การประชุม International Society of Peritoneal Dialysis (ISPD) 2018 ที่เมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา เป็นการประชุมวิชาการนานาชาติของ “สมาคมนานาชาติเพื่อการล้างไตผ่านช่องท้องในผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง” มีผู้เข้าร่วมประชุมราว 1,300 คนจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก ทั้งแพทย์ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ และผู้เชี่ยวชาญด้านการล้างไตทางช่องท้อง (Peritoneal Dialysis หรือ PD) รวมถึงผู้ป่วยล้างไตผ่านช่องท้อง
การประชุม ISPD นี้ สะท้อนให้เห็นว่าประเทศต่างๆ ทั่วโลกโดยเฉพาะกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วมีแนวโน้มนำวิธี “การล้างไตผ่านช่องท้อง” มาดูแลผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายเพิ่มมากขึ้น ด้วยค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับการล้างไตผ่านเครื่องไตเทียม และการก้าวเข้าสู่ยุคสังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) ที่ส่งผลให้มีจำนวนผู้ป่วยไตวายเรื้อรังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
จากค่าใช้จ่ายการดูแลผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังที่แตกต่างกัน ในที่ประชุม ISPD ครั้งนี้ Mr.Thierry Lobbedez ผู้เชี่ยวชาญโรคไตจาก Caen University Hospital ประเทศฝรั่งเศส ได้เปิดเผยข้อมูลที่ได้เปรียบเทียบค่าใช้จ่ายรายปีในการดูแลผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังในประเทศแคนาดา ระหว่างการล้างไตผ่านช่องท้อง (Continuous Ambulatory Peritoneal Dialysis: CAPD), การล้างไตทางช่องท้องต่อเนื่องด้วยเครื่องอัตโนมัติ (Continuous Cycling Peritoneal Dialysis: CCPD), การล้างไตผ่านเครื่องฟอกไตเทียมที่ทำกลางคืนในโรงพยาบาลทุกวัน และการล้างไตผ่านเครื่องฟอกไตเทียมตามปกติในโรงพยาบาลแบบเช้าไปเย็นกลับ
แม้ว่าข้อมูลจะชี้ชัดว่าการล้างไตผ่านช่องท้องมีค่าใช้จ่ายในการรักษารายปีต่อผู้ป่วยต่ำสุด แต่ค่อนข้างเป็นปัญหาสำหรับผู้ป่วยที่มีสุขภาพไม่แข็งแรง ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ส่วนใหญ่จึงต้องมีคนในครอบครัวคอยช่วยทำการล้างไตผ่านช่องท้อง
ในรัฐออนแทรีโอ ประเทศแคนาดา เพื่อให้กลุ่มผู้ป่วยที่ไม่แข็งแรงพอและไม่มีคนในครอบครัวดูแลสามารถล้างไตผ่านช่องท้อง ได้สนับสนุนการค่าจ้างหรือค่าตอบแทนล้างไตผ่านช่องท้อง (Assisted PD) ให้กับพยาบาลหรือคนที่ฝึกมาสำหรับช่วยทำล้างไตผ่านช่องท้องเพื่อดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ โดยกรณีการดูแลผู้ป่วยระยะสั้นไม่เกิน 60 วัน ให้เบิกค่าจ้างได้ในวงเงิน 2,752 ดอลลาร์สหรัฐต่อราย แต่ถ้าเป็นการดูแลระยะยาวให้เบิกจ่ายได้ถึง 20,567 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี คิดเป็นค่าจ้างครั้งละ 50 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเฉลี่ยแล้วผู้ป่วยแต่ละรายจะทำการล้างไตผ่านช่องท้องอยู่ประมาณ 118 ครั้งต่อปี
