ผู้เขียนได้ค้นพบข้อมูลบางอย่างโดยบังเอิญจากการที่ได้สัมผัสสถานศึกษาเอกชนแห่งหนึ่งในย่านดอนเมือง ไม่ไกลเลยอยู่ในเมืองหลวงนี่เอง ทำให้คิดถึงประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่ง คือ การศึกษาของเด็กในโรงเรียนทั่วๆ ไปนั้นยังไม่สอดคล้องกับมิติความคิดด้านอนุสัญญาสิทธิเด็ก และเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง
อนุสัญญาสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child) ได้รับการรับรองโดยที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติมาเป็นเวลานานมากแล้ว กล่าวคือในปี พ.ศ.2532 และประเทศไทยได้ลงนามเป็นภาคี ในปี พ.ศ.2535 นานมากแล้วอีกเช่นกัน แต่การจัดการเกี่ยวกับการศึกษาของเด็กตามโรงเรียนต่างๆ ยังคลาดเคลื่อนต่อหลักการ เพราะการอนุวัติกฎหมายภายใน (implementation) ให้สอดรับอนุสัญญานั้นยังทำได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย
อาจจะเป็นเพราะยังตกหล่นในการแก้ไขกฎหมาย หรืออาจจะยังตีความอนุสัญญาเรื่องนี้ไม่ครอบคลุมเพียงพอ หรือยังรอการตีความ เพราะการตีความไปสู่ทางปฏิบัตินั้นไม่ใช่เรื่องง่าย และเพราะเหตุว่าอนุสัญญาในลักษณะนี้ไม่ได้เกี่ยวกับการค้าการขายที่มีปัจจัยทางเศรษฐกิจเป็นตัวผลักดัน บทความนี้จึงมีขึ้นเพื่อแสดงทรรศนะในการตีความเป็นสำคัญ เพื่อบางทีอาจจะช่วยผลักดันได้บ้าง
หลักการตามอนุสัญญานี้ คือ รัฐต้องคุ้มครองและเตรียมความพร้อมให้แก่เด็กในการที่จะใช้ชีวิตอย่างเป็นตัวของตัวเอง อันนี้คือ ทรรศนะของผู้เขียนเองเมื่อได้อ่านภาพรวมทั้งฉบับของอนุสัญญา การเตรียมความพร้อมนั้น ได้แก่ การศึกษา การสาธารณสุข อาหารการกินสำหรับเด็ก การดูแลเรื่องสวัสดิภาพโดยทั่วไป ที่อยู่บนพื้นฐานของการเคารพในความแตกต่างของเด็กแต่ละคน ความเป็นตัวของตัวเองของแต่ละคน และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งสิ่งที่เน้นก็คือ เสรีภาพ และสวัสดิภาพนั่นเอง
เด็กในความหมายของอนุสัญญานี้ คือบุคคลที่อายุยังไม่ถึง 18 ปี และโรงเรียนที่จะมาเกี่ยวข้องกับเด็กเหล่านี้ คือ โรงเรียนที่จัดการศึกษา ตั้งแต่ปฐมวัยไปจนถึงมัธยมปลายโดยประมาณ
สิทธิที่เด็กจะได้ตามอนุสัญญานี้ กล่าวรวมไปถึงเสรีภาพของเด็กด้วย ซึ่งอันนี้ผู้ใหญ่มักจะลืมเรื่องเสรีภาพไป ทั้งๆ ที่เสรีภาพมีขอบเขตกว้างกว่าสิทธิเสียอีก เพราะหลักเสรีภาพนั้นยอมรับความเป็นตัวของตัวเองและความแตกต่างของบุคคล และความเป็นตัวของตัวเองนั้นย่อมไม่มีรูปแบบที่แน่นอน ตราบใดที่ไม่ขัดต่อกฎหมายแล้ว ความเป็นตัวของตัวเองย่อมไม่มีขอบเขตที่กำหนด
หลักสำคัญในอนุสัญญาที่เกี่ยวกับการจัดการสถานศึกษาหรือการเรียนการสอนเด็กนักเรียนนั้นมีอยู่หลายข้อที่น่าสนใจ คือ
