ถ้านิยามของชีวิตคือ “ความสุข”
การมีชีวิตก็คือการมีความสุข
“ความสุข” กับ “ชีวิต” เป็นสภาวะหนึ่งเดียวกัน
ในความหมายอีกด้านหนึ่ง คือหาก “ไม่มีความสุข” คือ “การไม่ได้มีชีวิตอยู่”
เชื่อได้ว่าส่วนใหญ่ หรือแทบทุกคน ล้วนคงต้องถามและทบทวนตัวเองว่า แท้จริงแล้ว เรามีชีวิตอยู่หรือไม่
ถ้า “ไม่มีความสุข” ถือว่า ไม่มีชีวิต เวลาที่ผ่านไปแต่ละขณะ เรามีชีวิตอยู่หรือไม่
อาจจะมีคำถามที่ตามมาว่า ในเมื่อยังมีหัวใจยังเต้น ยังมีลมหายใจ สมองยังครุ่นคิด อวัยวะของร่างกายยังเคลื่อนไหว ทำงาน แล้วทำไมจึงอยู่เหมือน “ไม่มีชีวิต”
อะไรทำให้ไม่มี “ความสุข” อันนับเป็น “ชีวิต” หากค่อยๆ คิดทบทวน จะพบว่า ที่เป็นเช่นนี้เพราะ “ความสุข” นั้น แทบทุกคนเอาไว้ฝากไว้กับสิ่งต่างๆ ที่ต้องแสวงหามา เริ่มกันตั้งแต่คู่ครองที่ถูกใจ ทรัพย์สินเงินทอง เกียรติยศชื่อเสียง บารมี ข้าวของเครื่องใช้
การที่ต้องแสวงหา ทำให้การได้มาเหล่านี้จะต้องทุเทแรงกาย แรงใจ พลังความคิดและเวลาไปตามความยากง่าย
ถ้าหามาได้ตามที่หวังไว้ความสุขจึงจะเกิดขึ้น หากหาไม่ได้ความสุขก็ไม่มี หรือหากสิ้นหวังที่จะได้จะพลิกไปเป็นความทุกข์จากความไม่สมหวังนั้น
ตามธรรมชาติของความอยากได้ใคร่มีทั้งหลายล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นและขยายไปไม่รู้จบ ไม่รู้พอ ได้อย่างนี้แล้วจะเลยต่อไปอย่างโน้นที่คิดว่ามากกว่าดีกว่า เชิดหน้าชูตามากกว่า
ความสุขที่เกิดจากสิ่งที่ต้องแสวงหานี้จึงไม่รู้จักจนสิ้น เป็นความสุขที่เกิดขึ้นชั่วครู่เมื่อแสวงหามาได้สำเร็จ จากนั่นก็ต้องเริ่มที่จะแสวงหาใหม่
ความสุขก็หายไป อันหมายถึงชีวิตก็หายไปด้วย
ไม่มี “ความสุข” ก็ไม่มี “ชีวิต”
ด้วยตระหนักถึงการสูญเสียความมีชีวิตไปกับการดิ้นรนแสวงหาไม่รู้จบสิ้น จึงมีคนจำนวนหนึ่ง เลือกที่จะแสวงหามาระดับหนึ่ง แล้วหยุดการแสดงหานั้นเสีย เพื่อรักษาความสุขที่ได้มาแล้วนั้นไว้ อันหมายถึงเลือกที่จะมี “ชีวิต”
อาจจะเรียกว่า “พอเพียง” หรืออะไรก็ตาม
ทำให้มี “ชีวิต” อย่างง่ายๆ เรียบๆ
บางคนการ “ความสงบ” ขึ้นมาในจิตใจ หยุดการทะยานอยากดิ้นรนเพื่อจะให้ได้มากกว่าไปที่มีอยู่
“ชีวิต” เช่นนี้ เป็นหนึ่งเดียวกับ “ความสุข” ได้มากกว่า
ก่อความรู้สึกว่ามีชีวิตในวันเวลามากกว่าแบบที่ต้องดิ้นรนแสวงหาสิ่งที่ตอบสนองความต้องการไม่รู้จบ
แต่กระนั้นก็ตาม แม้จะพอใจแค่สิ่งที่มีอยู่แล้ว แต่สิ่งที่มีอยู่นั้น ย่อมเสื่อมสลาย หรือแปรเปลี่ยนไปเป็นธรรมดา นั่นหมายถึง “ความสุข” ขาดหายไปอีก
“ชีวิต” ไม่มีอยู่อีก
ธรรมชาติของสรรพสิ่งที่เป็นไปเช่นนี้
อยู่อย่าง “แสวงหา” ก็ไม่รู้จักจบสิ้น อยู่อย่าง “พอเพียง เรียบง่าย” ก็หลีกไม่พ้นความเสื่อมสลาย
“ชีวิต” ในความหมายของ “ความสุข” จึงมีอยู่อย่างยากเย็นไม่น้อย
และด้วยเหตุนี้เองที่มีการพูดถึงนิยามของ “ชีวิต” อีกแบบ
นั่นคือสภาวะที่เลยพ้นไปจากการยึดอยู่กับ “ความสุข”
เป็นชีวิตที่อิสระจากการพึ่งพาอาศัย หรือยึดเหนี่ยวอยู่กับทุกสิ่งอย่าง
สัมผัสสัมพันธ์กับสรรพสิ่งอย่างตระหนักถึงความไม่คงอยู่ มีความเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา ควบคุมไม่ได้
บอกกล่าวกันว่า สภาวะชีวิตเช่นนี้เป็นความโปร่งเบาอย่างแท้จริง
มีการแนะนำให้หาทางเดินไปสู่สภาวะเช่นนี้ด้วยมิตรภาพที่งดงาม
เพียงแต่ว่า การตัดสินจาก “ความสุขในแบบที่ต้องแสวงหา” นั้น
ไม่ง่ายเลย

