปอนเซอร์ชิปต่างๆ จากเอกชนเจ้าใหญ่ ได้เก่งกาจแคล่วคล่องเท่าคู่แข่ง “ฝั่งตะวันตก”
ทั้งหมดนี้ทำให้สโมสรฟุตบอล “ฝั่งตะวันออก” ต้องลดการลงทุนในอคาเดมีเยาวชนลงอย่างมหาศาล
กระทั่ง “โทนี่ โครส” ที่เป็น “เด็กฝั่งตะวันออก” หนึ่งเดียวในทีมชาติเยอรมนีชุดนี้ ก็แทบจะไม่ใช่ผลผลิตโดยตรงของ “ทีมฟุตบอลจากฟากตะวันออก”
“โรแลนด์” พ่อของโทนี่ เคยทำงานเป็นโค้ชฟุตบอลมาก่อน เมื่อค้นพบความสามารถในเชิงลูกหนังของบุตรชาย เขาจึงลงมือฝึกฝนโทนี่ด้วยตัวเอง
พอ โทนี่ โครส เริ่มเติบโตเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น พ่อของเขาก็พยายามหาลู่ทางส่งตัวลูกเข้าไปฝึกปรือฝีเท้ากับหนึ่งในอคาเดมีที่ดีที่สุดของทวีปยุโรป นั่นคือ อคาเดมีของ บาเยิร์น มิวนิค ทีมยักษ์ใหญ่แห่ง “ฝั่งตะวันตก”
ก่อนที่เขาจะสร้างชื่อเสียงโด่งดังกับทีมเสือใต้ แล้วย้ายไปร่วมทีมรีล มาดริด ในสเปน
โทนี่ โครส จึงมิได้เป็นเพียงนักเตะผู้ต่อลมหายใจให้แก่ทีมชาติเยอรมนีในฟุตบอลโลก 2018 ผ่านการยิงประตูชัยสุดสวยพิชิตสวีเดนในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ
แต่เส้นทางชีวิตของเขายังเป็นดัชนีชี้วัดสภาพเศรษฐกิจที่เหลื่อมล้ำระหว่าง “สองฝั่งประเทศ” ในสังคมเยอรมนียุคปัจจุบัน
ปราปต์ บุนปาน

