หน้าแรก คอลัมนิสต์ อาศรมมิวสิก :...

อาศรมมิวสิก : เพลงเด็ก : สื่อที่ปลูกฝังทัศนคติที่ดี โดย สุกรี เจริญสุข

1.07.18 | 13:00 น.

เมื่อได้มีโอกาสคลุกคลีกับการสอนดนตรีเด็กเล็ก พบว่าครูในทุกสำนักทุกประเทศในปัจจุบันนี้ ใช้เพลงเป็นสื่อเพื่อสอนเด็กทั้งสิ้น แม่เริ่มสอนลูกด้วยเสียงเพลง การร้องเพลงกล่อมให้ลูกนอน ปู่ย่าตายายสอนหลานด้วยการเล่านิทานและมีเสียงเพลง หนังการ์ตูนเด็กมีดนตรีอย่างประณีตประกอบ ส่วนใหญ่เป็นดนตรีคลาสสิก ครูอนุบาลในโรงเรียนเริ่มต้นสอนเด็กเล็กด้วยเพลง เพราะครูทุกคนเชื่อว่า “เด็กเป็นลูกของสิ่งแวดล้อม” เพลงเข้าถึงเด็กได้ง่ายที่สุด ไพเราะ มีชีวิต และมีอารมณ์ร่วม

สำหรับสังคมไทยนั้น ไม่ได้พัฒนาบทเพลงเด็กอย่างจริงจังนัก พ่อแม่เองต้องทำหน้าที่ค้นหาความเป็นไปได้ให้กับลูก ไม่สามารถที่จะพึ่งบริบทของครอบครัวและการศึกษาในสังคมได้ บทเพลงที่สอนเด็กได้เสนอเนื้อหา “การสั่งสอนที่สอนเด็ก” สอนเด็กโดยการห้าม “อย่า” แต่ไม่ได้บอกว่าเด็กว่า เด็กทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้ เด็กไม่ได้ค้นหาและไม่ได้ลงมือทำ ทำให้เด็กไม่ได้คิด ไม่มีตัวอย่างที่ดีให้เด็กได้ซึมซับ

เด็กตัวน้อย หากได้ใช้เสียงเพลง “ร้อง เล่น เต้น” ได้รับรู้และซึมซับ “ความรักและความผูกพัน” โดยได้สัมผัสกับรสนิยมที่ดีผ่านเพลง ใช้เพลงในฐานะงานศิลปะที่มีพลังต่อจิตใจ ความไพเราะของเพลงจะช่วยห่อหุ้มอุ้มจิตใจเด็กให้มีทัศนคติที่ดี ขณะที่เด็กร้องเพลงหรือเล่นดนตรี เด็กจะคิดดีต่อคนอื่น ทำดีต่อเพื่อนและสิ่งแวดล้อม ทำดีต่อสาธารณะ เพลงจะเป็นหุ้นส่วนที่ดีในตัวเด็ก เพลงจะสร้างทัศนคติที่ดีให้แก่เด็ก

เพลงสามารถปลูกฝังให้เด็กมีทัศนคติที่ดี อาทิ เกิดความรักชาติ ความรักคนอื่น ความรักความเป็นธรรม ความรักที่เป็นสาธารณะ เพลงสามารถพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ให้แก่เด็ก ถ้าลองหันไปหาเพลงเด็กในปัจจุบันจะพบว่ามีผู้ประพันธ์เพลงสำหรับเด็กน้อย ส่วนใหญ่จะเป็นบทเพลงสอนเด็ก เนื้อหาคือคำสั่งสอนและสอนว่าอย่าทำ แต่ไม่ได้ให้ของดีให้เด็กได้เลือก ส่วนทำนองเพลงและดนตรีประกอบที่ใช้ก็มีคุณภาพต่ำ ไม่ลงทุนที่จะสร้างเพลงเด็กให้ดี

พ่อแม่ที่มีปัญญามีฐานะก็นิยมส่งลูกให้เรียนโรงเรียนนานาชาติ เพื่อสร้างโอกาสให้แก่ลูกหรือให้ลูกไปเรียนพิเศษ เพื่อจะช่วยสร้างให้ลูกมีภูมิคุ้มกันได้ ส่วนพ่อแม่ที่ไม่มีโอกาสก็ต้องให้ลูกเรียนตามยถากรรมต่อไป