ข้อ 28 รัฐภาคี มีหน้าที่ดำเนินการให้ระเบียบวินัยของโรงเรียนหรือสถานศึกษาที่จัดการศึกษาของเด็กนั้นสอดคล้องกับศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ และที่สำคัญต้องสอดคล้องกับอนุสัญญาสิทธิเด็กด้วย
และในข้อ 24 รัฐภาคี มีหน้าที่ดำเนินการที่จะยกเลิกทางปฏิบัติแต่เดิมที่จะเป็นผลเสียต่อสุขภาพของเด็ก (ซึ่งจะเห็นว่าถ้อยคำในอนุสัญญานั้นมีความเป็นนามธรรมและแปลความยากพอสมควร)
และข้อ 37 รัฐภาคีต้องไม่ให้เกิดสถานการณ์ที่เด็กถูกลิดรอนสิทธิเสรีภาพโดยไม่มีกฎหมายกำหนด
สิ่งเหล่านี้และหลักการเหล่านี้มองดูเป็นนามธรรม ต้องอาศัยการตีความทางกฎหมาย แต่เพื่อความเป็นรูปธรรม ขอยกตัวอย่างการตีความจากประสบการณ์ของผู้เขียนซึ่งเคยสอบถามเรื่องรายการอาหารกลางวันของนักเรียนประถมของโรงเรียนแห่งหนึ่งว่ามีผลไม้หรือไม่ แล้วได้คำตอบว่าไม่มีผลไม้ อาหารกลางวันของโรงเรียนคงมีแต่ข้าว เนื้อสัตว์ และผัก และประกอบด้วยนมโรงเรียนในช่วงบ่ายของวัน (นมโรงเรียนซึ่งบางโรงเรียนเคยปฏิเสธไปแล้ว) ขาดไปอย่างเดียวคือผลไม้ แต่จริงๆ ก็ไม่ควรขาดผลไม้ เพราะเป็นกรณีที่อาหารไม่ครบห้าหมู่ ผักกับผลไม้นั้นอาจจะมองว่าคล้ายกัน แต่สิ่งที่แยกให้เห็นความแตกต่างก็คือ ผลไม้วิตามินมากกว่าผัก แต่ผักมีเกลือแร่ หรือแร่ธาตุมากกว่าผลไม้ ดังนั้นการขาดผลไม้ไปในอาหารกลางวันของเด็กก็เท่ากับการขาดวิตามินไปจำนวนหนึ่ง
และที่สำคัญ คือ มีการศึกษาและงานวิจัยใหม่ๆ พบว่า ผลไม้ย่อมมีวิตามินและเอนไซม์ (เอนไซม์ที่มีชีวิต คือ เอนไซม์ที่มีความสดใหม่เพราะไม่ถูกทำลายโดยความร้อน เพราะส่วนใหญ่เวลาเรากินผลไม้มักจะกินผลไม้สดๆ ที่ไม่ผ่านความร้อน) เอนไซม์เหล่านี้จำเป็นต่อการเชื่อมต่อและการแปลงรูปใช้ประโยชน์จากสารอาหารอื่นๆ ถ้าไม่มีผลไม้ในมื้อนั้นๆ สารอาหารจากอาหารชนิดอื่นไม่สามารถดูดซึมไปเป็นประโยชน์ต่อร่างกายได้เต็มที่ ข้อนี้คนทั่วไปที่พอคุ้นกับหลักวิทยาศาสตร์คงทราบดี ดังนั้นสำหรับโรงเรียนตามตัวอย่างที่ยกนี้ อาจจะกำลังดำเนินการที่คลาดเคลื่อนหรือไม่สอดคล้องกับมาตรฐานตามอนุสัญญาสิทธิเด็ก ข้อ 24 เพราะการจัดการด้านอาหารของเด็กนักเรียนนั้นเป็นผลเสียต่อสุขภาพของเด็ก
สำหรับตัวอย่างของการดำเนินการของโรงเรียนที่ขัดต่ออนุสัญญาข้อ 28 และข้อ 37 ซึ่งเป็นตัวอย่างของการตีความอนุสัญญาได้อีก ได้แก่ การตัดผมของนักเรียน ซึ่งบางโรงเรียนกำหนดให้นักเรียนตัดผมทรงเดียวกัน คือทรงนักเรียน ซึ่งจะมีวันนัดตรวจผมทุกๆ เดือน และเมื่อมีการตรวจผม ใครไม่ตัดมาจะถูกลงโทษ ซึ่งในความคิดผู้เขียนเห็นว่า คนเราไม่จำเป็นต้องตัดผมเหมือนๆ กัน หรือทรงเดียวกัน การตัดผมควรจะเป็นเรื่องที่ต่างทรงกันได้ และเหนือกว่านั้นการบังคับให้ตัดผมเพื่อที่จะตรวจผมพร้อมกันตามกำหนดนั้น อาจเป็นการกระทำที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของนักเรียนมากเกินไป เป็นประเด็นที่กระทบต่อเสรีภาพ ตามข้อ 28 และ 37 เพราะโรงเรียนทำให้เกิดสถานการณ์ที่เด็กถูกลิดรอนเสรีภาพในการเลือกทรงผมตามที่ตนเองต้องการ
