ตามที่ ครม. ในคราวประชุมเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2561 ได้อนุมัติหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา ตามข้อเสนอของสำนักงาน ป.ป.ช.นั้น ผู้เขียนขอเสนอสาระสำคัญของหลักสูตรดังกล่าว ซึ่งประกอบด้วยชุดวิชาต่างๆ 4 ชุดวิชา ได้แก่ 1) การคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม 2) ความละอายไม่ทนต่อการทุจริต 3) STRONG : วิชาพอเพียงต้านทุจริต และ 4) พลเมืองและความรับผิดชอบต่อสังคม
ชุดวิชาที่ 2 ความละอายไม่ทนต่อการทุจริต ได้เน้นถึงการกล่อมเกลาทางสังคม โดยสถาบันหรือกลุ่มต่างๆ ว่าสามารถสร้างวัฒนธรรมการต่อต้านทุจริต และปลูกฝังการมีวินัย และความซื่อสัตย์สุจริตได้ ผู้เขียนจึงขอนำการกล่อมเกลาทางสังคม มานำเสนอดังต่อไปนี้
ความหมาย : การกล่อมเกลาทางสังคมเป็นกระบวนการอบรมสั่งสอนสมาชิกในสังคมโดยครอบครัว กลุ่มเพื่อน สถาบันการศึกษา ศาสนา กลุ่มอาชีพ และสื่อมวลชน เพื่อให้สมาชิกของสังคมเรียนรู้ระเบียบวินัยของสังคม และตระหนักในคุณค่าของความดี โดยนำเอาคุณค่าความดี ระเบียบ วินัยนั้นๆ ไปเป็นแนวทางประพฤติตนให้เป็นคนดีมีคุณธรรม
แนวคิด : 1) การกล่อมเกลาทางสังคมเป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องได้รับตลอดช่วงชีวิต ตั้งแต่เกิดจนตาย ทั้งนี้เพื่อให้มนุษย์สามารถปรับตัวให้ทันกับสังคมและสิ่งแวดล้อมรอบตัวเอง ทั้งนี้ก็เพื่อให้สมาชิกในสังคม สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข 2) ระเบียบวินัย ที่มีผลต่อบุคลิกและความประพฤติของบุคคล หากบุคคลกระทำจนเคยชินและกระทำจนเป็นนิสัย ในที่สุดพวกเขาจะยอมรับในระเบียบวินัยต่างๆ มาประพฤติปฏิบัติตาม
และ 3) การกล่อมเกลาทางสังคมเป็นกระบวนการถ่ายทอดวัฒนธรรม ค่านิยม ความเชื่อให้แก่บุคคล
ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการกล่อมเกลาทางสังคม : ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) เป็นนักจิตวิทยาวิเคราะห์ชาวออสเตรีย เป็นคนแรกที่เน้นความสำคัญของการพัฒนาการของมนุษย์ในวัยเด็ก ซึ่งถือว่าเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาบุคลิกภาพในวัยผู้ใหญ่ (The child is father of the men) ฟรอยด์เน้นทฤษฎีสำคัญ 3 ข้อ คือ
1) id 2) Ego และ 3) Super Ego
อธิบายได้ดังนี้
Id คือความปรารถนาในตัวมนุษย์ที่เกิดขึ้นในทันทีเพื่อให้มนุษย์ได้รับความสุข หลีกเลี่ยงความเจ็บปวด และความเครียด Id ทำงานในแนวทางที่ไม่มีเหตุผลและไม่มีศีลธรรม Id ในทางพุทธศาสนา คือความอยากได้ อยากมี อยากเป็น หรือตัณหา (กิเลส)