Advertisement

เพลงเด็กในสังคมไทยปัจจุบัน หันไปพึ่งเพลงของเด็กจากต่างชาติ เพลงสากล พึ่งเพลงของอังกฤษ พึ่งเพลงของอเมริกัน พึ่งเพลงจีน พึ่งเพลงญี่ปุ่น เป็นต้น ง่ายๆ คือ พึ่งเพลงเด็กไทยไม่ได้ ก็ต้องพึ่งจากต่างชาติ เพราะว่าเพลงเด็กต่างชาติเหล่านั้นมีทำนองที่ไพเราะติดใจกว่า มีความเป็นดนตรีมากกว่า เนื้อหาเหมาะสมกับเด็กมากกว่า ที่สำคัญก็คือ เด็กได้เรียนรู้ “ภาษาวัฒนธรรมผ่านเพลง” ซึ่งพบว่าพ่อแม่คนชั้นกลางของไทย ซึ่งเป็นผู้มีอันจะกิน ก็จะหาทางเลือกในการพัฒนาการศึกษาให้ลูก หาทางเลือกใหม่ให้ลูกได้มีโอกาสมากที่สุด

การประพันธ์เพลงเด็กในสังคมไทยนั้นมีน้อย เนื่องจากไม่มีคนซื้อ จึงไม่มีคนผลิต ถ้าหากว่ามีเพลงที่ศิลปินสร้างขึ้นเอง (คิดเอง ทำเอง ผลิตเอง ขายเอง) ส่วนใหญ่เจ๊งทุกราย เพราะว่าไม่มีตลาดสำหรับเพลงเด็ก ดังนั้น เด็กไทยจึงเติบโตมาจากเพลงของผู้ใหญ่ทั้งสิ้น ขอให้ดูตัวอย่างเพลงที่เด็กนำมาร้องประกวดในรายการโทรทัศน์ เด็กหญิงเสียงดีที่ร้องเพลง “แก่แดด” เด็กกลายเป็นผู้ใหญ่โดยไม่ได้ผ่านความเป็นเด็ก

หากจะเริ่มต้นโดยการกลับไปดูเพลงเก่าที่ใช้สอนเด็กในอดีต ความจริงก็เป็นเพลงที่ล้าสมัยไปแล้ว ทั้งในแง่บทบาทของเพลง เนื้อหาและเสียงดนตรี เทคโนโลยีที่ใช้เป็นสื่อ เทคโนโลยีที่ใช้บันทึกเสียง (เทป แผ่นเสียง ซีดี) ก็เป็นเรื่องโบราณไปมากแล้ว เมื่อนำมารับใช้งานในสังคมปัจจุบัน ก็กลายเป็นสื่อที่ล้าสมัยมีคุณภาพต่ำ ในสมัยก่อนนั้น มีทรัพยากรที่จำกัด งบประมาณจำกัด เงื่อนไขที่จำกัด คุณภาพและศักยภาพก็มีขีดที่จำกัดด้วย ทำให้เพลงที่สร้างสรรค์สำหรับเด็กในอดีต ใช้ไม่ได้กับสังคมในปัจจุบัน แต่อย่าลืมว่า “เพลงที่ดี” อย่างไรเสีย ก็เป็นเพลงอมตะ

เมื่อเพลงที่สร้างสรรค์ขึ้นสำหรับเด็กไทยมีน้อย เพลงเด็กจึงไม่อยู่ในความสนใจของตลาดเพลงไทย เพลงเด็กไม่ได้เป็นสินค้าหลักที่จะขายได้ ส่วนพ่อแม่นั้นมีลูกแล้ว รอคอยเวลาไม่ได้หรือไม่มีเวลาที่จะคอย จึงต้องหาเพลงเด็กให้ลูกได้ร้อง ร้องให้ลูกฟัง กล่อมให้ลูกนอน หากคว้าเพลงอะไรได้ พ่อแม่ก็ต้องคว้าเพลงที่เพิ่งเรียนรู้เอาไว้ก่อน เด็กไทยในปัจจุบันจึงเติบโตด้วยการร้องเพลงนานาชาติ

การลงทุนกับเด็ก เป็นหน้าที่สำคัญของชาติที่จะต้องทำ สังคมที่เจริญจะลงทุนเพื่อการศึกษาเด็ก เพราะเด็กเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของชาติ ครูที่เก่งต้องลงไปสอนเด็ก เด็กสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด เพราะเด็กในวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า เด็กเป็นอย่างไร อนาคตของชาติก็จะเป็นอย่างนั้น

การลงมือเริ่มต้นใหม่เดี๋ยวนี้ก็ควรนำเอาเพลงเด็กที่สร้างสรรค์สำหรับเยาวชนไทยในอดีตที่ดีมาบันทึกเสียงเสียใหม่ สื่อโดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ใช้วงดนตรีที่มีคุณภาพสูง ใช้วงดนตรีขนาดใหญ่ ใช้วงซิมโฟนีออเคสตรา ใช้นักดนตรีและนักร้องที่มีฝีมือดี ใช้เทคโนโลยีในการบันทึกเสียงที่ทันสมัย เพื่อนำบทเพลงในอดีตกลับมารับใช้ปัจจุบัน