และอาจนำมาซึ่งสถานการณ์ที่ถูกทำโทษเพราะไม่ตัดผมตามทรงที่โรงเรียนกำหนด และการลงโทษนั้นย่อมไม่เป็นธรรมตามข้อ 28 และ 37
อีกตัวอย่างหนึ่ง โรงเรียนบางแห่งสร้างสถานการณ์ที่ไม่เอื้ออำนวยต่อสุขภาพของเด็ก ให้นักเรียนทั้งเด็กเล็กและเด็กโตเข้าแถวตอนเช้าเพื่อฟังผู้บริหารพูดในแต่ละวัน เด็กเล็กบางชั้น เช่น ปฐมวัย ป.1 ป.2 แทบจะไม่เข้าใจสิ่งที่ผู้บริหารพูดเพราะเป็นเรื่องที่ผู้บริหารโรงเรียนควรจะพูดกับครูอาจารย์เท่านั้น เฉพาะบางเรื่องเท่านั้นที่เด็กควรรู้ แต่เด็กก็น่าจะได้รับแจ้งจากครูประจำชั้นมากกว่าที่จะให้ได้รับโดยตรงจากผู้บริหาร แทนที่จะให้เด็กมาเข้าแถวฟัง ควรเอาเวลานี้ไปตรวจสอบว่าเด็กแต่ละคนกินข้าวเช้ามาหรือยัง ถ้ายังไม่ได้กินก็เปิดโอกาสให้เด็กไปกินได้ ซึ่งน่าจะมีเวลาสักครึ่งชั่วโมง เพราะใครๆ ก็รู้ว่าปัจจุบันนี้การจราจรติดขัดมาก เด็กบางคนต้องรีบมาโรงเรียนโดยยังไม่ได้กินข้าวเพื่อที่จะมาฟังผู้ใหญ่พูดเรื่องต่างๆ โดยไม่จำเป็น ข้อมูลบางอย่างที่ผู้บริหารนิยมพูดกันหน้าเสาธงนั้น ส่วนใหญ่ไม่ค่อยเกี่ยวกับนักเรียน เป็นการกำชับผู้ใต้บังคับบัญชาเสียส่วนหนึ่ง และพูดถึงเรื่องใครได้รับรางวัลอะไรต่างๆ และถึงจะเป็นข้อความที่จำเป็นต้องให้นักเรียนรับทราบ ก็น่าจะให้ครูประจำชั้นแจ้งนักเรียนในห้องเรียนได้ ไม่น่าจะให้ผู้บริหารพูดโดยตรงต่อนักเรียน เพราะผู้บริหารนั้นมีไว้เพื่อการบริหาร ย่อมแยกต่างหากจากการเรียนการสอนของครูอาจารย์ผู้ปฏิบัติงานการสอน และแยกต่างหากจากนักเรียน
ดังนั้นการเข้าแถวตอนเช้าของนักเรียนถ้าเลิกไม่ได้ก็ควรจำกัดไว้เพียงเพื่อการเคารพธงชาติและสวดมนต์เท่านั้น อย่างอื่นให้ครูประจำชั้นแจ้งในห้องเรียน หรือในโอกาสอื่น หรือทางสื่อออนไลน์ก็น่าจะได้ผลดีกว่า เพราะมีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร ผู้ปกครองก็รับรู้พร้อมกันด้วย
กรณีอย่างข้างต้นนี้จึงเป็นการดำเนินการของโรงเรียนที่ขัดแย้งหรือไม่สอดคล้องกับอนุสัญญาข้อที่ 24 ในข้อที่ว่าด้วยสิ่งที่ทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพเด็ก อย่างน้อยๆ ก็กระทบต่อสุขภาพจิต เพราะการต้องถูกบังคับให้ฟังอะไร หรือรอคอยอะไรเป็นเวลานานๆ สำหรับเด็กเล็กนั้นคือการทรมานเด็กอย่างหนึ่ง นี่คือทรรศนะของผู้เขียนในการตีความอนุสัญญาข้อ 24 นี้
