ประชาคมโลกหรือสังคมระหว่างประเทศ ดูไปแล้วก็เหมือนกับสังคมมนุษย์ที่ในแต่ละสังคม ในแต่ละประเทศ ต่างก็มีผู้คนที่มีอำนาจ ทั้งอำนาจบังคับผู้อื่นและอำนาจทางการเงิน อำนาจทางเศรษฐกิจที่ไม่ต้องการเห็นผู้อื่นยิ่งใหญ่กว่าตน ด้วยความริษยาหรือไม่ก็ระแวงว่าตนจะถูกโค่นลงจากอำนาจ เมื่อถึงคราวที่ตนอ่อนแอลงหรือคู่แข่งเข้มแข็งเติบใหญ่ขึ้น
สัญชาตญาณการแข่งขันเพื่อความเป็นใหญ่ หรือความเป็นเจ้า มิได้มีแต่สังคมมนุษย์เท่านั้น แม้แต่สังคมของสัตว์ที่อยู่กันเป็นฝูง เช่น สังคมของลิง ค่าง ชะนี หรือสังคมของสัตว์ประเภทกินเนื้อ เช่น หมาป่า เสือ สิงโต แม้แต่วัว ควาย เก้ง กวาง การแย่งชิงความเป็นใหญ่เพื่อจะได้สืบพันธุ์กับตัวเมีย เพื่อสืบเผ่าพันธุ์ของตนเอง ก็มีให้เห็นเสมอ เพียงแต่พฤติกรรมเพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่เป็นจ่าฝูงไม่ลึกลับ สลับซับซ้อนเช่นสังคมมนุษย์
ประวัติมนุษยชาติจึงเต็มไปด้วยการรบราฆ่าฟัน แย่งชิงความเป็นใหญ่ตลอดมา อ้างเหตุผลต่างๆ นานาเพื่อทำการรบราฆ่าฟันกัน กลายเป็นสงครามระหว่างเผ่าพันธุ์ สงครามระหว่างประเทศ นำมาซึ่งความทุกข์ทรมาน เจ็บปวดล้มตายสูญเสียอย่างมหาศาล
การแพร่ขยายตัวของค่ายคอมมิวนิสต์หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จากสหภาพโซเวียตมาสู่ชัยชนะของพรรคคอมมิวนิสต์จีน สร้างความตระหนกตกใจให้กับประชาชนและผู้นำของอเมริกาเป็นอันมาก แต่เนื่องจากทั้ง 2 ฝ่ายต่างก็มีอาวุธนิวเคลียร์ที่สามารถทำลายล้างซึ่งกันและกันได้ การที่ต่างฝ่ายต่างก็กลัวซึ่งกันและกัน ทำให้เกิดสิ่งที่ ดร.เฮนรี คิสซิงเจอร์ เรียกว่า “ดุลแห่งความกลัว” หรือ Balance of terror ดุลแห่งความกลัวนี้จะทำให้สงครามโลกหรือสงครามระหว่างมหาอำนาจไม่สามารถเกิดขึ้น
ทฤษฎีนี้มาแทนที่ทฤษฎี “ดุลแห่งอำนาจ” หรือ Balance of power ซึ่งเคยเชื่อมาก่อนว่า ถ้าสามารถรักษาดุลแห่งอำนาจระหว่างมหาอำนาจไว้ได้ สงครามก็จะไม่เกิด แต่การเกิดขึ้นของสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้พิสูจน์ว่า การสร้างดุลแห่งอำนาจนั้นไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจะไม่เกิดสงครามระหว่างมหาอำนาจ แท้จริงแล้วการมุ่งสร้างแสนยานุภาพนั่นเองจะเป็นสาเหตุทำให้เกิดสงครามระหว่างมหาอำนาจได้เสมอ
สิ่งที่จะยับยั้งไม่ให้เกิดสงครามระหว่างมหาอำนาจ น่าจะเป็นดุลแห่งความกลัว ความกลัวว่าตนจะถูกรุกราน ทำให้อินเดีย ปากีสถาน อิสราเอล รวมทั้งเกาหลีเหนือ ต้องฝ่าฝืนกฎบัตรสหประชาชาติ ที่ห้ามมิให้ชาติที่มิใช่สมาชิกถาวรแห่งคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติมีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครอง แต่ชาติต่างๆ ที่กล่าวมานี้มีความกลัวว่าจะถูกรุกรานจากศัตรูคู่แข่งทั้งสิ้น เพราะได้พิสูจน์แล้วเช่นกันว่ากองกำลังสหประชาชาติไม่อาจหยุดยั้งการทำสงคราม ถ้าสงครามระหว่างชาติเล็กๆ นั้นมีมหาอำนาจ เช่นสหรัฐอเมริกาหรือสหภาพโซเวียตหนุนหลัง
