ผู้เขียนเคยหยิบยกเรื่องชาตินิยมในพม่ามาเขียนหลายต่อหลายครั้ง เพราะมั่นใจเหลือเกินว่าความรู้สึกรักชาติและอัตลักษณ์ของเชื้อชาติ-ศาสนาของตนนั้นเป็นอุปสรรคโดยตรงต่อการพัฒนาสู่ระบอบประชาธิปไตย และการสร้างรัฐของพม่า ความรู้สึกรักชาติหรือคลั่งชาติ ที่ปรากฏออกมาในหลายลักษณะ ทั้งในการแข่งขันกีฬาระดับภูมิภาค ไปจนถึงการที่พม่าถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในเรื่องเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน ความรักชาติแบบพม่าแสดงออกมาในลักษณะใกล้เคียงกัน แน่นอน คนพม่ารู้ดีว่าประเทศตนไม่ได้ดีเด่นกว่าประเทศอื่น (ต่างกับฝ่ายรักชาติในไทยที่มักอ้างอยู่เสมอว่าเมืองไทยดีกว่าประเทศอื่นในทุกๆ ด้าน-ซึ่งเป็นเรื่องโกหกทั้งเพ) แต่ก็มีบางประเด็นที่กระตุ้นความรักชาติได้มาก โดยเฉพาะเรื่องของศาสนา และประชาธิปไตย
ในประเทศที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์และศาสนาเป็นอันดับต้นๆ ของโลก รัฐบาลพม่าตลอดหลายสิบปีหลังได้รับเอกราชล้วนสร้างชาติไปในทิศทางเดียว คือการขับเน้นความสำคัญของประชากรส่วนใหญ่ คือชาวบะหม่าหรือชาวพม่า และศาสนาพุทธ ซึ่งเป็นศาสนาของคนส่วนใหญ่ และพยายามลดความสำคัญของชนกลุ่มน้อย ด้วยเหตุผลเรื่องความมั่นคง สงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อยังมีเรื่องของผลประโยชน์ในทรัพยากรของชน
กลุ่มน้อยเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้การสร้างสันติภาพในพม่าไม่ใช่เรื่องง่าย และจะตามหลอกหลอนรัฐบาลพม่าไปอีกนานแสนนาน ที่ผ่านมา รัฐบาลทหารพม่าใช้มาตรการเด็ดขาดกับชนกลุ่มน้อย ทั้งการอุ้มผู้นำชนกลุ่มน้อย การบุกเผาทำลายหมู่บ้าน และการไล่ที่ สิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับความโหดร้ายและการละเมิดสิทธิมนุษยชนเหล่านี้คือการเข้ามามีบทบาทของฝ่ายขวาในพม่า
ฝ่ายขวาหรือฝ่ายอนุรักษนิยมแทรกซึมอยู่ในทุกองคาพยพของสังคมพม่า เพราะกุศโลบายของรัฐบาลแทบทุกยุคคือสู้กับอดีตของระบอบอาณานิคมที่ยังหลอกหลอนพม่า โดยเริ่มจากการกำจัดพ่อค้า-นายทุนที่เป็นชาวตะวันตกและชาวอินเดีย ผ่านนโยบายคุ้มครองการค้าแบบเข้มงวด โอนกิจการของชาวต่างชาติมาเป็นของรัฐ ไปจนถึงการขับชาวต่างชาติจำนวนนับแสนคนออกนอกประเทศ สำหรับนโยบายเชิงสังคม การฟื้นฟูอัตลักษณ์ของพม่าขึ้นมาไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ผู้นำทุกยุคก็ใช้ประโยชน์จากสถาบันสงฆ์ หลังจากถูกปล่อยตามยถากรรมมานาน เพราะขาดประมุขฝั่งสงฆ์ และขาดสถาบันสงฆ์ที่ทำหน้าที่สอดส่องดูแลวินัยของสงฆ์ ทั้งนี้ มิได้หมายความว่าสถาบันสงฆ์ในพม่าเสื่อมและไร้ระบบระเบียบ ชาวพม่าที่ผู้อ่านรู้จักอาจจะบ่นให้ฟังว่าอาณานิคมอังกฤษเป็นตัวการทำให้สถาบันสงฆ์ของพวกเขาเสื่อม แต่เมื่อพิจารณากันจริงๆ แล้ว สถาบันสงฆ์ในพม่าในภาวะที่ไม่มีสังฆราช หรือองค์กรกลางที่ควบคุมทั้งในเรื่องวินัยและกิจการสงฆ์กลับเข้มแข็งอย่างมาก เพราะสะยาดอ หรือพระผู้ใหญ่หลายรูปที่มีวัตรปฏิบัติที่ดี (ในที่นี้หมายถึงด้านวิปัสนาเป็นหลัก) สร้างความประทับใจให้พุทธศาสนิกชน ในปัจจุบัน พระนักเทศน์หลายรูปใช้สุญญากาศทางอำนาจนี้ขึ้นมาเป็นผู้นำสังคม หรือถ้าใช้ภาษาในปัจจุบันคือพระพม่าบางรูปกลายเป็น “เน็ตไอดอล” (net idol หรือ internet influencer) เพราะมีผู้ติดตามหลายแสนคน และมีโปรแกรมไลฟ์ทางโซเชียลมีเดียอย่างสม่ำเสมอ
ในทางทฤษฎี รัฐพม่าเป็นรัฐโลกวิสัยที่มีนโยบายแยกออกจากเรื่องของสงฆ์อย่างค่อนข้างเด็ดขาด แต่เมื่อพิจารณาลึกลงไปแล้ว ศาสนาพุทธมีอิทธิพลต่อนโยบายของรัฐมหาศาล ผู้นำกองทัพหรือแม้แต่นักการเมืองชั้นนำตบเท้าเข้าคารวะสะยาดอรูปสำคัญๆ อย่างสม่ำเสมอ และสะยาดอเหล่านี้ ยกตัวอย่างสะยาดอที่มีชื่อเสียงที่สุดในพม่าปัจจุบันคือ ซิตากู สะยาดอ (Sitagu Sayadaw) หรือแม้แต่พระหัวรุนแรงเช่น อู วีระธู (U Wirathu) ก็มีอิทธิพลทางการเมืองกับผู้นำในกองทัพและในรัฐบาล กองทัพเชิญสะยาดอ
เข้าไปเทศน์ในค่ายทหาร และรับกิจนิมนต์ของผู้นำระดับสูงเป็นประจำ จนทำให้อดนึกไม่ได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างพระระดับพรีเมียมในพม่ากับนายพลในกองทัพเป็นความสัมพันธ์แบบ “วิน-วิน” ที่ต่างฝ่ายต่างได้รับผลประโยชน์ พฤติกรรมที่เห็นได้บ่อยของคนในกองทัพและโครนี่ (นักธุรกิจที่มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับกองทัพและนักการเมือง) คือนิมนต์สะยาดอที่กำลังมีชื่อเสียงมาฉันอาหารเช้าหรืออาหารเพลเนื่องในโอกาสพิเศษ เสมือนให้สะยาดอเป็นผู้ล้างความผิดหรือธุรกิจสีเทาๆ ที่ได้ทำมา ด้านสะยาดอก็จะได้รับกิจนิมนต์บ่อยขึ้น และได้รับเงินจากคนเหล่านี้มาเพื่อพัฒนาวัดและเพื่อบำรุงกิจกรรมสาธารณกุศลที่วัดจัดตั้งขึ้น
ความสัมพันธ์เชิงอุปถัมป์ที่แนบแน่นระหว่างฝ่ายการเมือง (รวมทั้งกองทัพ) และฝ่ายสงฆ์ทำให้การพัฒนาประชาธิปไตยในพม่ามีอุปสรรคอย่างมาก คงไม่ต้องกล่าวอะไรกันมากสำหรับสถานการณ์โรฮีนจา ซึ่งเป็นตัวอย่างอันดีที่ชี้ให้เห็นว่าฝ่ายสงฆ์และฝ่ายรัฐร่วมมือกันสร้างความเกลียดชัง และประสบความสำเร็จอย่างดี เมื่อประเทศก้าวสู่การปฏิรูปเพื่อประชาธิปไตย และเป็นที่จับจ้องของนานาชาติ สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือพม่าไม่สามารถซุกความฉ้อฉลหรือการละเมิดสิทธิมนุษยชนไว้ใต้พรมได้อีกต่อไปแล้ว เมื่อเวลาผ่านไป ประชาชนในพม่าจำนวนมากเริ่มเล็งเห็นแล้วว่าประชาธิปไตยที่พวกเขาร่วมกันเรียกร้องมาหลายสิบปีได้พรากคุณค่าความดีงามแบบพุทธของเขาไป