การตอบโต้กันไปมาแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกันในสงครามขึ้นภาษีนำเข้า หรือ tariff ซึ่งเริ่มโดยสหรัฐ และตอบโต้โดยกลุ่มอียู จีน แคนาดา และเม็กซิโก บอกอะไรหลายอย่างเกี่ยวกับระเบียบโลกในปัจจุบันว่ามันยังไม่เป็นที่พอใจของทุกฝ่าย และที่สำคัญที่สุดคือความไม่พอใจต่อกระบวนการโลกาภิวัตน์ซึ่งสนับสนุนเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนแบบเปิดเสรี ความไม่พอใจนี้ต่างกับที่เกิดขึ้นในอดีตมันกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมรายได้สูง โดยเฉพาะในสหรัฐ และยุโรป ส่วนมากเกิดจากความรู้สึกที่ว่าตัวเองฐานะทางเศรษฐกิจเลวลง การเติบโตชะงักงัน การว่างงานอยู่ในอัตราที่สูงและเรื้อรัง ค่าจ้างคนงานที่แท้จริงชะงักงัน ความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจสูงขึ้น สะท้อนออกมาให้เห็นในทางการเมือง คือ กระแสนิยมของกลุ่มอนุรักษ์ฝ่ายขวา และประชานิยม ต่อต้านรุนแรงมากต่อแรงงานอพยพ
เป็นความจริงที่ว่ากระบวนการโลกาภิวัตน์โดยเฉพาะตั้งแต่ทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา แม้โดยรวมมันทำให้โลกมีความเจริญก้าวหน้า ประเทศในโลกที่สาม หรือประเทศที่เกิดใหม่มี GDP สูงขึ้นสามารถลดความยากจน และประสบความสำเร็จในการพัฒนาอุตสาหกรรม แต่ก็เห็นได้ชัดว่ากลุ่มประเทศที่เจริญแล้วสัดส่วนรายได้ลดลงอย่างมากมาอยู่ที่ต่ำกว่าร้อยละห้าสิบ ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมมีขนาดเล็กลงทั้งผลผลิต และแรงงาน (Deindustrialization) ทั้งหมดนี้ตรงกันข้ามกับสิ่งที่เกิดในประเทศโลกที่สาม การพัฒนาอุตสาหกรรมเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยครองสัดส่วนที่สูงขึ้นมากในระบบการผลิตของโลก
แปลกแต่จริงขณะที่เราเห็นกระแสการสนับสนุนความคิดชาตินิยมทางเศรษฐกิจ และนโยบายการปกป้องคุ้มครองเกิดขึ้นในประเทศที่เจริญแล้ว โดยเฉพาะหลังวิกฤตเศรษฐกิจโลกในปี 2007 แต่ประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่กลับสนับสนุนระบบการค้าการลงทุนเสรี ที่สำคัญคือลดอัตราภาษีนำเข้าเรื่อยมา ประเทศกำลังพัฒนาทำเช่นนี้บอกถึงพลังการเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่สำคัญในกระบวนการโลกาภิวัตน์ หัวใจสำคัญเป็นผลพวงของการปฏิวัติด้าน ICT หรือ information and communication technology ซึ่งทำให้ความรู้และความคิด (ไม่ใช่เฉพาะสินค้าเหมือนในอดีต) สามารถเคลื่อนย้ายข้ามประเทศกันได้ง่ายและต้นทุนต่ำ ผลเสียต่อประเทศที่เจริญแล้วซึ่งเป็นเจ้าของความรู้และเทคโนโลยีคือการเข้ามามีส่วนร่วมของกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (นึกถึงจีน อินเดีย หรือประเทศไทย เป็นต้น) แต่ผลดีของประเทศที่เจริญแล้วก็คือสามารถย้ายฐานการผลิตไปใช้แรงงานราคาถูก คือมีการทำ offshoring ซึ่งสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน แต่ประเทศโลกที่ 3 ก็ได้ประโยชน์มหาศาล แรงงานซึ่งราคาถูกมีโอกาสการจ้างงานสูงขึ้น ค่าจ้างสูงขึ้นในเวลาต่อมา สามารถเรียนรู้วิทยาการใหม่ๆ ค่อยๆ ไล่กวดไปผลิตสินค้าอุตสาหกรรมทดแทนประเทศที่เจริญแล้ว ซึ่งภาคอุตสาหกรรมอาจจะมีขนาดเล็กลงเกิดการว่างงานและจำเป็นต้องย้ายอุตสาหกรรมไปที่ภาคบริการ ซึ่งในอนาคตจะมีสัดส่วนถึงร้อยละ 70 ของการผลิตของโลก
อย่างไรก็ตาม โดยรวมประเทศที่เจริญแล้วก็ได้ประโยชน์จากกระบวนการโลกาภิวัตน์ผู้บริโภคได้สินค้าที่ดีในราคาถูกถ้าสามารถปรับตัวได้ในระยะยาว กระบวนการโลกาภิวัตน์รูปแบบใหม่นี้ทำให้บทบาทของระบบห่วงโซ่อุปทานหรือกระบวนการผลิตที่เป็นเครือข่ายระดับภูมิภาค และระดับโลกมีความสำคัญ การค้าระหว่างประเทศในสินค้าประเภทเดียวกันมีมากขึ้น ด้วยเหตุนี้มันจึงเริ่มไม่ชัดเจนว่าสินค้าชนิดหนึ่ง เช่น รถยนต์ หรือโทรศัพท์มือถือผลิตจากประเทศใด เท่าไหร่ ทุกประเทศล้วนมีบทบาทส่วนร่วมในการสร้างมูลค่าเพิ่ม การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้ทำให้การใช้เครื่องมือเดิมๆ เช่น การตั้งกำแพงภาษีที่สูงเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมคุ้มครองผู้ผลิตภายในประเทศถึงระยะหนึ่งไม่ได้ผลไม่คุ้มค่า เช่น ประเทศกำลังพัฒนาจำเป็นต้องนำเข้าวัตถุดิบหรือสินค้าขั้นกลาง ชิ้นส่วนมาเพื่อเพิ่มมูลค่าและส่งออก ประเทศเหล่านี้ต้องการมีส่วนร่วมในเครือข่ายกระบวนการผลิต จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจที่อัตราภาษีสินค้าอุตสาหกรรมในระยะยาวได้ลดลงไปมากจากประเทศกำลังพัฒนา ด้วยเหตุนี้สงครามการค้าที่ทรัมป์กำลังทำกับคู่แข่งหรือคู่ค้าและโดนโต้ตอบเป็น negative sum game ในที่สุดทุกฝ่ายมีแต่เสีย และต้องไม่ลืมว่าอเมริกาขาดดุลการค้ามากเพราะคนอเมริกันออมได้น้อยไม่พอกับการลงทุน
โลกาภิวัตน์ยุคที่ 3 ตั้งแต่ทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา มากับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ICT เมื่อผนวกกับการสิ้นสุดลงของสงครามเย็น แม้ว่าอำนาจทางทหารยังจำเป็นสำหรับการเป็นมหาอำนาจของโลก แต่จะไม่มีความสำคัญเป็นปัจจัยชี้ขาดเหมือนที่อเมริกาสามารถเป็นเจ้าโลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่สำคัญกว่าคือพลังอำนาจทางเศรษฐกิจและการเงิน อำนาจทางทหารของอเมริกาถึงแม้จะเป็นผู้นำโลกในขณะนี้ แต่อเมริกาหรือ NATO ก็ไม่สามารถใช้พลังอำนาจทางทหารหยุดยั้งการยึดไครเมียโดยรัสเซียหรือหยุดยั้งการแผ่อิทธิพลของรัสเซียในเขตเอเชียกลางหรือแถบบอลข่าน ไม่สามารถหยุดยั้งพลังและการเติบโตของกลุ่ม ISIS ไม่สามารถหยุดสงครามกลางเมืองในซีเรีย ไม่สามารถลดความก้าวร้าวของผู้นำเกาหลีเหนือ ด้วยเหตุนี้โลกตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา ภูมิเศรษฐกิจได้กลายเป็นพลังและเครื่องมือสำคัญต่อภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ ในประเด็นนี้นักวิชาการส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันว่าในรอบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาเมื่อเทียบกับจีนหรือรัสเซียไม่สามารถใช้ศักยภาพที่สหรัฐมีอยู่ในการใช้เครื่องมือทางด้านภูมิเศรษฐกิจเพื่อผลทางการเมืองใช้ไม่ได้ดีเท่ากับที่จีนหรือที่ปูตินใช้ สหรัฐยังให้ความสำคัญกับความเป็นผู้นำทางทหารปักหมุดและแทรกแซงไปทุกพื้นที่ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ แม้ว่าหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อเมริกาได้สร้างเสถียรภาพให้แก่ระบบโลกและสามารถเอาชนะคู่แข่งคือระบบโซเวียตได้
ในสงครามเศรษฐกิจยุคใหม่ขณะที่อเมริกายังใช้เอกชนเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจโลก แต่จีนและรัสเซียใช้รัฐผ่านองค์กรทางธุรกิจเป็นกลไกสำคัญในความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นมา (State capitalism) อเมริกาไม่สนใจ SWF หรือ Sovereign Wealth Fund แต่ทั้งจีนและรัสเซีย หรือซาอุดีอาระเบีย บ่อยครั้งดูเหมือนใช้การลงทุนนี้เพื่อเป้าหมายทางการเมือง ในอดีตการลงทุนต่างประเทศมีฐานจากการค้า แต่ในสงครามเศรษฐกิจยุคใหม่ความสามารถในการกำหนดทิศทางและความสำคัญของการลงทุนนอกประเทศสำคัญไม่น้อยกว่าเรื่องการค้า รัฐบาลใช้และควบคุมการลงทุน ซื้อกิจการเพื่อชิงความได้เปรียบทางเทคโนโลยีและตลาด นโยบายการเงินสามารถเป็นกลไกสำคัญของนโยบายต่างประเทศ จีนมุ่งเพิ่มความสำคัญของเงินหยวนในระบบโลกและลดความสำคัญของดอลลาร์ จีนทำค่าเงินให้อ่อนกว่าความเป็นจริงมาตลอดเพื่อสร้างความมั่งคั่ง จีนเป็นผู้นำตั้งธนาคารเพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานซึ่งจะเสริมและแข่งกับธนาคารโลก จีนไม่ลดค่าเงินในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งของไทยและเอเชียทำให้จีนได้คะแนนนิยม เยอรมนียอมสละเงินมาร์คและโครงการเงินสกุลยูโรของยุโรปเป็นโครงการทางการเมืองมากกว่าเศรษฐกิจในเชิงยุทธศาสตร์ เยอรมนีต้องอุ้มกรีซ เพราะต้องการรักษายูโร รัสเซียเสนอตัวเข้ามาช่วยกรีซ ทั้งหมดนี้ล้วนเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์
เมื่อใดและที่ใดมีความไม่สมมาตรในอำนาจ ที่นั้นเครื่องมือทางภูมิเศรษฐกิจจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิผล รัสเซียและจีนใช้ความได้เปรียบในทุกทางทั้งเรื่องเล็กๆ และเรื่องใหญ่ๆ (เช่น น้ำมัน พลังทหาร พลังตลาด พลังการเงิน) ในการสร้างอำนาจให้กับตนเองและเมื่อจำเป็นสร้างปัญหาให้กับประเทศในกลุ่มเอเชียกลางและยุโรปตะวันออก ที่เอียงข้างยุโรปหรือต้องการเข้าร่วมเป็นสมาชิก EU รัสเซียใช้ทุกเครื่องมือเป็นการรังแกกันดีๆ นั่นเอง เบาๆ หน่อยก็เช่น ไม่ซื้อเหล้าองุ่นจากโมลโดวาและยูเครนเมื่อ 2 ประเทศกำลังอยากจะเข้าร่วม EU หรือเมื่อฐานะการเงินและเศรษฐกิจของยูเครนย่ำแย่ (ปี 2013) อำนาจต่อรองกับรัสเซียมีไม่มาก รัสเซียต้องการผนวกส่วนหนึ่งของประเทศและเนื่องจากรัสเซียเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ ข้อเสนอความช่วยเหลือที่ให้ต่อยูเครนทางการเงินจึงมีความหมายมาก แต่เมื่อสถานการณ์ยูเครนตึงเครียด เช่น ต้นปี 2014 ปูตินใช้วิธีขู่ไม่รับประกันความมั่นคงด้านอุปทานแก๊สและน้ำมันสำหรับยุโรป
การที่จีนมีพลังทางการเงิน มีเงินสำรองจำนวนมหาศาลและการที่ประเทศมีขนาดใหญ่ได้สร้างความได้เปรียบในการแผ่อิทธิพลทั้งในฐานะเป็นผู้ซื้อ ผู้ขาย ผู้ลงทุนรายใหญ่ จีนให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางพลังงาน อาหารและทรัพยากรธรรมชาติค่อนข้างมาก เห็นได้จากการทุ่มเทการลงทุนในแอฟริกาและละตินอเมริกา จีนไม่ลังเลและไม่เกรงใจอเมริกาโดยไม่แซงชั่นอิหร่านเพราะต้องการน้ำมันโดยขายเรือบรรทุกน้ำมัน 12 ลำให้ จีนทำสัญญายุทธศาสตร์ระยะยาวกับรัสเซีย 30 ปี ด้านแก๊ส น้ำมัน มูลค่ามหาศาล เมื่อประธานาธิบดีจีนเยือนบราซิล จีนตัดสินใจซื้อเรือบินพาณิชย์ฝูงใหญ่แทนที่จะซื้อจากแอร์บัสซึ่งน่าจะได้ของที่ดีกว่าเพราะเหตุผลทางภูมิรัฐศาสตร์ ความได้เปรียบมหาศาลจากขนาดของเศรษฐกิจและตลาดทำให้ประเทศในเอเชียแม้กระทั่งญี่ปุ่น ไต้หวันต้องพึ่งพาจีนมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเห็นความสำคัญของจีนในอนาคต เมื่อใดที่ปัญหาความขัดแย้งเรื่องทะเลจีนใต้และตะวันออกกับญี่ปุ่น หรือฟิลิปปินส์ เมื่อใดญี่ปุ่นไม่สำนึกผิด หรือไม่ขอโทษจีน เช่น เมื่อถึงช่วง นรม.ญี่ปุ่นไปเคารพศาลเจ้ายากิซูนิ คนจีนและรัฐบาลจีนจะตอบโต้เห็นผลรวดเร็ว ยอดขายและการส่งออกรถยนต์ไปจีนจะลดลงทันที 10-20% ญี่ปุ่นถูกสั่งสอนบ่อยครั้งและค่อนข้างจะเข็ด รัฐบาล คสช.ของไทยไม่กล้าปฏิเสธความต้องการของจีนในการมีเส้นทางรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-หนองคาย เพื่อเป็นส่วนเชื่อมต่อโครงการรถไฟคุนหมิง ลาว-ไทย-มาเลเซีย-สิงค์โปร์ ทั้งที่จริงๆ ไทยไม่ควรต้องรีบร้อน จีนพร้อมให้กู้แก่รัฐบาลเผด็จการ สร้างทำเนียบหรือวังของผู้นำในแอฟริกา จีนและรัสเซียให้เวเนซุเอลากู้เงินขณะที่ประเทศตะวันตกขยาด เมื่อจีนต้องการโดดเดี่ยวไต้หวัน จีนซื้อพันธบัตรรัฐบาลคอสตาริกา และอีกหลายประเทศแลกกับการที่ประเทศเหล่านี้ไม่รับรองไต้หวัน
เทคโนโลยีเป็นเรื่องสำคัญ จีนใช้ทุกทาง ทั้งการค้า การลงทุน การให้ความช่วยเหลือ จีนและรัสเซียมีความอยากและกล้ากว่าอเมริกาจึงใช้ ไซเบอร์เพื่อโจรกรรมข้อมูลและเทคโนโลยี และรัฐบาลจีนประสบความสำเร็จในการทำให้ Google และ Amazon ไม่สามารถเติบโตในจีน สู้ Tencent และ Alibaba ไม่ได้ รัฐบาลจีนเก่งในการคุมเทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของรัฐและเก่งในการเรียนรู้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากบรรษัทข้ามชาติ
ในอนาคตอเมริกาจะมีพลังอำนาจสูงขึ้นทางด้านพลังงานจากการปฏิวัติ Shale gas จากเทคโนโลยีแฟรกกิ้ง ซึ่งจะดีต่อเศรษฐกิจและการทหารของอเมริกาในระยะยาว อเมริกาต้องกล้าใช้ศักยภาพของตัวเองที่มีอยู่ทั้งทางการเงิน เศรษฐกิจ และทหาร โดยใช้เครื่องมือภูมิเศรษฐกิจเชิงรุกเหมือนที่จีนและรัสเซียทำ นอกจากจะเป็นผู้นำในการพัฒนาประชาธิปไตยและระเบียบโลก (ซึ่งทรัมป์กำลังทำลาย) อเมริกาควรใช้จุดแข็งทางภาคการเงินและบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น ป้องกันการฟอกเงินและคอร์รัปชั่นที่ยังมีอยู่ดาษดื่นโดยเฉพาะในประเทศด้อยพัฒนาและประเทศที่เป็นเผด็จการอำนาจนิยม