การล้มลงของจักรวรรดิสหภาพสังคมนิยมโซเวียต จนกลายเป็นประเทศเล็กประเทศน้อย สาธารณรัฐรัสเซียจึงไม่ใช่ผู้ที่จะเป็นคู่แข่งของอเมริกาอีกต่อไป สหรัฐอเมริกาจึงกลายเป็นมหาอำนาจชั้นหนึ่งของโลกแต่ผู้เดียว มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทั้งทางทหารและทางพลเรือน Balance of power จึงไม่มี ยังคงเหลือแต่ดุลแห่งความกลัว Balance of terror ระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน เพราะจีนก็ได้พัฒนาเทคโนโลยีทางทหาร เช่น ขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์ สามารถสร้างความเสียหายให้กับอเมริกาได้มหาศาลเช่นกัน
ความกลัวว่าตนจะถูกรุกรานหรือถูกยึดครองโดยอเมริกา ทำให้เกาหลีเหนือมีความจำเป็นต้องพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่รับความสนับสนุนและการช่วยเหลือจากจีน ซึ่งเป็นคู่แข่งทั้งทางเศรษฐกิจการค้า การเงิน การลงทุนและการทหารของสหรัฐอเมริกา
เมื่อสงครามร้อนไม่เกิดขึ้นเพราะดุลแห่งความกลัว ก็เกิดสงครามเย็นหรือ Cold war ขึ้นระหว่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต ในเอเชียและแอฟริกา รวมถึงละตินอเมริกา เช่นกรณีคิวบา พร้อมๆ กับเกิดสงครามตัวแทนขึ้นในภูมิภาคต่างๆ สงครามเย็นยุติลงพร้อมๆ กับการล่มสลายของระบอบและค่ายคอมมิวนิสต์
ขณะที่สงครามเย็นดำเนินการไป จีนซึ่งไม่ได้ร่วมด้วยก็เปลี่ยนนโยบายเศรษฐกิจอย่างมีขั้นมีตอน จากระบบเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์ จากที่รัฐเป็นเจ้าของการผลิตทุกอย่างมาเป็นระบบเศรษฐกิจแบบตลาดสังคมนิยมหรือ Social Market Economy ซึ่งแปลว่าอย่างไรไม่มีใครทราบ ไม่มีใครลอกเลียนแบบได้ สอดคล้องกับระบอบการปกครองแบบสหภาพ อันประกอบด้วยมณฑลต่างๆ ซึ่งมีอำนาจในการตัดสินใจในเรื่องเศรษฐกิจภายในมณฑลของตนพอสมควร ยกเว้นในเรื่องการค้าและการลงทุนจากต่างประเทศและจากจีนไปประเทศอื่นๆ
เมื่อสงครามเย็นระหว่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตยุติลง สหรัฐอเมริกาก็พบว่าตนกำลังเพลี่ยงพล้ำสงครามเศรษฐกิจการค้าและการลงทุนกับจีน สหรัฐอเมริกาขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเงินสะพัดกับจีนอย่างมหาศาลทุกปี เงินดอลลาร์สหรัฐที่จีนได้รับจากการเกินดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดจากทั่วโลก แต่ได้จากสหรัฐอเมริกามากที่สุดทุกปี
เกาหลีเหนือจึงเร่งพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ เพราะเป็นทางเดียวที่จะยับยั้งการข่มขู่ของสหรัฐอเมริกา หรือการรุกรานของอเมริกาดังที่ได้เกิดขึ้น ทั้งในอิรัก ซีเรียและลิเบียมาแล้ว ซึ่งก็ได้ผลเพราะอเมริกายอมนั่งลงเจรจากับผู้นำเกาหลีเหนือ
เงินดอลลาร์ที่จีนทำมาค้าขายได้มาเหล่านั้น ก็หวนกลับไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลอเมริกัน ซึ่งรัฐบาลอเมริกันจำเป็นต้องออกพันธบัตรออกมากู้เงินจากตลาดการเงิน เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณของตน จนเป็นเหตุให้จีนเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดของรัฐบาลและวิสาหกิจเอกชนอเมริกัน เข้าใจว่าขณะนี้มียอดเงินสูงกว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