นำเอาพลังที่ดีของเพลงเด็กในอดีตกลับมาสร้างสรรค์ใหม่เพื่ออนาคต

ข้อจำกัดสำหรับเพลงเด็กของไทยคือ มีคุณภาพต่ำ ต่ำในทุกๆ มิติ (ความเป็นเสียงดนตรี) ซึ่งเพลงเด็กที่ดีจะต้องก้าวข้ามเงื่อนไขและข้อจำกัด ก้าวข้ามพรมแดน เพื่อจะให้เด็กได้สร้างจินตนาการผ่านเพลง จินตนาการนั้นไร้เงื่อนไข ไร้ข้อจำกัด และไร้พรมแดน ซึ่งบางครั้งจินตนาการนั้นไร้ร่องรอยด้วยซ้ำไป หากได้เริ่มต้นโดยนำเพลงเด็กในอดีตกลับมาสร้างให้มีชีวิตใหม่อีกครั้งหนึ่ง ก็จะเป็นพื้นฐานที่ดีให้คนสมัยใหม่ เพื่อกระตุ้นให้คนในยุคปัจจุบันอยากสร้างเพลงเพื่อเด็กมากขึ้น

เมื่อกาลเวลาผ่านไป ผลงานบทเพลงที่ดีในอดีต กลายเป็นเรื่องที่ไม่สมสมัย ทั้งความเปลี่ยนแปลงบริบทของสังคม วิถีชีวิตความเป็นอยู่ และเทคโนโลยี ทำให้บทเพลงที่สร้างสรรค์สำหรับเยาวชนไทยในอดีตสูญหายและตายลง ทั้งๆ ที่บทเพลงจำนวนหนึ่งก็เป็นอมตะสำหรับสังคมไทย หากการนำมาปรุงแต่งใหม่ให้งดงามสมสมัย ความไพเราะของเพลงก็จะประดับสังคมให้งดงามมากขึ้น

บทเพลงเด็กที่สร้างสรรค์ไว้ในอดีต เป็นบทเพลงที่สื่อเข้าถึงจิตใจของเด็กทุกคน เพราะบทเพลงที่ได้ยิน นอกจากจะได้ยินผ่านหูแล้ว บทเพลงที่ดีก็จะซึมซับผ่านเข้าไปในร่างกาย “ตามรูขุมขนทุกรู” ทำให้รู้สึกขนลุก ซึ่งแสดงอาการที่เป็นความประทับใจ บทเพลงนั้นมีอำนาจ มีพลังสร้างสรรค์ เป็นการสร้างทัศนคติที่ดีให้แก่เด็กทุกคน เพราะเมื่อได้ยินเสียงเพลงที่สดใส ที่ออกมาจากจิตใจที่สะอาด ก็จะมีพลังที่ดีต่อจิตใจ ดังนั้น “เสียงเพลงที่สดใส จึงออกมาจากจิตใจที่สะอาด”

จะขอยกตัวอย่างเพลงเก่าที่ใช้สำหรับเด็ก เช่น เพลงค่าน้ำนม ผลงานของครูไพบูลย์ บุตรขัน สอนให้เด็กรักแม่ รู้จักบุญคุณของแม่ “แม่นี้มีบุญคุณอันใหญ่หลวง ที่เฝ้าหวงห่วงลูกแต่หลัง เมื่อยังนอนเปล” การร้องเพลงให้ลูกฟัง ด้วยความไพเราะของเพลง ความไพเราะจะเข้าไปในตัวลูกก่อน เข้าไปผ่านทางรูขุมขน ในส่วนความหมายของเพลงนั้น จะซึมซับเข้าไปในตัวลูกในภายหลัง

เพลงใครหนอ ผลงานของสุรพล โทณะวณิก “ใครหนอรักเราเท่าชีวี” เพลงจงทำดี เพลงต้นตระกูลไทย ผลงานเพลงของกรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี เพลงรักชาติ ผลงานของหลวงวิจิตรวาทการ ทั้งเนื้อร้องและทำนองเรียกร้องผลักดันให้เกิดความรักชาติ “ความรักอันใด แม้รักเท่าไหน ก็ไม่ยั่งยืน เช่นรักคู่รัก แม้รักดั่งกลืน ก็อาจขมขื่น ขึ้นได้ภายหลัง แต่ความรักชาติ รักแสนพิศวาส รักสุดกำลัง” เพลงมาร์ชเยาวชนไทย เนื้อร้องของครูแก้ว อัจฉริยะกุล ทำนองโดยธนิต ผลประเสริฐ ก็น่าจะช่วยเยาวชนไทยสมัยใหม่ได้บ้าง