กฎระเบียบที่น่าปรับปรุงเหล่านี้โรงเรียนไม่สามารถอ้างได้ว่าเป็นเพราะนักเรียนทำความตกลงกับโรงเรียนเองในตอนที่สมัครเข้าเรียน เพราะโรงเรียนเองควรมีธรรมาภิบาลที่ดีให้มากไปกว่าหลักการตกลงตามสัญญาในกฎหมายแพ่ง เพราะโรงเรียนที่จัดการศึกษาไม่ว่าเป็นโรงเรียนรัฐหรือเอกชนย่อมได้รับอำนาจทางปกครองของรัฐมาส่วนหนึ่ง ย่อมต้องทำตามธรรมาภิบาลของรัฐด้วย ขาที่ยืน
อยู่นั้นก็มิได้ยืนอยู่ด้วยกฎหมายแพ่ง แต่ยืนอยู่ด้วยกฎหมายปกครองและกฎหมายมหาชนเสียส่วนใหญ่ เพราะแม้เป็นโรงเรียนเอกชนก็ต้องได้รับอนุญาตจากรัฐให้จัดการเรียนการสอน
และโรงเรียนเหล่านี้บางแห่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐในรูปแบบต่างๆ
ปัญหาการตีความอนุสัญญา ในเรื่องการขจัดทางปฏิบัติแต่เดิมที่ไม่เอื้ออำนวยต่อสุขภาพที่ดีของเด็ก ตามข้อ 24 นั้น ยังมีอีกเรื่องที่คาดไม่ถึง จากประสบการณ์ของผู้เขียนที่เคยไปโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งเมื่อเร็วๆ นี้เพื่อหาข้อมูล พบว่าโรงเรียนแห่งนี้ให้เด็กนักเรียนชั้น ป.2 เรียนในห้องเรียนประจำที่ชั้น 4 ของอาคารที่ไม่มีลิฟต์ และให้นักเรียน ป.1 เรียนที่ชั้น 3 ของอาคาร ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเด็กเล็กขนาด 6-7 ขวบต้องเดินขึ้นอาคารเรียนถึง 3-4 ชั้น โดยเฉลี่ยนักเรียนทั่วไปเดินขึ้นลงตึกประมาณวันละ 8 รอบ เพราะการเรียนมิได้เรียนในห้องประจำอย่างเดียว ต้องไปเรียนที่ห้องอื่น หรือทำกิจกรรมอย่างอื่น เวลาเรียนว่ายน้ำ ลูกเสือ กีฬา งานฝีมืออื่นๆ เห็นชัดว่าเป็นภาระแก่เด็กเล็กมาก และไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพเด็กอย่างมาก ซึ่งเป็น
ประเด็นที่ผู้บริหารโรงเรียนควรปรับปรุงอย่างยิ่งและไม่ต้องรอกฎหมายอนุวัติการตามอนุสัญญา แค่คิดถึงหลักศีลธรรมจรรยาธรรมดาๆ ก็น่าจะพอ ผู้เขียนคิดว่าหากผู้ปกครองจะร้องเรียนโรงเรียนที่วางตำแหน่งห้องเรียนอย่างนี้ก็ไม่แปลก และสมควรเป็นอย่างยิ่ง ท่านผู้ปกครองที่พบเหตุการณ์ก็ช่วยกันคนละไม้คนละมือ ใครคิดได้ก็ให้คิด ใครเขียนได้ก็เขียน อย่าปล่อยผ่านเลยไป ให้ทุกคนคิดโดยรวมเสมอว่าเด็กเหล่านี้เป็นลูกหลานของประเทศเรา
การตีความทางกฎหมายมักจะเกิดขึ้นเป็นชั้นแรกเมื่อต้องอนุวัติการกฎหมายภายในให้เป็นไปตามอนุสัญญา ต้องอาศัยการตีความเพื่อจะสร้างกฎหมายใหม่ (จากที่ไม่เคยมี) หรือแก้ไขกฎหมายเดิมที่ยังขัดแย้งต่ออนุสัญญาอยู่ ซึ่งเมื่อได้ดูสิ่งที่เกิดขึ้นในโรงเรียนต่างๆ ในปัจจุบันนี้แล้ว ดูเหมือนจะยังไม่มีใครตีความกันเลย วังเวงใจจริงๆ
ความจริงบทความนี้น่าจะมีชื่อว่า การตีความที่ถูกลืม
ดังนั้นมาช่วยกันสร้างบรรยากาศของการปฏิบัติตามอนุสัญญาสิทธิเด็กให้คึกคักกันสักหน่อย