การเคลื่อนไหวซื้อขายพันธบัตรรัฐบาลอเมริกันโดยธนาคารกลางจีน ย่อมทำให้ตลาดพันธบัตรอเมริกันเปลี่ยนแปลงเคลื่อนไหวได้ อันเป็นการสร้างความกลัวให้กับคนและรัฐบาลอเมริกันได้
ความรู้สึกว่าจีนมิได้เป็นเพียงคู่ค้าที่สำคัญที่สุดของตนเท่านั้น แต่กำลังจะเป็นคู่แข่งสำคัญ ที่สามารถท้าทายอำนาจของสหรัฐอเมริกาได้
เมื่อสหรัฐอเมริกาประกาศขึ้นภาษีขาเข้าสำหรับสินค้าที่ผลิตในจีนเป็นเงิน 50,000 ล้านเหรียญ จีนก็ประกาศจะขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากอเมริกาเพื่อลดการนำเข้าจากอเมริกาเป็นจำนวนเงินเท่าๆ กัน คือ ประมาณ 50,000 ล้านดอลลาร์เช่นกัน
ผลกระทบต่อผู้ผลิตและผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกาน่าจะมีมากกว่าผลกระทบต่อผู้ผลิตและผู้บริโภคในจีน ผู้บริโภคในจีนย่อมต้องซื้อของทั้งที่นำเข้า และที่ผลิตทดแทนการนำเข้าจากจีนในราคาที่สูงขึ้น ราคาสิ่งของอุปโภคบริโภคที่แพงขึ้นในอเมริกาจะเพียงพอที่จะทำให้เกิดการลงทุนเพื่อให้มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นในอเมริกาหรือไม่ ถ้าไม่เพียงพอคนอเมริกันก็ยังต้องใช้ของนำเข้าจากจีนอยู่นั่นเอง แต่ในราคาที่แพงขึ้นและปริมาณที่ลดลงคือต้องประหยัดมากขึ้น ซึ่งน่าจะเกิดปฏิกิริยาต่อต้านนโยบายของทรัมป์ในที่สุด
แต่ที่ยังไม่เกิดก็เพราะขณะนี้เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาขยายตัวในระดับที่สูง อัตราการจ้างงานในสหรัฐอเมริกาอยู่ในอัตราที่ต่ำสุดเพียง 4 เปอร์เซ็นต์ อัตราการจ้างงานที่ต่ำกว่าร้อยละ 6 ในอเมริกา ถือว่าเป็นอัตราที่ระบบเศรษฐกิจทำงานเต็มที่หรือ Full employment แล้ว
ประเทศที่จะทนไม่ไหวต่อการขึ้นภาษีเพื่อกีดกันการค้าระหว่างกัน น่าจะเป็นประชาชนชาวอเมริกันที่เคยชินกับการได้ใช้ของอุปโภคบริโภค เครื่องมือเครื่องจักรจากจีน ซึ่งกระทบต่อประชาชนทุกระดับ ส่วนสินค้าทุน เทคโนโลยี ทรัพย์สินทางปัญญา เช่นเครื่องหมายการค้า นิมิตสิทธิ์ ลิขสิทธิ์ ซึ่งเป็นรายได้สำคัญของสหรัฐ ไม่น่าจะกระทบต่อผู้ผลิตและผู้บริโภคในจีนมากนัก และเนื่องจากความได้เปรียบเชิงเทียบของผู้ผลิตในจีนยังสูงกว่าผู้ผลิตในอเมริกา
พลังการตลาดหรือ Market Force จะทำให้กำแพงภาษีที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ทำออกมาด้วยเหตุผลทางการเมือง ต้องพังทลายลงไม่ช้าก็เร็ว คงไม่ต้องใช้เรือปืนมาแก้ไขดุลการค้า อย่างที่อังกฤษเคยทำกับจีนในสมัยสงครามฝิ่น อย่างที่เคยเป็นในอดีต
ความสัมพันธ์ระหว่างอเมริกากับจีนจึงเป็นความสัมพันธ์ที่ควรจะเรียกว่า “เกลียดตัวกินไข่” คือ ทะเลาะกันไป ดีกันไป สลับกันอยู่อย่างนี้ เหมือนลูกหนี้ทะเลาะกับเจ้าหนี้ ต่างคนต่างก็ขาดกันไม่ได้
การประกาศหันออกจากอเมริกาแล้วไปเข้ากับจีน ไม่น่าจะเป็นนโยบายที่ดีที่สุดสำหรับประเทศเล็กๆ อย่างประเทศไทย เพราะอเมริกาจะไม่ค่อยสนใจประเทศที่ทำตัวเป็นลูกสมุนเท่าใดนัก แต่ถ้าประกาศเป็นอิสระหรือมีทีท่าจะไปเข้าข้างคู่แข่งของตน อเมริกาจะให้ความสนใจมากกว่า
ถึงเวลาเลือดเข้าตา ไม่มีใครช่วยอะไรเราได้ ดูตัวอย่างต้มยำกุ้งก็แล้วกัน

