หน้าแรก คอลัมนิสต์ ปานามา เปเปอร...

ปานามา เปเปอร์ส โดย ศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์

11.04.16 | 13:15 น.

ปานามา เปเปอร์ส กรณีเอกสารรั่วไหลของบริษัทที่ปรึกษากฎหมาย มอสแสค ฟอนเซกา แห่งปานามา ถือเป็นครั้งใหญ่ที่สุดในโลกเหนือกว่าทั้งวิกิลีกส์ และกรณีสโนวเดน หรือกระทั่งการปล่อยข้อมูลบริษัทออฟชอร์ครั้งก่อนของชมรมผู้สื่อข่าวสืบสวนสอบสวนระหว่างประเทศ (ICIJ- International Consortium of Investigative Journalists) เพราะครั้งนี้ข้อมูลที่รั่วออกมามีขนาดมหาศาลถึง 2.6 เทราไบต์ หรือมากกว่า 11 ล้านไฟล์

เท่าที่ทราบกันข้อมูลดิบขนาดมโหฬารนั้นถูกแฮกออกจากบริษัท มอสแสค ฟอนเซกา แล้วเสนอให้กับหนังสือพิมพ์ซูดดอยช์ไซตุง ของเยอรมนี โดยบุคคลลึกลับ ซูดดอยช์ไซตุงพิจารณาข้อมูลในเบื้องต้นแล้วก็ร่วมมือกับ ICIJ รวมทั้งสื่อจากทั่วโลกอีกประมาณ 100 กว่าแห่ง จาก 80 ประเทศ สื่อต่างประเทศรายใหญ่ๆ ที่รู้จักกันดีก็อยู่ในกลุ่มนี้หมดเช่น บีบีซี เดอะ การ์เดียน วอชิงตันโพสต์ นิวยอร์กไทมส์ เพราะมีความร่วมมือกันมาก่อนหน้านี้นานมาแล้ว

ข้อมูลลักษณะนี้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของ ICIJ ที่มองเห็นข้อจำกัดหลายๆ อย่างของสื่อยุคใหม่ในยุคโลกาภิวัตน์ ทำให้ต้องสร้างความร่วมไม้ร่วมมือกันระหว่างสื่อในขอบเขตทั่วโลกมากกว่าการแข่งขันกันเอง เพื่อไม่ให้ข่าวที่สำคัญ เช่น อาชญากรรมข้ามชาติ การฟอกเงิน ฯลฯ หลุดหายไปจากวงจรของสื่อ ICIJ ยังมองไปถึงการร่วมมือของพลเมือง โดยในปี 2013 ตัดสินใจเปิดเผยข้อมูลบริษัทและทรัสต์ออฟชอร์ 1 แสนรายชื่อพร้อมชื่อตัวบุคคลนำเสนอผ่านแอพพลิเคชั่นเพื่อให้สายตาคนนับแสนนับล้านช่วยกันตรวจสอบ

เพราะข้อมูลจำนวนมากมายมหาศาลเกินกำลังที่ใครคนใดคนหนึ่งจะเจาะเข้าไปหาประเด็นความเชื่อมโยงต่างๆ ออกมาได้

ครั้งนี้ก็เช่นกัน คนเหล่านี้ใช้เวลาถึง 1 ปีเต็มๆ พร้อมด้วยความช่วยเหลือทางเทคนิคจากบริษัทซอฟต์แวร์เล็กๆ ในออสเตรเลีย ถึงจัดระบบระเบียบข้อมูลและเริ่มสกัดออกมาได้เป็นบางส่วนที่สรุปเป็นประเด็นๆ สำคัญให้ไปเผยแพร่กัน นี่ขนาดว่ามีซอฟต์แวร์จากบริษัทเชี่ยวชาญด้านนี้มาช่วยยังใช้เวลานานถึง 1 ปี กว่าจะพร้อมในการเปิดข่าวได้

Advertisement

ประเด็นสำคัญโดยสรุปก็คือ มอสแสค ฟอนเซกา เป็นบริษัทที่ปรึกษากฎหมายที่ให้บริการด้านจัดตั้งบริษัทออฟชอร์ใหญ่เป็นอันดับที่ 4 ของโลก ข้อมูลรั่วไหลทั้งหมดครอบคลุมช่วงเวลาตั้งแต่ปี 1977 มาจนถึงเดือนธันวาคม 2015