เพลงกราวกีฬา ผลงานของเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ซึ่งได้ใช้ทำนองเพลงกราวนอก “พวกเรานักกีฬาใจกล้าหาญ” เพลงสยามานุสสติ ผลงานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทำนองโดยนารถ ถาวรบุตร “หากสยามยังอยู่ยั้งยืนยง” เพลงรักกันไว้เถิด ผลงานของนคร ถนอมทรัพย์

เพลงหน้าที่ของเด็ก ผลงานของชอุ่ม ปัญจพรรค์ เนื้อเริ่มต้นด้วย “เด็กเอ๋ยเด็กดี ต้องมีหน้าที่สิบอย่างด้วยกัน” เพลงตาอินกะตานา เนื้อร้องของศรีสวัสดิ์ วิจิตรวรการ ทำนองโดยครูเอื้อ สุนทรสนาน เพลงบ้านของเรา ผลงานของเนรัญชรา เนื้อมีอยู่ว่า “บ้านคือวิมานของเรา เราซื้อเราเช่า เราปลูกของเราตามใจ” เพลงบ้านเรา ผลงานคำร้องของชาลี

อินทรวิจิตร ทำนองโดยสมาน กาญจนะผลิน เนื้อร้องเริ่มขึ้น “บ้านเราแสนสุขใจ แม้จะอยู่ที่ไหน ไม่สุขใจเหมือนบ้านเรา” ทำให้เด็กสำนึกรักบ้านเกิด เพลงถิ่นไทยงาม ผลงานเนื้อร้องครูแก้ว อัจฉริยะกุล เขียนทำนองโดยเวส สุนทรจามร บอกเล่าถึงความสวยงามของธรรมชาติ ป่าเขาลำเนาไม้ในภาคเหนือ เป็นต้น

ตัวอย่างเพลงเหล่านี้ หากได้นำมาปลุกให้มีชีวิตใหม่ นำพลังเพลงมาใช้ให้มีชีวิตชีวา ก็จะสร้างเป็นพลังให้คนรุ่นใหม่ได้มีความรู้สึกที่ดีอย่างมหาศาล สิ่งแรกที่จะเกิดขึ้นคือ ความรู้สึกว่าเป็นเพลงเก่าที่มีพลัง

ต่อมาก็รู้สึกอยากสร้างเพลงเด็กขึ้นใหม่เพื่อใช้ในปัจจุบัน และอยากสร้างเพลงเด็กเพื่อที่จะสร้างพลังสำหรับอนาคต

คนรุ่นเก่าเขียนเพลงด้วยใจ เพราะใช้ใจเขียนเพลง ใช้ความรู้สึกนำ ความรู้สึกไปทางไหนก็จะเขียนเพลงไปทางนั้น เมื่อคนเขียนเพลงมีความรู้สึกที่ดี มีความรู้ดี ใช้ภาษาที่ดีเขียน ผลงานเพลงก็จะออกมาดี หากได้ทำดนตรีประกอบเพลงให้ดี ก็จะส่งผลให้เพลงเหล่านั้นอยู่เป็นอมตะ ยิ่งองค์ประกอบดนตรีในปัจจุบันนั้น เอื้ออำนวยให้ทำงานได้ง่ายขึ้น เพลงไร้พรมแดน เพลงไม่มีเงื่อนไข เพลงไร้ข้อจำกัด จึงเป็นคุณสมบัติของพลังจินตนาการ ซึ่งในปัจจุบันก็มีนักดนตรีฝีมือดี มีวงดนตรีมืออาชีพ มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย สามารถทำเพลงได้ง่ายขึ้นมาก

เพลงเด็กมีพลังที่จะสร้างให้เด็กมีทัศนคติที่ดี เพราะดนตรีเป็นหุ้นส่วนของชีวิต ดนตรีแยกออกจากชีวิตไม่ได้ “ชนใดไม่มีดนตรีการ ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก” เพราะชีวิตที่ดีต้องมีรสนิยม เพลงและดนตรีจะซึมซับเข้าไปอยู่ในตัวเด็ก เพื่อพัฒนาเด็กให้มีรสนิยมที่ดี ซึ่งเป็นเป้าหมายการมีคุณภาพชีวิตที่ดีของเด็ก

เมื่อคุณภาพชีวิตของเด็กแต่ละคนดี เมื่อเด็กรวมกันหลายคนแล้ว ก็จะเป็นสังคมที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีด้วย โดยที่ทุกชีวิตหล่อหลอมด้วยบทเพลง