และกลายเป็นว่าพวกเขาต้องนั่งฟังชาติตะวันตกเทศนาเรื่องสิทธิมนุษยชนให้ฟัง ความอึดอัดของฝ่ายขวาในพม่าสะท้อนออกมาเป็นการประท้วงหลายครั้งในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา ทั้งที่เป็นการประท้วงเพื่อสนับสนุนกองทัพ และการประท้วงนโยบายพรรค NLD ของพระสงฆ์กลุ่มหนึ่ง การประท้วงในช่วงหลังจาก NLD เข้ามาเป็นรัฐบาล ซึ่งขอเรียกรวมๆ ว่าการประท้วงของกลุ่มชาตินิยม หรือฝ่ายขวาจัดนั้น ถ้าจะพูดแบบหยาบๆ ก็คือการประท้วงเพื่อต่อต้านระบอบประชาธิปไตยนั่นแหละ
การประท้วงต่อต้าน NLD และกระแสต้านประชาธิปไตยที่เพิ่มขึ้นทำให้รัฐบาล NLD ภายใต้การนำของด่อ ออง ซาน ซูจี ต้องออกมาเสนอให้แก้กฎหมายการชุมนุมสาธารณะ แน่นอนว่าข้อเสนอนี้ได้รับการต่อต้านอย่างหนักหน่วงจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะจากภาคประชาสังคม กฎหมายว่าด้วยการชุมนุมประท้วงของพม่าเริ่มบังคับใช้ในปี 2011 เมื่อครั้งที่ประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ยังเป็นผู้นำรัฐบาล และมาแก้ไขอีกครั้งในปี 2014 และ 2016 การแก้ไขครั้งล่าสุดนี้ NLD อนุญาตให้ผู้ประท้วงแจ้งว่าจะมีการประท้วง โดยไม่ต้องขออนุญาตอย่างเป็นทางการจากฝ่ายรัฐ หลังการแก้ไขกฎหมายในปี 2016 จำนวนการประท้วงในพม่าเพิ่มขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ทำให้รัฐบาล NLD เริ่มหวาดวิตกและมองว่าจะเป็นช่องทางสำหรับผู้ไม่หวังดีและบ่อนทำลายความชอบธรรมของรัฐบาล NLD จึงมีผู้เสนอให้แก้ไขกฎหมายประท้วงที่พวกเขามองว่าหละหลวมเกินไป และเปิดช่องให้ฝ่ายอนุรักษนิยมทำลายชื่อเสียงของรัฐบาลได้ สารัตถะของความพยายามแก้กฎหมายในรอบนี้คือบังคับให้ผู้ประท้วงแสดงที่มาของแหล่งทุน และมีโทษจำคุกถึง 2 ปี สำหรับผู้ประท้วงปลุกปั่นและยุแหย่ และสร้างความเกลียดชังรัฐบาล
ปรากฏการณ์นี้ไม่เพียงแสดงให้เห็นว่าฝ่ายขวาในพม่าเริ่มเข้ามามีบทบาททางการเมือง และต่อต้านประชาธิปไตยมากขึ้น แต่ยังแสดงว่าผู้ที่รักษากฎหมาย และต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาตลอดอย่างพรรค NLD ก็เริ่มถอยห่างจากประชาธิปไตย เพราะไม่สามารถแก้ไขปัญหาภายในประเทศ และไม่สามารถลดข้อครหาของนานาชาติที่มีต่อการแก้ไขวิกฤตการณ์โรฮีนจาได้ ผู้เขียนคิดว่าการปะทะกันทางความคิดระหว่างสองกลุ่มนี้จะยังอยู่คู่สังคมพม่าไปอีกนานแสนนาน แต่ผลที่จะตามมาก็คือรัฐบาลพม่าจะไม่สามารถพัฒนาประชาธิปไตยไปได้อย่างที่คาดหวัง ตราบใดก็ตามที่ฝั่งการเมืองยังใช้ประเด็นละเอียดอ่อน เช่น ศาสนา และเชื้อชาติ เข้ามาป้ายร้ายใส่กันอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
ลลิตา หาญวงษ์