จากข้อมูลทั้งหมดพบว่ามีหน่วยธุรกิจออฟชอร์ในข้อมูลรั่วไหลมากกว่า 214,000 แห่ง ที่ฟอนเซกาจัดตั้งให้ลูกค้าราว 14,000 ราย เชื่อมโยงกับคนในมากกว่า 200 ประเทศและเขตการปกครอง ในเบื้องต้นพบว่ามีบริษัทออฟชอร์ที่เชื่อมโยงกับนักการเมือง เจ้าหน้าที่รัฐบาลจากทั่วโลก หรือคนในครอบครัวราว 143 คน ในจำนวนนี้เป็นระดับผู้นำประเทศ 12 คน

ที่ส่งผลไปแล้วชัดเจนหลังเปิดเผยข้อมูลคือ นายซิกมุนดูร์ กุนน์ลักส์ซอน นายกรัฐมนตรีไอซ์แลนด์ ลาออกเพราะพบว่าเขากับภรรยาเป็นเจ้าของบริษัทออฟชอร์แต่ไม่ได้แจ้งเมื่อเข้ารับตำแหน่ง

คนมีชื่อเสียงและนักการเมืองของสหรัฐอเมริกายังไม่พบว่ามีข้อมูลเชื่อมโยงจากข้อมูลชุดนี้ เท่าที่สอบค้นกันได้ในขณะนี้ ICIJ พบว่ามีบุคคลเป็นเจ้าของบริษัทออฟชอร์ที่ใช้ที่อยู่ในสหรัฐอยู่ 211 ราย ข้อมูลนี้มาจากเพียงช่วงไม่กี่ปีหลังๆ ของฟอนเซกา เท่านั้นไม่ใช่จากทั้งหมด 11.5 ล้านไฟล์

อีกอย่างหนึ่งที่ควรเข้าใจกันก็คือ สหรัฐเองก็ถือเป็นหนึ่งในสวรรค์ทางภาษีอันดับต้นๆ ของโลก เครือข่ายความยุติธรรมทางภาษีในอังกฤษเผยแพร่ดัชนีความลับทางการเงินเมื่อฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านมาเผยว่าสหรัฐถือเป็นสวรรค์ทางภาษียอดนิยมอันดับสามรองลงมาจากสวิตเซอร์แลนด์และฮ่องกง นอกจากนั้นเมื่อปี 2010 ปานามากับสหรัฐยังทำสนธิสัญญาการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ถือเป็นการปิดฉากธุรกิจออฟชอร์ระหว่างสองประเทศนี้จนเกือบสนิท แต่ในแง่ของการจัดตั้งบริษัท ทรัสต์ หรือมูลนิธิที่มีฐานอยู่ในสหรัฐจำนวน 600 กว่ารายก็ถือว่าไม่น้อยเสียทีเดียว

ในกรณีของประเทศไทยนั้น ข้อมูลที่เปิดเผยออกมา เป็นข้อมูลดิบระดับเบื้องต้นมากๆ เท่านั้น กล่าวคือในอาเชียน ฮ่องกงจัดตั้งบริษัทผ่านฟอนเซกามากที่สุด รองลงมาคือไทย อันดับสามซึ่งทิ้งห่างมากคือฟิลิปปินส์ มีรายชื่อบุคคลเชื่อมโยงกับบริษัทที่ใช้บริการฟอนเซกา แต่ไม่มีรายละเอียดอะไร

ย้อนไปดูผลจากการเปิดเผยข้อมูลของ ICIJ เมื่อสามปีก่อนในส่วนที่มีคนไทยเข้าไปเกี่ยวข้อง เราก็ไม่พบว่าสามารถสืบค้นอะไรไปได้มากไปกว่าข้อมูลเบื้องต้นที่ลอยๆ ขึ้นมา ซึ่งใช้กล่าวหาอะไรใครไม่ได้ และไม่ควรใช้ด้วยซ้ำหากไม่สามารถสืบสวนให้ลึกลงไปได้มากไปกว่าข้อมูลที่เห็น

แต่ที่เห็นๆ อคติมันนำหน้าไปหมดแล้ว