Ego คือ สภาพผลักดันในตัวมนุษย์ให้เกิดความพอใจต่อความต้องการของ Id ส่วน Ego มีขีดความสามารถในการพิจารณาตัดสินใจ โดยอาศัยหลักการและเหตุผลนอกจากนั้น Ego ยังมีส่วนช่วยชี้นำพฤติกรรมของมนุษย์ให้ได้รับความสุขสูงสุด และขจัดความเจ็บปวดให้ลดน้อยลง และยังรู้จักแนวทางที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดความพึงพอใจตามความต้องการของ Id ในทางพุทธศาสนา Ego คือตัวตนของมนุษย์ที่แท้จริง ที่อยากทำตามที่ตัณหา (กิเลส) ต้องการ หรือสนองความต้องการของตัณหา
Super Ego มีหน้าที่ควบคุมการแสวงหาความสุขของ Id, Super Ego เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับศีลธรรม มโนธรรม ซึ่งมนุษย์จะบอกได้ว่าการกระทำใดถูกหรือผิด และจะตอบสนอง Id เฉพาะความสุขที่สอดคล้องกับศีลธรรมและมโนธรรมเท่านั้น
ในทางพุทธศาสนา Super Ego คือ ตัวตนอีกตัวหนึ่งที่พยายามระงับ หรือดับความอยากได้ อยากมี อยากเป็น (ตัณหา) ของมนุษย์

หลักการกล่อมเกลาหรือขัดเกลาทางสังคมตามแนวพุทธ, ของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ป.อ.ปยุตฺโต (2552) มาเป็นแนวทางในการเขียน โดยแบ่งหลักการไว้ 4 ประการ คือ 1)หลักพัฒนาจิตใจ 2)หลักพัฒนาศีล 3) หลักพัฒนาจิตใจ และ 4) หลักพัฒนาความรู้
ดังรายละเอียดต่อไปนี้
1.พัฒนากาย : คือการรู้จักใช้ปัจจัย 4 อย่างชาญฉลาด ได้แก่ รู้จักบริโภคเป็น เช่น กินอย่างพอประมาณ เลือกกินอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย รู้จักออกกำลังกาย รู้จักการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเอง รู้จักใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด ไม่ลุ่มหลงทุ่มเทกับเทคโนโลยีจนเสียเวลา เสียสุขภาพ โดยเฉพาะเด็กนักเรียนต้องไม่ติดอินเตอร์เน็ตจนเสียเวลาเรียน นอกจากนั้นการพัฒนากายยังต้องให้สอดคล้องสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ โดยไม่ทำให้ธรรมชาติเป็นมลพิษ เช่น ทิ้งขยะลงในแม่น้ำลำคลอง ปลูกบ้านในป่าสงวนแห่งชาติ หรือปลูกสิ่งก่อสร้างต่างๆ กีดขวางทางเดินทางระบายน้ำ เป็นต้น
2.พัฒนาศีล (ความสัมพันธ์ทางสังคม) : หมายถึงการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ด้วยการไม่เบียดเบียน รังแกข่มเหงกันในด้านต่างๆ เช่น การประกอบอาชีพ การดำเนินชีวิตประจำวัน และการประกอบกิจกรรมอื่นๆ โดยสรุปแล้วสังคมในปัจจุบันต้องเป็นสังคมของศีล 5 ซึ่งประกอบด้วย 1) ไม่ฆ่าสัตว์หรือสิ่งมีชีวิต 2) ละเว้นจากการลักทรัพย์ หรือนำเอาของผู้อื่นมาเป็นของตน ไม่ฉ้อโกง ฉ้อราษฎร์บังหลวง 3) เว้นจากการประพฤติผิดในกาม เว้นจากการมีชู้สู่สาว 4) เว้นจากการพูดเท็จโกหกหลอกลวง พูดคำหยาบคาย
พูดให้เกิดการแตกแยกสามัคคี และ 5) เว้นจากการดื่มน้ำเมา เว้นจากสิ่งเสพติดทั้งหลายทั้งปวง
3.พัฒนาจิตใจ : หมายถึงการทำให้จิตใจเบิกบาน ผ่องใส สงบ เยือกเย็น มีความสุข หรือทำจิตใจให้ว่างปราศจากกิเลส การพัฒนาจิตใจในแนวทางของพุทธศาสนา คือหนทางไปสู่การปรับพฤติกรรมของมนุษย์ ให้เป็นคนมีเมตตากรุณา มีความละอายต่อบาป (หิริโอตตัปปะ) จนให้มนุษย์มีคุณธรรมหรือความดีอยู่ในจิตใจ มนุษย์ทุกคนถ้ามีจิตใจที่ดีร่างกายก็จะแข็งแรงตามไปด้วย ดังสุภาษิตที่กล่าวว่า “A sound mind is in a sound body” แปลว่า จิตใจสดใส อยู่ในร่างกายที่แข็งแรง
4.พัฒนาปัญญา : หมายถึงมีความรู้ความเข้าใจในสิ่งทั้งหลายได้ถูกต้องตามความเป็นจริง เข้าถึงความจริงโดยไม่มีอคติ สามารถวินิจฉัยปัญหาต่างๆ อย่างไม่เอนเอียง สามารถนำความรู้มาสร้างสรรค์ในการทำงานหรือประกอบอาชีพได้
ปัญญาเกิดจากการรักษาศีล ฝึกสมาธิ (ฝึกจิต) จะเป็นเครื่องหยุด (break) มิให้กิเลสของมนุษย์ฟูเฟื่องขึ้นได้เป็นอย่างดี
ศีล+สมาธิ → เกิดปัญญา → ควบคุม กิเลส
ตัวแทนที่ทำหน้าที่ในการกล่อมเกลาทางสังคม
ตัวแทนที่ทำหน้าที่ในการกล่อมเกลาทางสังคม มีดังนี้
1) ครอบครัว : เป็นสถาบันแรกในการอบรมสั่งสอนเด็กให้เป็นคนดี มีคุณธรรม เช่น พ่อ-แม่ นับเป็นครูคนแรกที่ฝึกอบรมสั่งสอนให้เด็กรู้จักการกิน การนั่ง เดิน นอน และขัดเกลาพฤติกรรมเด็กให้ขยันหมั่นเพียร กตัญญูกตเวที เป็นต้น
2) สถาบันทางการศึกษา : เป็นผู้สอนทักษะประสบการณ์ในการเรียนรู้ชีวิต รู้การดำรงชีวิตในสังคมและฝึกฝนให้เป็นคนมีปัญญาสามารถแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ เป็นต้น
3) สถาบันทางศาสนา : โดยเฉพาะพระสงฆ์เป็นผู้นำธรรมของพระพุทธเจ้า ไปถ่ายทอดให้บุคคลได้รู้ถึงแก่นแท้ของศาสนา คือ ทำดี-ละเว้นการทำความชั่ว-ทำจิตใจให้สะอาด และสื่อมวลชน มีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ข้อมูลข่าวสารของสังคม เพื่อให้สมาชิกของสังคมมีความรู้ในด้านต่างๆ เช่น การปรับพฤติกรรมแบบอย่างของคนที่ทำดีประพฤติดี และหากทำชั่วแล้วผลที่ได้รับจะเป็นเช่นใด
วิธีการขัดเกลาทางสังคม
1.ปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนในสถานศึกษา โดยเพิ่มวิชาการขัดเกลาทางสังคมไว้ในหลักสูตร
2.ฝึกอบรมครู-อาจารย์ ให้รู้จักวิธีการขัดเกลาทางสังคม เพื่อนำไปพัฒนานักเรียนของตน
3.พ่อ-แม่-ครู-ผู้บริหารทุกระดับชั้น ทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดี (Role Model)
4.บ้าน-วัด-โรงเรียน ต้องร่วมกันทำหน้าที่ขัดเกลาพฤติกรรมของเด็ก เยาวชนให้เป็นผู้ประพฤติดี มีศีลธรรม หรือเป็นคนเก่ง-คนดี
ดร.ดำรงค์ ชลสุข