จากค่าใช้จ่ายค่าจ้างพยาบาลและผู้ดูแลผู้ป่วยล้างไตผ่านช่องท้องเพิ่มขึ้นนี้ได้มีการคำนวณความคุ้มทุนการดูแลผู้ป่วยล้างไตผ่านช่องท้อง ยังสามารถประหยัดเงินได้ 16,100 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายการล้างไตผ่านเครื่องไตเทียม
ด้วยค่าใช้จ่ายการล้างไตผ่านช่องท้องที่ประหยัดกว่ามาก ปัจจุบันมีหลายประเทศ ได้แก่ แคนาดา เดนมาร์ก ฝรั่งเศส บราซิล อิตาลี อังกฤษ และไต้หวัน เป็นต้น ที่ให้มีการเบิกจ่ายค่าจ้างดูแลการล้างไตผ่านช่องท้องให้กับผู้ป่วยที่ไม่สามารถทำการล้างไตผ่านช่องท้องเองได้ ทั้งพยาบาล คนรับจ้างดูแลผู้ป่วยล้างไตผ่านช่องท้อง รวมถึงคนในครอบครัวเอง ซึ่งทำให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่ดี
โดยในเวทีที่ประชุมได้ยกตัวอย่างประเทศฝรั่งเศส ผู้รับจ้างทำการล้างไตผ่านช่องให้ผู้ป่วยไม่เพียงดูแลการล้างไตผ่านช่องท้อง ตั้งแต่การใส่สายสวน การปลดสายสวน การดูแลโคนสายเปลี่ยนน้ำยาล้างไต การให้ยากรณีช่องท้องอักเสบเท่านั้น แต่ยังดูแลสุขภาพของผู้ป่วยโดยรวมทั้งการชั่งน้ำหนัก วัดความดัน การตรวจน้ำตาลในกรณีผู้ป่วยเป็นเบาหวาน รวมถึงการดูแลปัญหาสุขภาพอื่น ทำให้เกิดการเฝ้าระวังปัญหาสุขภาพในด้านอื่นๆ เพิ่มเติม
ขณะที่ประเทศฮ่องกงจากรายงานการดูแลผู้ป่วยล้างไตผ่านช่องท้อง มากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยที่ล้างไตผ่านช่องท้องมีคนในครอบครัวเป็นผู้ทำการล้างไตผ่านช่องท้องให้ นอกนั้นเป็นการจ้างลูกจ้างชาวต่างชาติ อาทิ ชาวฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาทำการล้างไตผ่านช่องท้องให้กับผู้ป่วย เฉลี่ยค่าจ้างอยู่ที่เดือนละ 600 ดอลลาร์สหรัฐ เป็นจำนวนค่าใช้จ่ายที่ใกล้เคียงกับการวิธีการใช้เครื่องล้างไตอัตโนมัติ (Automated PD) แต่มีข้อดีคือลูกจ้างเหล่านี้จะช่วยทำงานบ้านอื่นๆ นอกจากการดูแลคนไข้
แต่ปัญหาคือต้องใช้เวลาฝึกในการดูแลผู้ป่วย นิสัยใจคอ ลูกจ้างต้องการวันหยุดและบางครั้งลางานยาว ต้องจัดที่พักและอาหารให้ เป็นต้น โดยผลการดูแลผู้ป่วยในเรื่องของการติดเชื้อทางหน้าท้องยังทำได้ไม่ต่างจากการดูแลโดยคนในครอบครัวเองด้วย
อย่างไรก็ตามในการล้างไตผ่านช่องท้องในกลุ่มผู้ป่วยที่ไม่สามารถล้างไตผ่านช่องท้องได้เอง ในกรณีเป็นการดูแลโดยสมาชิกในครอบครัว Prof.Braden Manns นักเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขจาก University of Calgary ประเทศแคนาดา ซึ่งเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ได้สรุปว่า รัฐควรจ่ายค่าจ้างดูแลการล้างไตผ่านช่องท้องให้กับผู้ป่วย รวมถึงกรณีที่เป็นการดูแลโดยสมาชิกในครอบครัว เนื่องจากมีความคุ้มค่าเมื่อเปรียบเทียบกับการล้างไตด้วยวิธีอื่น ทั้งทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดี
ในเวทีประชุม ISPD 2018 นี้ เป็นปีแรกที่เปิดให้ผู้ป่วยล้างไตผ่านช่องท้องเข้าร่วมการประชุม โดยผู้ป่วยหญิงรายหนึ่งจากประเทศแคนาดาได้เล่าประสบการณ์ว่า ตนเองอายุมากแล้ว ป่วยเป็นโรคไตวายเรื้อรัง รักษาโดยใช้วิธีการล้างไตผ่านช่องท้อง วันหนึ่งประสบอุบัติเหตุทำให้กระดูกต้นขาซ้ายและข้อมือขวาหัก หลังออกจากโรงพยาบาล ด้วยที่อยู่ตัวคนเดียว ทำให้ไม่สามารถล้างไตผ่านช่องท้องเองได้ จึงโทรขอความช่วยเหลือไปยังโรงพยาบาลและได้ส่งพยาบาลที่อยู่ใกล้เคียงมาช่วยทำการล้างไตผ่านช่องท้องให้ ได้รับการดูแลอย่างดี รัฐบาลเป็นผู้จ่ายค่าจ้างให้
ผ่านไป 90 วัน สุขภาพแข็งแรงขึ้นและสามารถกลับมาล้างไตได้เอง
ต้องขอบคุณรัฐบาลที่จัดบริการแบบนี้ เนื่องจากมีคนมากมายที่ไม่สามารถดูแลตนเองได้อย่างในกรณีของตน ซึ่งเป็นตัวอย่างชัดเจนถึงความจำเป็นในการสนับสนุนค่าใช้จ่ายผู้ดูแลล้างไตผ่านช่องท้อง
จากข้อมูลวิชาการและประสบการณ์การล้างไตผ่านช่องท้องของประเทศต่างๆ ในการประชุม ISPD 2018 ครั้งนี้ ชี้ให้เห็นว่าการล้างไตผ่านช่องท้องเป็นแนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังที่ดีในอนาคต โดยเฉพาะในแง่ค่าใช้จ่ายและงบประมาณเพื่อดูแล ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายให้กับประเทศได้มาก แต่ทั้งนี้ควรเพิ่มเติมการสนับสนุนค่าจ้างบุคลากรในการดูแลผู้ป่วยที่ไม่สามารถทำการล้างไตผ่านช่องท้องด้วยตัวเองให้เข้าถึงบริการ
แม้ว่าจะทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น แต่เมื่อเปรียบเทียบกับการล้างไตด้วยวิธีอื่นยังมีความคุ้มค่าอยู่มาก ทั้งยังเป็นการสร้างแรงจูงใจบุคลากรให้เกิดการบริการล้างไตผ่านช่องท้องเพิ่มมากขึ้น โดยภาพรวมทั่วโลกมีรายงานการจ่ายค่าจ้างบุคลากรในบริการล้างไตผ่านเครื่องไตเทียม แต่ในส่วนค่าจ้างบุคลากรในบริการล้างไตผ่านช่องท้องยังมีน้อยมาก ขณะที่การขาดแคลนบุคลากรในการดูแลผู้ป่วยล้างไตผ่านช่องท้องยังเป็นปัญหาอยู่มาก ไม่เพียงพอต่อความต้องการ
ส่วนประเทศไทยนโยบายการล้างไตผ่านช่องท้องภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่ดำเนินมาร่วม 10 ปี จนเป็นที่ยอมรับทั้งในด้านการพัฒนาระบบ ส่งผลให้เกิดการดูแลผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายอย่างครอบคลุมและทั่วถึง ลดอัตราการติดเชื้อจนอยู่ในระดับที่ดีกว่ามาตรฐานสากล ซึ่งข้อมูลที่ได้จากการประชุม ISPD ในครั้งนี้ โดยเฉพาะการสนับสนุนค่าจ้างบุคลากรในการล้างไตผ่านช่องท้อง นับเป็นประเด็นน่าสนใจที่หน่วยงานเกี่ยวข้องจะนำไปวิเคราะห์ความเหมาะสมภายใต้บริบทของประเทศไทย
เพื่อให้เกิดการพัฒนาระบบดูแลผู้ป่วยล้างไตผ่านช่องท้องได้อย่างมีคุณภาพและมาตรฐานยิ่งขึ้น ทั้งเป็นการจูงใจบุคลากรเพื่อดูแลผู้ป่วยล้างไตผ่านช่องท้องที่ยังขาดแคลน นำไปสู่การลดค่าใช้จ่ายดูแลผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายในอนาคต

