หน้าแรก คอลัมนิสต์ บทเรียน เมียน...

บทเรียน เมียนมา กระสวน ‘มุขมนตรี’ จับมือ กับ ‘จีน’

11.04.16 | 12:03 น.

เพียง 10 วันแรกที่พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) เข้านั่งในฐานะ “ผู้บริหาร” ผ่านกระบวนการ “ประธานาธิบดี”

ก็จะเห็นอาการ “ขยับ” และ “ขับเคลื่อน”

1 จากการเสนอ ออง ซาน ซูจี เข้าไปคุม สำนักทำเนียบประธานาธิบดี กระทรวงต่างประเทศ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงไฟฟ้าและพลังงาน

1 จากการเสนอกฎหมายว่าด้วยตำแหน่ง “มุขมนตรี”

เมื่อตำแหน่ง “มุขมนตรี” มีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น ออง ซาน ซูจี ก็ถอยจากกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงไฟฟ้าและพลังงาน

Advertisement

มอบหมายให้ “ปลัดกระทรวง” ขึ้น “รับผิดชอบ”

แต่ที่ดำรงความมุ่งหมายเอาไว้อย่างไม่ยอมแปรเปลี่ยนคือ สำนักทำเนียบประธานาธิบดี และกระทรวงต่างประเทศ

เป้าหมายสำคัญยังเป็น “สภากลาโหมและความมั่นคง”

เป้าหมายสำคัญยังเป็นบทบาทในฐานะ “กองหน้า” และ “สะพานเชื่อม” ในการนำนโยบายของพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ไปลงมือปฏิบัติ

ทุกอย่าง “ดำเนินการ” อย่างเป็น “รูปธรรม”

ประชาชนจึงได้เห็นภาพของ ออง ซาน ซูจี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ จับมือกับ หวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศจากจีน

“มิตร” ที่แนบแน่นเป็นอย่างสูงกับ “เมียนมา”

ประชาชนจึงได้รับรู้คำสั่งจากสำนักทำเนียบประธานาธิบดีให้หน่วยงานต่างๆ ของรัฐบาลกลางและท้องถิ่นวางกรองการปฏิบัติตัวของข้าราชการ

ที่สำคัญคือ การห้ามเจ้าหน้าที่รัฐบาล สมาชิกคณะกรรมการของรัฐบาล หรือองค์กรและข้าราชการรับของขวัญมูลค่าเกิน 2.5 หมื่นจ๊าด (ประมาณ 700 บาทเศษ) จากองค์กรหรือบุคคลด้วยเหตุผลที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งหน้าที่

หากของขวัญมูลค่าต่ำกว่านั้นอนุญาตให้รับได้

กระนั้น มูลค่าของของขวัญที่ได้รับจากบุคคลใดหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่งในระยะ 1 ปีจะต้องไม่เกิน 100,000 จ๊าด (ประมาณ 2,900 บาท)

ยิ่งกว่านั้น ในคำสั่งห้ามข้าราชการเรียกรับของขวัญโดยตรงหรือโดยอ้อม และมีกำหนดเรื่องการรับของขวัญของบุคลากรในกองทัพที่จะต้องรายงานต่อผู้บังคับบัญชาด้วย หากประธานาธิบดีหรือรองประธานาธิบดีรับของขวัญจะต้องแจ้งรัฐมนตรีประจำทำเนียบประธานาธิบดีโดยเร็วที่สุด

สะท้อนให้เห็นว่า “อำนาจ” สูงสุดต่อสายตรงไปยังที่ใดและใคร

นั่นเท่ากับ รัฐมนตรีประจำทำเนียบประธานาธิบดีและรวมถึง “มุขมนตรี” ที่จะจะมีผลโดยสมบูรณ์ภายในอีกไม่นาน

บาทก้าวที่สำคัญเป็นอย่างมาก คือ บาทก้าวอันเกี่ยวกับคำสั่งยุติดำเนินคดีการเมือง ปล่อยตัวนักโทษการเมืองอันเป็นเรื่องตกค้างมาจากอดีต

อดีตภายใต้กรงเล็บของ JUNTA

นั่นก็คือ การอาศัยช่องทางที่รัฐบาลสามารถปล่อยตัวนักโทษการเมืองได้เลยระลอกแรกจำนวน 113 ราย ท่ามกลางความดีใจของนักโทษและบรรดาญาติๆ เพื่อนพ้องน้องพี่

นั่นก็คือช่องทางจาก 3 ช่องทาง

1 อำนาจให้อภัยโทษของประธานาธิบดี 1 คำสั่งนิรโทษกรรมของประธานาธิบดีแต่ต้องเป็นไปตามที่สภากลาโหมและความมั่นคงแห่งชาติเสนอแนะ และ 1 รัฐบาลถอนข้อกล่าวหาของคดีที่อยู่ในกระบวนการฟ้องร้อง

เห็นได้จากการอาศัยช่องทาง 1 และช่องทาง 3

ประกาศอันมาจากรัฐบาลพรรคสันติบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ในเรื่องนักโทษการเมืองถือเอา “สงกรานต์” เป็นหมุดหมายสำคัญ

ทุกอย่างต้อง “เรียบร้อย” ในห้วงแห่ง “สงกรานต์”

จำนวน 113 คนอาจเป็นระลอกแรกเมื่อวันที่ 9 เมษายน แต่เป้าหมายอย่างแท้จริงอยู่ที่จำนวนนักโทษการเมืองเกือบทั้งหมด

นี่คือการ “สร้าง” และขยายฐาน “มวลชน” ครั้งใหญ่

ทั้งหมดนี้จุดละเอียดอ่อนอย่างที่สุดอยู่ที่การพบกันระหว่าง ออง ซาน ซูจี กับ หวัง อี้แห่งประเทศจีน

เพราะว่าจีนมีความแนบแน่นอย่างเป็นพิเศษกับ JUNTA ตลอด 50 ปีที่ JUNTA ครองอำนาจในพม่ากระทั่งเปลี่ยนเป็นเมียนมา ความสัมพันธ์ทั้งในทางการเมืองและในทางเศรษฐกิจกับจีนจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวด

เมียนมาในยุค ออง ซาน ซูจี จะไต่ไปบนเส้นลวดสายนี้อย่างไร